เสียงสวดของผู้เฒ่าลีซูดังไปไกลบนดอยโล่งเตียนของหมู่บ้านเฮโก ต.ป่าตึง อ.แม่จัน จ.เชียงราย อาวุโสกำลังทำพิธีไหว้ผีเจ้าที่เพื่อขออนุญาตใช้พื้นที่และขอให้คุ้มครองการเลี้ยงหมู-ปลูกกล้วยให้เป็นไปได้ด้วยดี

บ้านเฮโกตั้งอยู่บนดอยสูงมีที่ราบน้อยมาก มีลำน้ำ 2 สายไหลผ่านคือห้วยเฮโกและห้วยวิตุ ซึ่งไหลลงแม่น้ำจัน ชาวบ้านทั้งหมดเป็นชาวลีซูที่ตั้งรกรากอยู่ในพื้นที่นี้มาแล้วไม่ต่ำกว่า 40 ปี

ในอดีตพื้นที่บนดอยแถบนี้เคยเป็นป่าไผ่สลับกับไม้ยืนต้น แต่เมื่อมีการแผ้วถางเป็นที่ทำกิน และปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพด ถั่ว ทำให้ต้นไม้ที่ช่วยดูดซับน้ำไว้ค่อยๆหายไป ขณะที่ปริมาณน้ำในลำห้วยก็ค่อยๆลดลงทุกปี จนน่าเป็นห่วง

 “คำรณ งัวยา” ผู้นำหมู่บ้านและชาวบ้านเฮโก ต่างหารือกันเพื่อหาทางออก โดยคำรณเสนอให้พลิกฟื้นผืนดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์โดยการปลูกต้นไม้ใหญ่อีกครั้ง แต่เนื่องจากผืนดินบริเวณนี้แห้งแล้งเพราะขาดน้ำมานาน เขาจึงเริ่มต้นจากการปลูกกล้วยเนื่องจากรากกล้วยช่วยดึงน้ำทำให้พื้นดินชุ่มชื้น

“ผมเอากล้วยมาลงไว้ระยะหนึ่งแล้ว พอกล้วยเริ่มงาม ผืนดินรอบๆต้นกล้วยจะชุ่มชื้นขึ้น สังเกตได้ว่าจะมีต้นไม้ต่างๆมาขึ้นข้างๆ ผมจึงเอาไม้ผลมาปลูก เช่น ทุเรียน ลิ้นจี่ อาโวคาโด “ ความพยายามของคำรณเป็นที่จับตามองของชาวบ้าน เพราะหากสวนของเขาไปได้ด้วยดี จะมีชาวบ้านเกือบทั้งหมู่บ้านเจริญรอยตาม

ขณะเดียวกันคำรณได้สร้างคอกหมูในบริเวณสวนกล้วย อีกไม่กี่วันเขาจะเอาหมูมาเลี้ยง และอาหารที่สำคัญของหมูก็คือต้นกล้วยที่เขาปลูกไว้

 หมูที่คำรณเลี้ยงเป็น “หมูดำ”ซึ่งเป็นพันธุ์ท้องถิ่น และชาวลีซูนิยมบริโภค สาเหตุที่ต้องเลี้ยงหมู นอกจากเป็นอาหารที่สำคัญของชาวลีซูซึ่งในอดีตแทบทุกบ้านต่างเลี้ยงหมูไว้กินเองแล้ว หมูยังเกี่ยวพันในพิธีกรรมที่สำคัญต่างๆของชาวลีซู

“เราใช้หมูทั้งในพิธีเรียกขวัญให้ผู้ป่วย พิธีไหว้เจ้า ไหว้บรรพบุรุษ พวกเราจัดงานปีใหม่กันปีละ 2 ครั้ง รอบแรกในช่วงตรุษจีน ส่วนอีกรอบในช่วงเดือนเมษายัน โดยผู้เฒ่าเล่าว่าที่จัดรอบสองเนื่องจากสมัยก่อนพวกผู้ชาวยที่ออกไปรบในพ้นที่ห่างไกลกลับมาร่วมงานวันปีใหม่ไม่ทัน เราเลยต้องจัดงานขึ้นอีก 1 รอบ เรียกว่า ‘ออยีปะ’เพื่อให้นักรบผู้ชายได้ร่วมเฉลิมฉลอง”คำรณอธิบายรากเหง้าของวัฒนธรรมและหมูเป็นส่วนสำคัญ

ขณะเดียวกันสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ต้นปี 2563 ได้ส่งผลประทบต่อสังคมไทยและสังคมโลกอย่างรุนแรงชนิดที่ประวัติศาสตร์ต้องบันทึกไว้ ชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆที่อาศัยอยู่บนดอยต่างก็หนีไม่พ้นผลกระทบนี้เช่นกัน หมู่บ้านเฮโกและอีกหลายชุมชนบนดอยแม่สลองต่างใช้วิธีปิดหมู่บ้านห้ามคนในออก-คนนอกเข้า ช่วยลดความเสี่ยงของการแพร่ระบาดอย่างได้ผล แต่วิกฤตได้กลายเป็นโอกาสที่ทำให้ชาวบ้านหลายพื้นที่คิดถึงเรื่องความมั่นคงทางอาหารในหมู่บ้าน

การสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารในยุคโควิดและการฟื้นป่ารอบหมู่บ้าน กลายเป็นโจทย์เดียวกัน คำรณจึงได้ “เลี้ยงหมู-ฟื้นป่า”

“คนในหมู่บ้านมักเข้าไม่ถึงมาตรการความช่วยเหลือจากรัฐบาล บางส่วนเป็นคนไร้สัญชาติ บางส่วนไม่มีโทรศัพท์ และบางส่วนมีโทรศัพท์แต่ทำไม่เป็น เราจึงพยายามช่วยเหลือตัวเองให้มีความมั่นคงด้านอาหาร”คำรณสะท้อนภาพในสถานการณ์โควิด

การลุกขึ้นมาฟื้นฟูแหล่าต้นน้ำของเขาและชาวบ้านเฮโก ได้รับการสนับสนุนจากโครงการเสริมสร้างการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจสังคม ความมั่นคงของมนุษย์และการฟื้นคืนสู่สภาพปกติในประเทศไทยในบริบทของการระบาดใหญ่ของ COVID-19 เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครถูกทิ้งอยู่เบื้องหลังและปกป้องความคืบหน้าเพื่อนำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งดำเนินการโดยมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา(พชภ.)ร่วมกับ UNDP(โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประเทศไทย ) ด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาลและประชาชนญี่ปุ่น

“เรามีเป้าหมายช่วยเหลือกลุ่มคนไร้สัญชาติและคนที่ได้รับความลำบากจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด เพราะเชียงรายเป็นพื้นที่เสี่ยงเนื่องจากมีชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน 2 ประเทศ เฉพาะที่ดอยแม่สลองมีผู้ที่ไม่มีบัตรประชาชนถึง 2 พันคน พวกเขาต่างได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน โครงการจึงมองในเรื่องการช่วยเหลือเยียวยาโดยใช้ศักยภาพของชาวบ้านฟื้นฟูถีชีวิตของตัวเอง” ไกรทอง  เหง้าน้อย ผู้จัดการโครงการเสริมสร้างศักยภาพกลุ่มคนไร้สัญชาติที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด19 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและสร้างความมั่นทางอาหารด้วยระบบนวัตกรรมเกษตรยั่งยืน ชุมชนบนพื้นที่สูง และคณะได้ทำการสำรวจและสนับสนุนชาวบ้านในหลายหมู่บ้านเกิดความมั่นคงด้านอาหาร

ไม่ห่างจากบ้านเฮโกมากนัก อีกซีกหนึ่งของดอยแม่สลอง ในหมู่บ้านจะบูสี อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ชาวบ้านร่วมกันปิดหมู่บ้านมายาวนาน 4-5 เดือนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด- 19 เช่นเดียวกัน แม้ปัจจุบันหมู่บ้านจะเปิดแล้ว แต่ยังไม่เปิดรับนักท่องเที่ยวภายนอกให้มานอนค้างคืนแบบโฮมสเตย์ซึ่งเคยเป็นรายได้สำคัญของหมู่บ้าน

บ้านจะบูสีเป็นหย่อมบ้านเล็กๆ 28 ครัวเรือน พื้นที่ตั้งอยู่บนยอดดอยและล้อมรอบไปด้วยผืนป่าที่หลายชุมชนร่วมกันฟื้นฟูขึ้นมาใหม่เมื่อราว 25 ปี(ไม่แน่ใจจำนวนปี)ก่อน ชาวบ้านเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ ซึ่งมีวิถีวัฒนธรรมเป็นของตัวเองและลูกหลานได้ยึดถือแนวทางตามบรรพบุรุษ แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด ทำให้ชาวบ้านจำเป็นต้องปรับตัวเองกันพอสมควร

ชาวลาหู่มีความผูกพันอยู่กับไก่กระดูกดำ เพราะนอกจากเป็นอาหารที่สำคัญในโอกาสต่างๆแล้ว ไก่กระดูกดำยังเป็นองค์ประกอบในการประกอบพิธีกรรมของชาวลาหู่ เช่น ไหว้อื่อซา(พระเจ้า) การฉลองวันปีใหม่ การเรียกขวัญสำหรับคนป่วยไข้ รวมถึงหญิงหลังคลอดบุตรก็ต้องกินไก่กระดูกดำต้มซึ่งเชื่อว่าช่วยฟื้นฟูร่างกายได้อย่างรวดเร็ว

จะหวะ อากุโล ชาวบ้านจะบูสี  รู้สึกดีใจที่ได้รับการสนับสนุนให้เลี้ยงไก่มากขึ้น เพราะเดิมทีเขาเลี้ยงไว้เพียงไม่กี่ตัวสำหรับทำพิธีกรรมต่างๆและแบ่งปันหรือแบ่งขายบ้างแล้วแต่โอกาส แต่ขณะนี้เขากำลังสร้างเล้าไก่ขึ้นมาใหม่เพื่อเลี้ยงไก่กระดูกดำเพิ่มอีกนับร้อยตัว

“ตอนเช้าให้อาหารเสร็จก็ปล่อยให้ไปหากินในป่าในสวน ตอนเย็นให้อาหารอีก 1 มื้อ และนอนในเพิงที่สร้างไว้ให้ พอ 8 เดือนก็โตเต็มที่ อาหารที่ใช้เป็นข้าวโพดที่เราปลูกเอง ผสมกับเศษข้าว”จะหวะ พูดถึงวิธีเลี้ยงไก่กระดูกดำของเขา ซึ่งเป็นวิธีเลี้ยงที่เกื้อหนุนอยู่กับธรรมชาติและห่างไกลสารเคมี

 บ้านของจะหวะอยู่ติดกับไร่ที่ดูคล้ายป่าเพราะเขาปลูกพืชผสมผสาน มีทั้งกาแฟ ส้มโอ ลิ้นจี่ เชอรี่ นอกจากนี้เขายังเลี้ยงผึ้งที่ช่วยผสมเกสรดอกไม้ในไร่ด้วย ทำให้เขามีรายได้ตลอดทั้งปีและมีข้าวกินเอง รวมทั้งมีข้าวโพดไว้เป็นอาหารไก่โดยไม่ต้องซื้อ นอกจากนี้เขายังมีเทียนที่ทำจากขี้ผึ้งไว้ประกอบพิธีกรรมด้วย

จะหวะเชื่อว่า หากมีการปิดหมู่บ้านอีก ชาวบ้านจะบูสีสามารถอยู่กันได้โดยพึ่งพาภายนอกน้อยมาก เพราะพวกเขามีความมั่นคงทางอาหารเพียงพอ

////////////////////////////////

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.