วันที่ 17 เมษายน 2564 มูลนิธิเพื่อนไร้พรมแดน ได้เผยแพร่ข้อความผ่านเพจ Friends without Borders  เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวกรณีผู้หนีภัยสงครามจากรัฐกะเหรี่ยง ในเขตกองพล5  ของสหภาพชาชาติกะเหรี่ยง (KNU) บริเวณพรมแดนไทยพม่า ที่ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ว่า ผู้ลี้ภัยถูกผลักดันกลับ ขณะที่เรือส่งความช่วยเหลือถูกยิงสะกัด (จากทหารพม่าที่ตั้งฐานอยู่บริเวณริมแม่น้ำสาละวิน ตรงข้าม อ.แม่สะเรียง)

หลังจากที่ทางการได้สั่งเคลื่อนย้ายผู้ลี้ภัยริมน้ำสาละวินจุดต่าง ๆ เข้ารวมกันเหลือ 2 แห่ง คือ พื้นที่ตรงข้าม “ราท่า” จำนวน 613 คนและพื้นที่ตรงข้าม “แม่หนึท่า” อีก 2,020 คน จนกระทั่งตัวเลขที่เผยแพร่แก่ผู้สื่อข่าวเหลือเพียง 5 คน (จากข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศ ณ วันที่ 15 เมษายน) ที่ต.เสาหิน เพราะผู้คนบนพื้นที่สองแห่งนี้เป็นที่ “มองไม่เห็น”

เพจดังกล่าวระบุว่า เมื่อวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา ปฏิบัติการ “ทำความเข้าใจให้กลับบ้าน” ก็เกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่มีการโจมตีทางอากาศในเมืองมื่อตรอแล้ว การกลับบ้านจึงถือว่าปลอดภัย ผู้ลี้ภัยเกือบสองพันคนจำต้องข้ามสาละวินกลับไปยังบ้านแม่หนึท่า (ริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน ฝั่งรัฐกะเหรี่ยง) เหลือเพียงเด็กและคนชราเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในฝั่งไทยต่อ

ข้อมูลจากเพจ Friends without Borders ระบุอีกว่า  ขณะที่ชาวบ้านจากหลายชุมชนยังพักอยู่รวมกันในบริเวณแม่หนึท่า ติดชายแดนนั้น เช้านี้ เวลาราว 10 โมง เรือ 3 ลำที่กำลังจะขนความช่วยเหลือขึ้นไปให้ผู้พลัดถิ่น ก็ถูกทหารพม่ายิงสะกัดจากฝั่งตรงข้ามบ้านท่าตาฝั่ง อ.แม่สะเรียง

แม้เรือที่ถูกยิง แต่ก็สามารถล่องน้ำสาละวินต่อไปได้และผู้คนบนเรือปลอดภัย จนบัดนี้ก็ยังไม่กล้ากลับมาที่ท่าเรือ 

“อันที่จริงแล้ว ในมื่อตรอ (กองพล 5 KNU) เสียงปืนไม่เคยเงียบหาย ปฏิบัติการ (ของทหารพม่า) ยิงปืนใหญ่เข้าหมู่บ้านกะเหรี่ยง และการ “ยิงทันทีที่พบ” ยังเกิดขึ้นในจุดต่าง ๆ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ภาพศพและสถานที่ที่พังทลายจากการถูกยิงยังถูกส่งมาเป็นระยะ

หน่วยงานความมั่นคงไทยอาจมอง “ความไม่ปกติ” เช่นนี้ว่าเป็นความ “ปกติ” และ “ปลอดภัย” สำหรับชาวบ้านกะเหรี่ยงแล้ว แต่หากเรามองผู้คนที่กลับไปเป็นพี่เป็นน้องหรือเพื่อนของเรา เราจะคิดว่ามันปลอดภัยอยู่ไหม?” เพจของมูลนิธิเพื่อนไร้พรมแดน ระบุ

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.