โดย จ้อกะเป หมื่อหนื่อ

พวกเราผวาลุกขึ้นจากพื้นกระดานที่นอนอยู่ทันที เมื่อหูได้ยินเสียงคำรามของเครื่องยนต์ชนิดหนึ่งแว่วมาไกลๆ และเสียงค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้มากขึ้น เหมือนเสียงของตีนตะขาบหรือรถอะไรสักอย่าง

เราเอื้อมมือไปจับย่ามที่บรรจุข้าวของจำเป็นหากต้องวิ่งหนีทันที

ในใจคิดไปถึงข่าวที่บอกว่ากองทัพเผด็จการทหารพม่าเตรียมพร้อมที่จะส่งกำลังภาคพื้นดินรถถังและสรรพาวุธมาโจมตีพื้นที่จังหวัดมือตรอ รัฐกะเหรี่ยง ให้ราบคาบ

“เสียงรถทำถนน ไม่มีอะไร” ทหารผู้นำทาง เดินมาบอกให้พวกเราคลายใจ

เราเดินมาลงพื้นที่เมืองเด่ปูโหน่ซึ่งเป็นใจกลางฐานที่มั่นของกองพล 5 กองกำลังของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง KNU เพื่อสำรวจความเสียหายจากการโจมตีทางอากาศของกองทัพเผด็จการทหารพม่า ที่เริ่มส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดลงบ้านเรือนประชาชน โรงเรียน รวมถึงฐานที่มั่นของกองกำลัง KNU ตั้งแต่คืนวันที่ 27 มีนาคม 2564 หนึ่งในพื้นที่ที่ถูกโจมตีโดยเครื่องบินของกองทัพพม่านั้นอยู่ริมแม่น้ำสาละวิน ซึ่งเป็นพรมแดนไทย-พม่า ตรงข้าม อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน

ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศส่งผลให้ประชาชนในรัฐกะเหรี่ยงกว่า 45 หมู่บ้าน อย่างน้อย 8,500 คน ต้องหนีออกจากบ้านเรือน ไปซ่อนอยู่ตามป่า ในจำนวนนี้ราว 2,500 คน หนีภัยสงครามข้ามมายังริมฝั่งแม่น้ำสาละวินประเทศไทย แต่ผู้หนีภัยทั้งหมด รวมถึงคนแก่ ผู้ป่วย เด็กแรกเกิด ล้วนถูกทางการไทยผลักดันให้กลับไปยังฝั่งกะเหรี่ยงแล้วตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ 22 เมษายน

เมื่อช่วงกลางวัน ขณะที่เราเดินสำรวจความเสียหายในพื้นที่เด่ปูโหน่ หูข้างหนึ่งได้ยินเหมือนเสียงโดรนบินอยู่แว่วๆ อีกราวสิบนาทีให้หลังก็มีเสียงระเบิดดังขึ้น ทุกคนต่างวิ่งลงหลุมหลบภัย หมอบตัวลง ตาก็มองขึ้นฟ้าว่าจะมีเครื่องบินหรือโดรนอยู่ตรงไหน เสียงทหารวิทยุสอบถาม อีกพักใหญ่ๆ จึงได้รับสัญญาณว่าให้ขึ้นจากหลุมหลบภัยได้

ซอเทนเดอร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดมือตรอว์ และประธานอุทยานสันติภาพสาละวิน (Salween Peace Park) กล่าวว่าความเสียหายแทบทั้งหมดเกิดขึ้นกับประชาชน เป้าหมายของลูกระเบิดไม่ใช่เพียงฐานทหาร KNU แต่เป็นบ้านเรือน โรงเรียน ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บล้วนแล้วแต่เป็นประชาชน

“หากทหารพม่าต้องการโจมตีก็ควรพุ่งมาที่ฐานทหารกะเหรี่ยง มารบกันตรงๆ แบบทหาร ไม่ใช่ไปทำร้ายพลเรือน เกิดเหตุร้ายแรงครั้งนี้ในเขตเด่ปูโหน่ มีเด็กเล็กและชาวบ้านเสียชีวิตทันที 4 ราย โรงเรียนมัธยมที่เสียหายก็คือโรงเรียนของเด็กๆ อนาคตของชาวกะเหรี่ยง ปฏิบัติการของเผด็จการทหารพม่าในดินแดนบรรพชนของชาวกะเหรี่ยงครั้งนี้ไร้มนุษยธรรม ทำให้ชาวบ้านหวาดกลัวไม่กล้าใช้ชีวิตปกติ ต้องหลบซ่อนในป่า และต้องข้ามฝั่งไปอาศัยแผ่นดินไทยเป็นการชั่วคราว เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือความปลอดภัย” ประธานอุทยานสันติภาพสาละวินกล่าว

ทหารกะเหรี่ยงบอกเราว่าความไม่สงบครั้งนี้ถือว่ารุนแรงมากที่สุดครั้งหนึ่ง สิ่งที่ไร้มนุษยธรรมคือไม่ได้เป็นการต่อสู้แบบเผชิญหน้าแบบทหาร แต่พม่าส่งเครื่องบินและโดรนมาโจมตีพลเรือน

ซึ่งไม่รู้ว่าจะเกิดอีกเมื่อไหร่ ชาวบ้านได้ยินเสียงเครื่องบินลาดตระเวนของพม่ามาแทบทุกวัน บางวันก็หลายรอบ ทำให้เวลานี้ทั้งหมู่บ้านเด่ปูโหน่ถูกทิ้งร้าง 

ช่วงหัวค่ำในคืนนั้น พวกเราตัดสินใจพักค้างคืนที่อาคารร้างแห่งหนึ่ง เรารีบอาบน้ำอย่างเร็วที่สุด จัดของเข้านอน ใส่ชุดเตรียมพร้อม ไม่กล้าเปิดไฟหรือคุยกันเสียงดัง หูคอยเงี่ยฟังเสียงเครื่องบินที่ไม่รู้ว่าจะโผล่มาตอนไหน ของจำเป็น โทรศัพท์ กล้อง ใส่ในถุงย่ามข้างตัว รองเท้าหุ้มส้นวางไว้ปลายเท้าพร้อมหนี รู้สึกกลัวจนแทบจะสวมรองเท้าเข้านอนเพื่อวิ่งได้ทัน แรกทีเดียวทหารกะเหรี่ยงจะพาพวกเราไปนอนในป่าริมแม่น้ำยุนซาลิน เพราะห่างไกลจากอาคารบ้านเรือนที่อาจเป็นเป้าหมายของลูกระเบิดโดรนพม่า และมีชะง่อนหินที่พวกเราอาจเข้าไปหลบภัยได้ในยามฉุกเฉิน

“ไม่ต้องกังวลมากนะครับ นอนเอาแรงก่อน หากมีอะไรพวกผมคอยเฝ้าดูแลอยู่ตลอด” หัวหน้าทหารชุดที่ดูแลพวกเราบอกด้วยเสียงเบาๆ ใต้ถุนอาคารมีทหารกะเหรี่ยงผูกเปลเฝ้าระวังอยู่ 5 นาย แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้สามารถวางใจได้เลย เพราะที่เราเห็นมาคือ เกิดการระเบิดก่อนแล้วถึงได้ยินเสียงและทราบเหตุ

เจ็บจริง ตายจริง ไม่มีใครสามารถช่วยเราได้ ในใจเราคิดแบบนั้น แต่ก็รู้สึกขอบคุณทหารทุกนายที่พยายามคุ้มกันเราอย่างเต็มที่

“ทราบว่าประชาชนไทย เห็นใจและสงสารผู้หนีภัยสงครามชาวกะเหรี่ยง มีการส่งของบรรเทาทุกข์บริจาคมามากมาย ขอบคุณคนไทยที่เห็นใจในเพื่อนมนุษย์ รับรู้และเข้าใจในความทุกข์ยากที่ประชาชนชาวกะเหรี่ยงได้รับผลกระทบจากปฏิบัติการของทหารพม่า ขอบคุณที่เข้าใจ” ประธานอุทยานสันติภาพสาละวินฝากสื่อสารถึงสังคมไทยและกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่มีน้ำใจต่อผู้หนีภัยมาโดยตลอด

หากเกิดเหตุเราจะไปที่ไหน ? โรงพยาบาลใกล้ที่สุดคือข้ามฝั่งไปอำเภอแม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งก็มีรายงานข่าวไปแล้วว่าผู้บาดเจ็บจากการโจมตีเมื่อคืนวันที่ 27 มีนาคม ซึ่งเป็นวันกองทัพพม่า ต้องใช้เวลาเกือบ 2 วัน กว่าจะส่งมาถึงท่าเรือบ้านแม่สามแลบ และส่งต่อไปยังโรงพยาบาลในอำเภอสบเมยและแม่สะเรียง แต่ปัญหาใหญ่กว่านั้นคือทหารไทยจะให้พวกเราซึ่งเป็นนักสื่อสารของกลุ่มชาติพันธุ์เข้าประเทศหรือไม่

ชาวบ้านที่เราได้ไปพบและพูดคุย ต่างหวาดกลัว ไม่มีความปลอดภัย ต้องทิ้งบ้านเรือนไปอยู่ตามป่าและซอกเขา หุงหาอาหารก่อไฟให้เสร็จก่อนมืด เพราะกลัวแสงสว่างจากกองไฟจะถูกจับได้โดยโดรนของพม่า

ตัวนอนลงนานแล้วแต่ใจกลับร้อนรน ผุดลุกขึ้นหลายต่อหลายครั้งเมื่อได้ยินเสียงแปลกๆ หรือมองเห็นไฟบนท้องฟ้า ซึ่งเพ่งมองดีๆ ก็เป็นแค่แสงของดวงดาวที่กระพริบ ถอนหายใจล้มนอนลงอีกครั้งในความมืด สวดมนต์แผ่เมตตา พยายามข่มใจให้สงบ และเปิดโสตประสาทรับเสียงต่างๆ

เสียงไก่ขันในเช้าวันใหม่ เป็นเสียงที่ไพเราะที่สุด อย่างน้อยความมืดก็ผ่านไปแล้ว หากเกิดเหตุใดๆ อย่างน้อยก็มีแสงสว่างให้ได้มองเห็น

มันคือคืนที่ยาวนานที่สุดคืนหนึ่งในชีวิต

ทุกค่ำคืนบนแผ่นดินรัฐกะเหรี่ยงยามนี้ ประชาชนผู้หนีภัยสงครามต้องเผชิญความหวาดกลัวอยู่ในทุกๆ วัน เมื่อกองทัพทหารพม่าเข้ามารุกรานและเข่นฆ่า บ้านไม่ใช่ที่ปลอดภัยอีกต่อไป พวกเขาต้อง หนีภัยสงครามข้ามมาขออาศัยประเทศไทย แต่สุดท้ายกลับถูกผลักดันกลับไปสู่ภัยความตาย

สายน้ำสาละวินยังคงไหลแรงเหมือนที่เป็นมาแล้วนับพันนับหมื่นปี เช่นเดียวกับสายธารน้ำใจของเพื่อนมนุษย์ต่างก็รินหลั่งไปมาหาสู่กันเหมือนเช่นที่เคยเป็นมา ชาวบ้านไม่เคยคิดว่าแม่น้ำสาละวินเป็นเส้นแบ่งแดนกีดกันคน 2 ประเทศแยกออกจากัน แต่สาละวินคือ “แม่”ที่หล่อเลี้ยงลูกๆมากมาย และลูกๆเหล่านี้ก็คือเครือญาติกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

วันดีคืนดีใครก็ไม่รู้ มาทำให้ลูกๆ สาละวินกลายเป็น “คนอื่น” และใครพวกนั้นก็ทำตัวเป็นเจ้าของแม่น้ำสาละวิน กลายเป็นความยุ่งยากมาถึงวันนี้


Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.