เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2564 นายสันติพงษ์ มูลฟอง ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล จ.แม่ฮ่องสอน กล่าวว่า จากการประเมินร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่พบว่าขณะนี้มีชาวบ้านหนีภัยการสู้รบอยู่ราวๆ 7 พันคน ที่หลบภัยอยู่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำสาละวิน เฉพาะในค่ายอิตุท่าก็ 3 พันคนแล้ว ยังไม่รวมคนข้างในที่หลบอยู่ตามป่า เฉพาะคนที่หลบข้ามมายังฝั่งไทยก็น่าจะสูงมากกว่า 1 พันคนเพราะลำพังจุดตรงข้ามกับหมู่บ้านแม่นือท่าที่หลบหนีมาจากหมู่บ้านเด่ปูโหน่ก็มากกว่า 1 พันคนแล้ว ดังนั้นตัวเลขผู้หนีภัยที่กระทรวงต่างประเทศแจ้งไว้ว่ามีกว่า 100 คนจึงไม่น่าจะใช่

“ตัวเลขผู้หนีภัยร้อยกว่าคนที่กระทรวงต่างประเทศอ้างถึงและบอกว่าลดลงเรื่อยๆ ถ้ามองในแง่ดีอาจอาจเป็นเพราะไม่อยากให้ทางการพม่าทราบว่าไทยให้ที่พักพิงคนเหล่านี้ หรือการพูดโกหกที่ว่าตอนเช้าชาวบ้านกลับฝั่งพม่า ตอนเย็นกลับมานอนฝั่งไทยส่วนหนึ่งน่าจะเกิดจากความเกรงใจทางทหาร และดูแล้วเขาไม่อยากตั้งค่ายผู้ลี้ภัยเพราะหากเรื่องถึงยูเอ็นเอชซีอาร์ก็มีแนวโน้มผลักดันให้จัดค่ายขึ้น รัฐบาลอาจมีบทเรียนอันเลวร้าย เลี่ยงใช้คำว่าศูนย์แรกรับแล้วผลักดันกลับ” นายสันติพงษ์ กล่าว

นายสันติพงษ์กล่าวว่า หน่วยงานราชการอาจมองว่าการให้ที่พักพิงเหมือนเป็นภาระของประเทศ ทั้งที่ความจริงแล้วสิ่งของบรรเทาทุกข์ทั้งหลายไม่ได้มาจากรัฐบาลไทยเลย แต่ได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรต่างประเทศแทบทั้งสิ้น รัฐบาลกลัวเป็นระยะยาวต่อไป จึงนำไปสู่การไม่ให้เกิดค่าย แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ก็ไม่ควรผลักใสไล่ส่งผู้หนีภัยเหล่านี้และควรเตรียมการรองรับตามหลักมนุษยธรรมไว้ และต้องรวมไปถึงการบรรเทาทุกข์ด้วย แม้จะเรียกศูนย์แรกรับก็ต้องมีความพร้อมมากกว่านี้ โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของหลายๆ ฝ่ายที่มีประสบการณ์รับมือเรื่องนี้มาแล้ว แต่ทหารไม่มีประสบการณ์ดูแลผู้ลี้ภัย

นายสันติพงษ์กล่าวว่า สถานการณ์การส่งข้าวของบริจาคไปให้ชาวบ้านที่หนีภัยการสู้รบนั้น ทราบจากคนขับเรือว่าล่าสุดทหารพม่าพยายามตั้งจุดสกัดตรงข้ามกับหมู่บ้านท่าตาฝั่ง เพื่อขอตรวจเรือทุกลำที่ผ่าน ส่วนกลไกในการจัดส่งนั้น วันนี้ทางศุลกากรได้เริ่มดำเนินการตามประกาศของผู้ว่าราชการจังหวัดเปิดจุดผ่อนปรนและซักซ้อมแนวทางปฏิบัติโดยสินค้าที่ไม่เกิน 5 หมื่นบาทไม่ต้องเสียภาษี และในอีกช่องทางหนึ่งคือเดิมได้มีการอนุโลมว่าข้าวของที่บริจาคต้องผ่านกาชาด

“เท่าที่ฟังจากชาวบ้าน เชื่อว่าสาเหตุไม่เขาไม่เปิดเส้นทางลำเลียงข้าวของให้ไปช่วยเหลือ น่าจะเกิดจากเรื่องข้าวสาร 700 กระสอบ ที่ไม่สามารถนำส่งไปฐานทหารพม่าได้ เขาคิดว่าในเมื่อส่งไปที่ฐานทหารพม่าไม่ได้ ก็ไม่ควรส่งไปยังกลุ่มชาวบ้านที่ใกล้ชิดกับเคเอ็นยู ทหารไทยน่าเกรงใจทหารพม่า” นายสันติพงษ์ กล่าว

อนึ่ง ในวันเดียวกันนี้ นายธานี แสงรัตน์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้ทวิตข้อความลงในทวิตเตอร์ โดยระบุว่าสถานการณ์ผู้หนีภัยความไม่สงบ/การสู้รบในเมียนมา ณ วันที่ 11 เม.ย.2564 เวลา 18.00 น. ตัวเลขเดิม 144 คน กลับโดยสมัครใน 106 คน เหลือ 38 คน มีการขนส่งบรรเทาทุกข์ทางช่องบ้านแม่สามแลบทั้งวัน (ที่มา-กระทรวงกลาโหม)

ขณะเดียวกันมีรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 เมษายน เวลา 14.00 น. ชาวบ้านในหมู่บ้านสิกอท่า ฝั่งรัฐกะเหรี่ยง ริมแม่น้ำสาละวิน ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านแม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ราว 2 ชั่วโมง พากันวิ่งหนีออกจากหมู่บ้านภายหลังจากได้รับการแจ้งข่าวว่าจะมีเครื่องบินของทหารพม่าบุกโจมตี โดยใช้เส้นทางมุ่งสู่แม่น้ำสาละวินเพื่อข้ามมายังฝั่งไทยเพราะเชื่อว่าเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุด ส่วนใหญ่เป็นเด็กและผู้สูงอายุ แต่ผู้ชายหนีเข้าที่หลบภัยในบริเวณใกล้ๆ เพื่อคอยดูแลหมู่บ้านให้ทันท่วงทีเมื่อเครื่องบินผ่านพ้นไปแล้ว
(ชมภาพวิ่งหนีตายของชาวบ้านสิกอท่า https://drive.google.com/file/d/10XTxpgRUrCJmtWrf4c_zymVO9hhzkUMx/view?usp=drivesdk)

“ครั้งก่อนคนไม่รู้ ก็อยู่บ้าน พอได้ยินเสียงระเบิดก็หนี แต่บางคนหนีไม่ทัน ทำให้บาดเจ็บ และมีตาย 1 คน ระเบิดรุนแรงมาก ทำให้บ้านพัง หอประชุมหมู่บ้านพังหมด เกิดไฟไหม้บ้านหลายหลัง วันนั้นมีระเบิดทั้งหมด 3 ลูก ยิงปืนใส่อีกเยอะ ทำให้ทุกคนกลัวมากๆ”  ชาวบ้านสิกอท่าคนหนึ่ง กล่าว และว่าหมู่บ้านสิกอท่ามีประชากรประมาณ 150 คน ปัจจุบันส่วนใหญ่ยังหลบซ่อนอยู่ในป่า ขณะที่บางส่วนได้ทยอยกลับหมู่บ้านแล้วประมาณ 30 คน ซึ่งมีทั้ง ผู้หญิง เด็กและผู้สูงอายุ

ทั้งนี้ การโจมตีหมู่บ้านสิกอท่าทางอากาศเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มีนาคม เวลาประมาณ 14.00 น. โดยชาวบ้านกล่าวว่า เครื่องบิน 2 ลำบินมาจากภูเขามุ่งหน้าไปทางแม่น้ำสาละวินซึ่งอยู่ห่างไปไม่มาก และยิงปืนใส่ถูกบ้านหลายหลังพังยับเยิน แล้ววกกลับมาทิ้งระเบิดจำนวน 3 ลูก โดย 1 ลูกโดนหอประชุมหมู่บ้านพัง อีก 1 ลูกตกใกล้บ้านชาวบ้าน ทำให้บ้านเรือนพังและเกิดไฟไหม้ต้นไม้ ลูกสุดท้ายตกกลางถนนในหมู่บ้าน ซึ่งใกล้บ้านเรือนทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 คน และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก

“ทุกวันนี้พวกเราต้องวิ่งกันตลอด เวลามีการแจ้งข่าวว่าเครื่องบินจะมา ต้องรีบเก็บข้าวของ หยิบกระเป๋าที่เตรียมไว้ แล้ววิ่งทันที ใครมีลูกมีหลานก็พากันวิ่ง ใกล้ที่ไหน วิ่งไปที่นั่น ปกติวิ่งเข้าป่า ถ้ารู้ว่ามีเรืออยู่ ก็วิ่งไปที่เรือ ข้ามมาฝั่งไทย แต่ก็กลัวถูกทหารไทยไล่กลับเหมือนกัน เขาว่าไม่ให้ข้ามไป” หญิงชราบ้านสิกอท่าคนหนึ่งกล่าว

เมื่อถามถึงเรื่องอาหารการกินพอหรือไม่ หญิงชรารายนี้กล่าวว่า ตอนนี้พอมีบ้างแล้วจากความช่วยเหลือซึ่งน่าจะอยู่ได้อีกระยะหนึ่ง ต้องขอบคุณคนไทยที่ช่วยเหลือ พวกเราอยู่ง่ายกินง่าย มีข้าวกับเกลือก็อยู่ได้แล้ว

///////////////////////

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.