เลือกตั้งกัมพูชา”ฮุน เซน”ถูกท้าทาย”สมรังสี”หวังเสียงคนรุ่นใหม

cambodia

การเลือกตั้งท่วไปของกัมพูชาที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 28 ก.ค. นี้ แม้ทุกฝ่ายจะคาดหมายตรงกันว่า ผู้ชนะย่อมหนีไม่พ้นสมเด็จฮุน เซน และพรรคประชาชนกัมพูชา หรือซีพีพี ของเขา แต่การที่นายสม รังสี ได้เดินทางกลับประเทศและมีประชาชนไปรอต้องรับอย่างมากมายเมื่อ 19 ก.ค. ที่ผ่านมา ก็ทำให้บางฝ่ายประเมินว่าการเมืองของกัมพูชามีโอกาสเกิดการเปลี่ยแปลงอยู่บ้างเหมือนกัน

 

อาจโค่นเก้าอีกของ สมเด็จฮุน เซน ลงไม่ได้ แต่ก็อาจได้แลเห็นการสั่นสะเทือนและอาจจุดกระแสการเมืองภาคประชาชนโดยเฉพาะในกลุ่ม “ไม่เอา ฮุน เซน” ขึ้นได้ไม่น้อยทีเดียว

 

การเลือกตั้งทั่วไปเที่ยวนี้ ตามรัฐธรรมนูญกัมพูชาระบุว่า เป็นการเลือกตั้ง “สมาชิกสมัชชขาแห่งชาติ” มีสถานะเหมือน ส.ส.บ้านเรา มีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี โดยมีเก้าอี้ให้ชิงกันทั้งสิ้น 123 ที่นั่ง จาห 23 จังหวัด และ 1 ราชธานี มีพรรคการเมือง 8 พรรคส่งผู้สมัครลงชิงชัย และมีผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งราว 9.6 ล้านคน

 

รูปแบบการเมืองของกัมพูชาเป็ฯระบบ 2 สภา โดยนอกจากสมัชชาแห่งชาติแล้ว ยังมีวุฒิสภาซึ่งมีสมาชิก 61 คนด้วย แต่มีที่มาจากการแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ตามคำแนะนำของพรรคการเมืองในสมัชชาแห่งชาติ

 

การเลือกตั้งทั่วไปก่อนหน้านี้จัดขึ้นในปี 2551 พรรคประชาชนกัมพูชากวาดไป 90 ที่นั่ง ขณะที่พรรคสมรังสีได้ 26 ที่นั่ง ที่เหลือก็แบ่งสรรกันไประหว่างพรรคสิทธิมนุษยชน พรรคนโรดมรณฤทธิ์ และพรรคฟุนชินเปค แต่การเลือกตั้งครั้งใหม่ในปี 2556 นายสม รังสี ไปเป็นหัวหน้าพรรคสงเคราะห์แห่งชาติกัมพูชา หรือ ซีเอ็นอาร์พี และยังคงเป็นคู่แข่งที่สำคัญที่สุดของพรรคประชาชนกัมพูชา แม้เขาเพิ่งจะได้กลับแผ่นดินเกิดก่อนวันหย่อนบัตรเลือกตั้งเพียง 9 วัน และคณะกรรมการการลือกตั้งของกัมพูชาไม่อนุมัติให้ลงสมัครรับเลือกตั้งก็ตาม

 

แน่นอนว่าในห้วงของการกาเสียงเลือกตั้ง พรรคประชาชนกัมพูชาของสมเด็จฮุน เซน ได้เปรียบคู่แข่งทุกประตู เนื่องจากมีสถานะเป็นฝ่ายบริการอยู่ และยังคุมกลไกรัฐทุกส่วน สื่อทุกแขนงตลอกจนกองทัพ ตำรวจ ทหาร โดยจุดชายของพรรคซีพีพี คือความต่อเนื่องในการทำงาน และความนิยมส่วนตัว สมเด็จ ฮุน เซน

 

ส่วนพรรคสงเคราะห์แห่งชาติกัมพูชาเสียเปรียบในเรื่องการใช้สื่อประชาสัมพันธ์เพื่อหาเสียง ได้เน้นการโจมตีไปที่จุดอ่อนที่สุดของรับบาล สมเด็จ ฮุน เซน คือ ปัญหาการคอร์รัปชันอย่างมโหฬารของบุคคลใกล้ชิด ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ช่องว่างรายได้ระหว่างคนจนกับคนรวย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่ยังไม่ทั่วถึง

 

ขณะที่อีกหนึ่งปัญหาที่หลายคนเชื่อวว่าอาจเป็น “จุดดับ” ของรัฐบาลสมเด็จ ฮุน เซน คือ การอนุญาตให้ต่างชาติได้สัมปทานเช่าที่ดินแม้แต่ในกรุงพนมเปญ เมืองหลวงของประเทศยาวนานถึง 90 ปี มีการไล่รื้อชุมชนแออัดที่คนยากจนใช้อยู่อาศัยเพื่อนำไปให้ต่างชาติพัฒนาเป็นเมืองธุรกิจ และปัญหาเขตแดนด้านตะวันออกที่ปล่อยให้เวียดนามรุกล้ำแบบไม่ยั้ง

 

นายสน ชัย ประธาน ส.ส และโฆษกของพรรคสงเคราะห์แห่งชาติกัมพูชา หรือ ซีเอ็นอาร์พี กล่าวกับคณะสื่อมวลชนไทยที่เดินทางไปสังเกตุการณ์การเลือกตั้งว่า คาดหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในกัมพูชาหลังจากถูกครองอำนาจจากคนกลุ่มเดียวมานานร่วม 30 ปี

 

“เราอยากเห็นกัมพูชามีการเปลี่ยนแปลง กองทัพต้องเป็นของประชาชน ปกป้องประชาชน ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่งหรือปกป้องบุคคลใดบุคคลหนึ่งเท่านั้น ปัจจุบันประชาชนไม่ได้หวาดกลัวอีกแล้ว ดังนั้นพลังประชาชนจึงมีความสำคัญมาก”

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า เยาวชนกัมพูชาจำนวนมากใช้เครือข่าวสังคมออนไลน์ในการนัดพบและประสานงานกัน คิดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยประชาชนแช่นเดียวกับอาหรับสปริงหรือไม่ นายสน ชัย กล่าวว่า ทำอย่างไรถึงจะไม่มีการโกงการเลือกตั้ง เราอยากให้ประชาชนมีสิทธิแสดงออกว่าการกระทำของรัฐบาลที่ผ่านมาดีหรือไม่ เพราะตอนนี้ไม่ใช่แค่ประชาชนมองอย่างเดียว ต่างชาติก็มองด้วย ถ้ามีเรื่องที่จะเกิดมากไปกว่านั้นก็ต่อ่งดูตามสถานการณ์

 

“ถ้าเราดูภาพรวมของประเทศ ประชาชนแค่อยากมีชีวิตที่ดี อยากได้เสรีภาพ ความยุติธรรม แต่ปัจจุบันเราเก็นว่าการปกป้องเหล่านั้น โดยเฉพาะเรื่องที่ดินทำกินทำได้ยากขึ้น ถึงเวลาแล้วที่ชาวกัมพูชาต้องช่วยกันผลักดันระบอบประชาธิปไตยให้ดีดว่าเดิม ต้องช่วยกันป้องกันแผ่นดินของเราเอง เพราะผู้นำวันนี้ ติดบุญคุณเวียดนามเยอะ ใช้หนี่กันไม่รู้จักหมด เราต้องคัดค้านกันทุกเรื่องที่ผู้นำเอาที่ดินไปให้สัมปทานแก่ต่างชาติ และปราบปรามการทุจริตทุกรูปแบบ เพื่อเอาเงินส่วนนั้นมาขึ้นเงินเดือนข้าราชการและให้สวัสดิการประชาชน” นายวน ชัย กล่าว

 

ด้านนายคล ปันยา คณะกรรมการเพื่อการเลือกตั้งอย่างเสรีและยุติธรรม (Committee for Free and Fair Election in Cambodia หรือ COMFRAIL) ซึ่งเคยได้รับรางวัลแม็กไซไซสาขาสร้างสรรค์ความยั่งยืนให้แก่ชุมชนด้านประชาธิปไตย เมื่อปีค.ศ. 2011 กล่าวว่า COMFRAIL ได้ส่งผู้สังเกตุการณ์กว่า 1 หมื่นคนลงไปยังเขตเลือกตั้งทั่วประเทศเพื่อตรวจสอบความโปร่งใสตั้งแต่เริ่มมีการหาเสียง เบื้องต้นพบว่าการเลือกตั้งยังไม่มีเสรีและยุติธรรมอย่างแท้จริง เนื่องจากพบปัญหาหลายอย่าง โดยเฉพาะสถานการณ์ไม่ปกติเกี่ยวกับการหาเสียง โดยสื่อโทรทัศน์และสื่อของรัฐทั้งหมดมีแต่ฝ่ายรัฐบาลที่ได้ใช้ ส่ว่นฝ่ายค้านไม่มีโอกาสได้ใช้ แถมสื่อรัฐยังปิดบังข้อมูล และเปิดโอกาสให้พรรคซีพีพีใช้โจมตีฝ่ายค้านด้วย

 

ที่สำคัญรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีปัญหากว่า 1.3 ล้านชื่อ จากจำนวนผู้มีสิทธิ 9.6 ล้านคน เป็นความผิดปกตอเช่น ชื่อผิด รายชื่อมีปัญหา บางคนเคยมีรายชื่อแต่การเลือกตั้งครั้งนี้ชื่อกลับหายไป บางคนตายแล้วแต่ชื่อยังอยู่ ที่น่าสังเกตคือเจ้าหน้าที่เก็บข้อมูลส่วนใหญ่ก็เป้นคนของซีพีพีเอง ทำให้รายชื่อมีปัญหาและสร้างความสับสนให้ประชาชนอย่างมาก ในภาพรวมมีการบิดเบือนข้อมูล และยังพบสถานการณ์ไม่ปกติ คือการซื้อเสียงที่เกิดขึ้นแล้ว มีการซื้อกันอย่างตรงไปตรงมาล่วงหน้าก่อนการเลือกตั้งด้วย” นายคล ปันยา กล่าว

 

เขาย้ำด้วยว่า หากถึงที่สุดแล้วพบว่าการเลือกตั้งไม่เป็นธรรม ก็พร้อมที่จะเปิดเผยข้อมูลให้สังคมโลกได้รับรู้ว่าสมควรยอมรับรัฐบาลกัมพูชาที่ได้อำนาจมาด้วยวิธีการดังกล่าวหรือไม่

 

แม้ผลการเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะจบลงที่ชัยชนะของนายก ฯ ฮุน เซนค่อนข้างแน่ แต่กระแสการเมืองภาคประชาชนและการตรวจสอบอำนาจของเขาอย่างเข้มข้นจะไม่จบลงแค่การปิดหีบการเลือกตั้งอย่างแน่นอน !

 

กรุงเทพธุรกิจ 27 กรกฎาคม 2556

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.