gen-baw-kyaw-heh

กะเหรี่ยง : ท่ามกลางกระแสข่าวการสู้รบครั้งใหม่ระหว่างรัฐบาลพม่าและสหภาพแห่ง ชาติกะเหรี่ยง (KNU) ที่พุ่งตรงมายังพื้นที่ในความรับผิดชอบของกองพล 5 KNU ‘พล.ต.บอเจาะ’ ผู้บัญชาการกองพลที่ 5 ได้กล่าวสุนทรพจน์เนื่องในวันรำลึกวีรชนต่อมวลชนของ KNU ณ ที่มั่นแห่งหนึ่งริมแม่น้ำสาละวิน เมื่อวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา คำกล่าวของเขาสะท้อนให้เห็นภาพสถานการณ์ร้อนทั้งภายนอกและภายในที่รุมเร้า อยู่ในขณะนี้ได้เป็นอย่างดี

“วันรำลึก ต้องสร้างจิตสำนึกให้นึกถึงผู้ล่วงลับที่ได้เสียสละ วีรชนของเรา รวมถึงอุดมการณ์ของวีรชน วันนี้ทำไมเราไม่มีที่อยู่ เพราะเรายังไม่ได้เอกราช ฉะนั้นเราจะต้องอยู่กับความจริงอย่างเข้มแข็ง อ่อนล้า ท้อถอยไม่ได้ ถ้าเป็นเช่นนั้น ต่อไปเราก็จะไม่มีแรงที่จะทำอะไรต่อไปได้

ตั้งแต่การต่อสู้เป็นต้นมาหลายสิบปี มีผู้เสียสละแขน ขา ไปกี่ข้าง เสียสละชีวิตไปไม่รู้กี่คน ปู่ของใคร ลูกของใคร อาจเป็นปู่ของท่านหรือของผม ซึ่งก็คือเผ่าพันธ์ของเราทั้งนั้น ดังนั้นเลือดเนื้อที่สูญเสียไปก็คือเลือดเนื้อของพวกเราทุกคน

พม่ามีสมอง มีความคิดดีกว่าเรา เก่งกว่าเราจนเราสู้ไม่ได้หรือ ทำไม 60 ปีที่ต่อสู้มาเราจึงยังไม่มีเสรีภาพ ถ้าพม่าไม่ได้วิเศษไปกว่าเรา ฉะนั้นเราต้องทบทวน
เมื่อก่อนนี้ทุกคนพร้อมจะเคียงบ่า เคียงไหล่ ไปสิบ ตายสิบ แต่เราก็ไปด้วยรอยยิ้ม ด้วยใจ เราไม่กลัว ทุกวันนี้ไปสิบกลับมาสาม แล้วให้ไปอีกก็ไม่มีใครไปแล้ว บางคนไม่คิดจะสู้แล้ว แม้เรามีปืน แต่เราเก็บปืนไว้ที่บ้าน แม้ตัวเราจะยังอยู่ในแผ่นดิน ในพื้นที่เดิม แต่ใจของพวกเรามันหนีไปแล้วเพราะเราไม่คิดจะต่อสู้ ความแตกแยกที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นความแตกแยกในหัวใจ ในความคิด เราต้องมาสร้างความเข้าใจร่วมกัน ทั้งประชาชน ทั้งกองทัพ เราต้องทำความเข้าใจร่วมกัน

ถ้าเราอยู่เฉยๆ พม่าจะใช้ทุกวิถีทางทำลายเรา ถ้าเรามองแต่ภาพข้างนอก เราจะเห็นภาพพม่าฆ่าปกากะญอ เราจะท้อ โลกข้างนอกเข้าใจว่าพวกเราถูกฆ่าแล้ว ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ทุกวันนี้พม่าหาวิธีการทำให้เราแตกแยกสลาย ทำทุกวิถีทาง สร้างกระแสโยนความผิดให้เรา แต่เราอย่ากลัว ถ้าเราอยู่ด้วยความจริง ก็จะมีคนเห็นในสิ่งที่พวกเราต่อสู้ ยิ่งหากเรามีความคิดจิตใจแบบนี้ เราท้อ ก็ยิ่งทำให้สิ่งที่เราฝัน ที่เราจะมีแผ่นดินเป็นของตัวเอง มันจะทำให้แผ่นดินที่เราใฝ่ฝันแคบลง ความแตกสลายก็จะมากขึ้น

คนรุ่นใหม่ของเรามีโอกาสมากมาย ไปเรียน ไปอยู่ต่างประเทศ พวกเราก็มีคนเก่งมากมาย ไม่ใช่พม่าเก่งฝ่ายเดียว แต่พวกเราคิดกันแค่ส่งลูกหลานเข้าไปในแคมป์ (ค่ายผู้หนีภัยการสู้รบ) เพื่อให้ได้ศึกษาเล่าเรียน หาโอกาสไปประเทศที่สามเท่านั้นหรือ ผมเคยได้ยินคนพูดกันแบบนี้ เราคิดกันแค่นี้หรือ เราต้องช่วยกัน พวกเรามีคนเก่งหลายคน บทบาทของแต่ละคนแต่ละกลุ่ม การกอบกู้แผ่นดินไม่ใช่ใครทำคนเดียวได้ แต่เป็นภารกิจของทุกคน เราต้องช่วยกันแบกภารกิจอันยิ่งใหญ่ ถ้าวันนี้เราเป็นม้าที่ต้องแบกของ เราต้องคิดว่าเราเป็นม้าสำหรับพี่น้องของเราเอง อย่าเป็นม้าให้คนอื่น เราไม่ได้เป็นม้าของพม่า เราต้องมีทางของเรา

แม้เราจะขอพรจากพระผู้เป็นเจ้า แต่เรามองดูแผ่นดินของเรา ซึ่งเราเหยียบอยู่ในขณะนี้แล้วหรือยัง ชีวิตของพี่น้องเราเป็นอย่างไร เราถามกันแต่ว่า จะนอนที่ไหน จะอยู่ที่ไหน จะกินอย่างไร แต่ไม่เคยถามกับตัวเองว่าเราจะตายที่ไหน ทุกคนเกิดมาต้องตาย แต่จะตายอย่างไรให้มีคุณค่า ให้มีศักดิ์ศรี ให้เกิดประโยชน์กับพี่น้อง ผืนดินที่จะตายไม่มีใครถาม เราจะเลือกตายอย่างสูญเปล่าอย่างนั้นหรือ หากเราคิดว่านี่คือภารกิจของเรา แม้จะเกิดอะไรขึ้นเราก็พร้อม พร้อมจะตายกับภารกิจที่ได้รับมาอย่างเต็มที่ เพราะมีคุณค่าและศักดิ์ศรี

สถานการณ์แบบนี้ผมเข้าใจว่าทุกคนอยู่ ในสถานการณ์ลำบาก เราอยากได้อิสระภาพ ประชาธิปไตยนั้นมันไม่ง่าย ยังต้องใช้เวลาอีกยาวไกล หลายคนอาจถอดใจอ่อนล้า หลังเคเอ็นยูและดีเคบีเอแตกกัน เราก็อ่อนแอ ต้องใช้เวลาอีกนานในการได้มาซึ่งเสรีภาพ สิบกว่าปีของความแตกแยก บางคน บางส่วน ผู้นำหลายท่านถอดใจ ไปอยู่ประเทศที่สาม ผมเข้าใจความรู้สึกเช่นนี้ แต่ถึงอย่างไรผมก็ยังมองว่าเราคือพี่น้องผู้ร่วมเผ่าพันธ์และแผ่นดินเดียวกัน

สถานการณ์เช่นนี้คาดเดาไม่ได้ว่าจะ เกิดอะไรขึ้นอีก 2-3 เดือนข้างหน้าอาจมีการโจมตีเราอีกก็ได้ สถานการณ์ทั้งดีเคบีเอ และเรื่องเขื่อน ทำให้เราหวั่นไหว แต่ทุกอย่างเป็นแค่เปลือก แต่ทุกอย่างอยู่ที่หัวใจ อย่าดูที่เปลือก

สถานการณ์มือตรอในขณะนี้แม้ผมจะไม่ ใช่ผู้มองเห็นอนาคต แต่อีก 2-3 เดือนข้างหน้า เขตมือตรออาจร้อนขึ้นมาอีกก็ได้ แม้มันจะไม่ร้อนไปทั้งหมด แต่พื้นที่โซนในและโซนใต้มือตรอต้องร้อนแน่นอน เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์และเป็นฐานสนับสนุนอีก 3 กองพล ยิ่งกว่านั้นอาจเป็นเพราะพื้นที่หรือเขื่อน หรือการเข้ามาควบคุมชายแดนของดีเคบีเอ

การสู้รบในช่วงปี 1997 – 1999 เป็นปีที่ฆ่าหมด ลูกเด็กเล็กแดง ผู้หญิง แม้แต่วัวควาย เป็ด ไก่ เป็นช่วงแห่งการฆ่า พื้นที่การเกษตรถูกเผาทำลาย เขาสั่งว่าถ้าประชาชนอยู่ไม่ได้ การต่อสู้ก็อยู่ไม่ได้ แม้พม่าจะพยายามอย่างสุดกำลัง แต่ก็ยังทำไม่ได้  ผมเชื่อว่า 60 ปีที่ผ่านมา เขามีบทเรียนมากมาย แม้จะมองไม่เห็นอนาคต แต่ผมยังเชื่อว่าพม่าจะทำไม่ได้  สถานการณ์ขณะนี้อาจทำให้เราท้อถอย แต่เราต้องสร้างฝัน เราต้องมีความฝัน ผมไม่ได้บังคับให้พวกคุณฝัน ผู้ใหญ่อาจมีความฝัน แต่สำหรับเด็กๆ พวกเขาต้องได้เห็นความจริง ความฝันนั้นเป็นเป้าหมายว่าในอนาคตเราจะเป็นอย่างไร เป้าหมายเราคืออิสรภาพ

ตัวผมเองอาจไปไม่ถึงเป้าหมายนี้ ผมอาจไม่ได้เห็น อาจตายไปในระหว่างนี้ แต่พวกคุณที่เป็นคนรุ่นหลัง ต้องไปให้ถึงเป้าหมายนั้น พม่าเคยพูดว่า ต้องการให้ชาติพันธ์ปกากะญอทั้งหมดอยู่ในพิพิธภัณฑ์ เขาพูด เขาทำ แต่เราไม่เคยคิดเช่นนั้น เราต้องไม่ให้เขาทำได้สำเร็จ ถ้าเขามาเราต้องทำให้เขากลัว ให้เขาได้กลับไปทบทวนตัวเอง ทบทวนในสิ่งที่เขาคิดจะทำกับเรา

ศัตรูจะพูดให้เราแตกแยก ถ้าเราแตกแยกก็เท่ากับทำให้คำพูดของศัตรูเป็นจริง ดังนั้นเราจะต้องไม่ทำเช่นนั้น ไม่ทำให้คำพูดของเขาเป็นจริง สมัยผมเด็กๆ พื้นที่ของเราแม้แต่ในแผนที่พม่าก็เรียกว่ากอทูเล ต่อมาเรียกว่า คาเรน ปัจจุบันพม่าเรียกว่ากะหยิ่น ไม่มีกอทูเลอีกแล้ว เราจะต้านอะไรต้องต้านให้ถึงที่สุด เราต้องทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับศัตรูเสมอ เราต้องไม่ท้อ โอกาสมีแต่เราจะหยิบจับมันมาหรือไม่

ที่ผ่านมาเราคล้อยตามศัตรูมากเกินไป การทำแบบนี้ทำให้ศัตรูสมหวังหรือไม่ ในฐานะกองทัพปลดปล่อยประชาชนเราจะทำเพื่อประชาชนของเรา และผมจะใช้ตัวผมรับใช้พวกท่าน”

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.