เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2564 เวลาประมาณ 08.00 น. ที่บริเวณริมลำน้ำเซบาย ท่าเรือโบราณ บ้านเชียงเพ็ง ต.เชียงเพ็ง อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร ตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์ลำน้ำเซบาย ราว 40 คน ได้จัดกิจกรรมสืบชะตาลำน้ำเซบาย ครั้งที่ 4 เพื่อขอขมาลำน้ำเซบายที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดหลักของชาวบ้าน

นางมะลิจิตร เอกตาแสง อายุ 60 ปี กรรมการกลุ่มอนุรักษ์ลำน้ำเซบาย ได้อ่านคำประกาศในหัวข้อ“สืบชะตาลำน้ำเซบาย ยกเลิกนโยบายโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลภาคอีสาน” ว่า เป็นเวลา 4 ปีแล้วที่กลุ่มอนุรักษ์ลำน้ำเซบาย ต.เชียงเพ็งได้ยืนหยัดคัดค้านโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ตั้งในพื้นที่ ต.น้ำปลีก ในขณะที่โรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีมวลได้ดำเนินการมาเป็นปีที่ 2 แล้ว พวกตนรับรู้ได้ถึงมลภาวะที่เกิดจากเสียงดังรบกวนวิถีชีวิตปกติสุขของชุมชน การจราจร และกลิ่น

นางมะลิจิตร อ่านคำประกาศต่อไปว่าเรามีจุดยืนที่ชัดเจนในการปกป้องวิถีชีวิตบ้านเกิด ปกป้องทรัพยากร ปกป้องลำเซบาย แต่รัฐบาลไม่เคยที่จะฟังเสียงของชาวบ้าน ในทางกลับกันยังเปิดช่องทางเอื้อให้กับทุน โดยเฉพาะข้อกฎหมาย คำสั่ง หรือแม้กระทั้งมติ คณะรัฐมนตรี นับได้ว่าเป็นนโยบายที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่ขนาดใหญ่จากนโยบายรัฐ ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพพื้นที่และสภาพแวดล้อมอย่างกว้างขวาง สิ่งสำคัญรัฐบาลไม่เคยมีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ก่อน แต่ดำเนินการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเป็นรายโครงการเท่านั้น รวมถึงการกำหนดนโยบายที่ชาวบ้านในชุมชนขาดการมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้น ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร และเมื่อประชาชนในแต่ละพื้นที่ติดตามข้อมูลโดยยื่นหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแสดงความกังวลในประเด็นผลกระทบที่เกิดจากมลพิษ หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกลับบอกว่ามีบรรจุในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม  ทั้ง ๆ ที่ชาวบ้านในพื้นที่ก็ไม่ได้มีส่วนร่วมกับรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งปวดล้อมแต่อย่างใด

นางมะลิจิตร กล่าวว่าตลอดจนพื้นที่ซึ่งมีการดำเนินนโยบายโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยเฉพาะ ต.น้ำปลีก อ.เมืองอำนาจเจริญ ซึ่งคาบเกี่ยวกับตำบลเชียงเพ็ง อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร ในรัศมี 5 กิโลเมตรนั้นเป็นที่ทราบว่าเป็นพื้นที่เปราะบางที่จะได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการ โดยเฉพาะ ชุมชน วัด โรงเรียน การแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งพื้นที่เหล่านี้ควรค่าแก่การอนุรักษ์ฐานทรัพยากร  สร้างความมั่นคงทางอาหาร สร้างฐานเศรษฐกิจชุมชน สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ และเราพร้อมยืนหยัดปกป้องลำน้ำเซบาย เพื่อคนเซบาย

ด้านนายสิริศักดิ์ สะดวก ที่ปรึกษากลุ่มอนุรักษ์ลำน้ำเซบาย ต.เชียงเพ็ง กล่าวว่า ฐานทรัพยากรโดยเฉพาะลำน้ำเซบาย ซึ่งเป็นทั้งแหล่งหาอาหารหลักของชุมชน สามารถสร้างเศรษฐกิจให้แก่คนในชุมชน ก่อให้เกิดรายได้ทั้งในด้านการเกษตรโดยชุมชนอาศัยน้ำจากลำเซบายในการทำนาปี นาปรัง ปลูกถั่วลิสง ปลูกพืชผัก เป็นต้น ใช้เป็นน้ำประปาของหมู่บ้าน และการประมงของชุมชนทั้งสองฝั่งลำเซบาย ในสถานการณ์แบบนี้ชุมชนคำนึงถึงการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรแต่รัฐจะต้องฟังข้อเสนอของชุมชนด้วย

“พวกเราขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลให้ยุติดำเนินนโยบายโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลในภาคอีสาน และให้ประเมินยุทธศาสตร์ทางด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ชาวบ้านในพื้นที่เข้าไปมีส่วนร่วม และควรหันหน้ามาร่วมกันสร้างความมั่นคงทางอาหารผ่านการปกป้อง ดูแลฐานทรัพยากรอย่างจริงจัง อย่าพูดแต่ลมปากให้ความหวังกับชาวบ้านไปวันๆ ในการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมให้กับชาวบ้าน เพราะที่ผ่านมาการกำหนดนโยบายชาวบ้านไม่ได้มีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้น”นายสิริศักดิ์ กล่าว

———————

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.