เรื่องและภาพโดย จ้อกะเป หมื่อหนื่อ

จะครบหนึ่งเดือนเต็มแล้ว โดยเมื่อค่ำคืนวันที่ 27 มีนาคม 2564 ซึ่งเป็นวันกองทัพพม่า ในขณะที่มีงานเลี้ยงฉลองกับทูตทหารและผู้แทนหลายประเทศ ณ เมืองหลวงของพม่าที่เนปีดอว์ เครื่องบินของกองทัพเผด็จการทหารพม่าก็ถูกส่งเข้ามายังรัฐกะเหรี่ยง โจมตีหมู่บ้านเด่ปูโหน่ จังหวัดมือตรอซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการของกองพลที่ 5 สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU)  ส่งผลให้มีทั้งผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ขณะที่ชาวบ้านจำนวนหลายพันคนต่างพากันอพยพหนีไปตามป่า และมุ่งหน้ามายังพรมแดนไทย ที่ริมแม่น้ำสาละวิน จังหวัดแม่ฮ่องสอน

กองทัพพม่าได้ทำการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ต่อ KNU เป็นเวลา 4 วันติดต่อกัน ในขณะที่โดรนของกองทัพพม่าบินอยู่ทั่วพื้นที่ของ KNU เครื่องบินรบได้บินไปทั่วกองพลที่ 5 จนบัดนี้ก็ยังลาดตระเวนอยู่

นักสื่อสารชาติพันธุ์รัฐกะเหรี่ยงของสำนักข่าวชายขอบ ได้ลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย จุดหนึ่งที่ถูกระเบิด คือฐานของ KNU ที่ซิกอท่า ตั้งอยู่ริมแม่น้ำสาละวิน ตรงข้าม ต.แม่คง อ.แม่สะเรียง ซึ่งถูกระเบิดจากเครื่องบินรบพม่า เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 28 มีนาคม โดยมีหลุมระเบิดขนาดใหญ่มองเห็นชัดเจน คำถามที่น่าสนใจคือ บริเวณชายแดนติดกับแผ่นดินไทยขนาดนี้ ทำไมทหารพม่าจึงกล้านำเครื่องบินรบมาปฏิบัติการโดยไม่ยำเกรงว่าจะกระทบความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านเลยหรือ

เวลานี้หมู่บ้านแทบทั้งหมดถูกปล่อยทิ้งร้าง หมู่บ้านทีโพท่า หมู่บ้านใต้ทิวต้นมะพร้าว ที่เราเคยมากันหลายครั้งก่อนหน้านี้ เวลานี้มีเพียงสัตว์เลี้ยง หมา แมว ควาย แพะ ไม่มีคนเลยสักคน เพราะชาวบ้านต่างจำเป็นต้องหนีการสู้รบไปอยู่ในป่า

เราได้เดินเท้าเข้าไปพบหลายครอบครัวในป่า ครอบครัวของหน่อเกทู วัย 38 ปี สร้างเพิงเล็กๆ ที่ชะง่อนหิน ใกล้ลำธารบนภูเขา เธอบอกว่าหอบลูกๆ หลบมาตั้งแต่คืนวันเกิดเหตุที่พม่าส่งเครื่องบินมาโจมตี ลูกๆ 4 คน ยังเล็กกันมาก ลูกคนสุดท้องกินนมแม่ แทบจะไม่มีอาหาร ได้รับการช่วยเหลือเป็นข้าวสาร 1 ลิตร ค่อยๆ แบ่งกิน ต้องหุงข้าวตั้งแต่ตอนกลางวัน ไม่กล้าจุดไฟ กลัวโดรนของพม่าเห็น

“จริงๆ ที่บ้านยังมีข้าวสารในยุ้ง แต่ไม่กล้ากลับไปเอา ไม่กล้าตำข้าว กลัวเสียงดัง ทหารพม่าจะรู้ว่าเราซ่อนอยู่ที่นี่” แม่ลูก 4 ชาวกะเหรี่ยงพูดด้วยเสียงอันเบา

เธอและชาวบ้านต้องซ่อนอยู่ในความมืด แม้กลางคืนก็ไม่กล้าส่องไฟฉาย เมื่อฟ้ามืด ต่างคนต่างเข้าที่พัก อยู่แบบหวาดกลัว แต่ก็ได้กำลังใจจากกลุ่มเพื่อนบ้าน และมีทหารกะเหรี่ยง KNU คอยช่วยคุ้มกันดูแล

อีกครอบครัวที่เราได้คุยด้วย มาจากหมู่บ้านเดียวกัน ตั้งแต่คืนวันที่ 27 มีนาคม ที่พม่าส่งระเบิดมาลงก็ยังไม่ได้กลับบ้าน สำหรับผู้พลัดถิ่นเหล่านี้ อย่างอื่นไม่ต้องการ ต้องการเพียงสันติภาพและความสงบ

“อยากกลับบ้าน อยากกลับไปดูแลหมู ไก่ สวน ทุกๆ อย่าง ที่พักอยู่นี้เป็นกระท่อมนา ตกกลางคืนก็พากันไปนอนในซอกหินในป่า ไม่กล้านอนที่บ้าน หนีมาได้หลายสัปดาห์แล้ว เด็กๆ เริ่มสุขภาพไม่ดี อาเจียน ท้องร่วง ยิ่งเวลานี้เข้าหน้าฝนแล้ว กลัวไข้มาลาเรีย สถานการณ์แบบนี้ไม่รู้ว่าจะได้กลับบ้านเมื่อไหร่ เพราะมีเสียงเครื่องบินตรวจการณ์ของพม่าได้ยินอยู่แทบทุกวัน ตอนนี้ถือว่าลำบากมาก รับข้าวสารปันส่วนมา แต่ก็ได้ไม่เพียงพอ ไปรอรับถึง 5 รอบจึงจะได้รับ ต้องไปรับที่ศูนย์ที่บ้านเด่ปูโหน่ ริมแม่น้ำยุนซาลิน” แม่บ้านคนหนึ่งกล่าว

นอกจากปัญหาว่าข้าวปลาอาหาร และสิ่งของบรรเทาทุกข์ไม่เพียงพอต่อจำนวนชาวบ้านผู้พลัดถิ่น ที่น่ากังวลใจและกำลังกลายเป็นปัญหาหนักในวันข้างหน้าคือตอนนี้เป็นช่วงต้นฤดูเพาะปลูก ที่ต้องไถนา เตรียมเหมืองฝาย และปลูกข้าวไร่ ซึ่งส่วนใหญ่ชาวบ้านได้เตรียมพื้นที่ไร่หมุนเวียนไว้แล้ว แต่เมื่อยังคงได้ยินเสียงเครื่องบินและไม่กล้าออกไปทำไร่ หลายคนบอกว่าหากปีนี้ไม่สามารถลงมือปลูกข้าวได้ ปีหน้าก็คงไม่มีข้าวกิน ส่งผลต่อปัญหาระยะยาวอีก  

เราได้คุยกับนายเหล่อมู ชายกะเหรี่ยงวัย 62 ปี ซึ่งพยายามเตรียมทำไร่หมุนเรียน เขาเล่าว่าในคืนที่ระเบิดลง เขาพาครอบครัวหนีไปถึงริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน ได้ข้ามไปพักพิงอยู่ฝั่งไทย แต่ถูกการไทยผลักดันกลับ รู้สึกกลัวทหารไทย จึงตัดสินใจกลับมานอนซ่อนในป่าที่นี่

“หนีไปพักพิงอยู่ที่ฝั่งไทยก็ลำบาก เราต้องดูแลกันเอง เมื่อได้รับแจ้งให้กลับก็รู้สึกอาย รู้สึกกลัวทหารไทย จึงหารือกันและตัดสินใจกลับมา แม้ว่าจะอันตรายก็จำเป็นต้องกลับมา แรกเลยมีการแจ้งให้ผู้ชายกลับก่อน เหลือแค่ผู้หญิง และเด็กๆ แต่เวลานี้ทุกคนถูกบอกให้กลับทั้งหมด เราก็จำเป็นต้องกลับ แม้ยังรู้สึกกลัวมากเพราะได้ยินว่าพม่าจะส่งเครื่องบินมาโจมดีอีก ตอนนี้จะเริ่มแอบทำไร่ ก็ไม่รู้ว่าหากข้าวปลูกแล้วจะได้มาเก็บเกี่ยวหรือไม่ แต่ก็ต้องปลูก อยากพึ่งตนเองให้ได้ หากต้องหนีอีก แม้คนจะบริจาคข้าวมาให้อย่างไรก็คงไม่พอ” หัวหน้าครอบครัวชาวกะเหรี่ยงระบายความในใจ  

เราได้พบกับนายหมื่อที หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมครูเคลื่อนที่ วิทยาลัยครูกะเหรี่ยง Karen Molbile Teacher Trainer , KTTC Karen Teacher Training Collage เขาเล่าว่าการโจมตีที่เกิดขึ้นนี้ไม่มีความเสียหายทางกายภาพต่อวิทยาลัย ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำสาละวิน ตรงข้าม ต.แม่คง อ.แม่สะเรียง แต่สถานการณ์และความไม่แน่นอนนี้กระทบการเรียนการสอน ทั้งอาจารย์และนักศึกษาเกิดความหวาดระแวง ในช่วงที่มีการทิ้งระเบิดจากเครื่องบิน ทั้งหมดต้องอพยพหนีไปฝั่งไทย และเพิ่งจะกลับมาฝั่งกะเหรี่ยง เวลานี้และใกล้จะถึงกำหนดเปิดเทอมแล้ว แต่สถานการณ์ยังไม่นิ่ง การเปิดเรียนคาดว่าต้องเลื่อน

หัวหน้าผู้ฝึกสอนกล่าวว่ามีสองประเด็นคือ 1. เราอาศัยอยู่ชายแดน สิ่งที่จะขอคือขอร้องให้ทางการไทยเข้าใจ ว่าหากเกิดสถานการณ์ความรุนแรง เช่นถูกโจมตีโดยเครื่องบิน จะต้องขออาศัยข้ามฝั่งไปพักพิงชั่วคราวเพื่อเหตุผลด้านความปลอดภัย 2. การส่งของช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง ก็ไม่ควรปิดกั้น ควรเปิดให้มีช่องทางส่งอาหารและสิ่งของต่างๆ ได้เพื่อประทังชีวิตของชาวบ้าน เพราะชาวบ้านเหล่านี้อาศัยอยู่แผ่นดินกะเหรี่ยง แต่ถูกทหารพม่ารุกราน ขอร้องว่าอย่าปิดกั้นเส้นทางความช่วยเหลือผู้ทุกข์ยาก

ที่เด่ปูโหน่ เราได้พบกับซอเทนเดอร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดมือตรอ และประธานอุทยานสันติภาพสาละวิน (Salween Peace Park) ผู้ว่าฯ กล่าวว่าความเสียหายแทบทั้งหมดเกิดขึ้นกับประชาชน เป้าหมายของลูกระเบิดไม่ใช่เพียงฐานทหาร KNU แต่เป็นบ้านเรือน โรงเรียน ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บล้วนแล้วแต่เป็นชาวบ้าน หากทหารพม่าต้องการโจมตีก็ควรพุ่งมาที่ฐานทหารกะเหรี่ยง มารบกันตรงๆ แบบทหาร ไม่ใช่ไปทำร้ายพลเรือน เกิดเหตุร้ายแรงครั้งนี้ในเขตเด่ปูโหน่ มีเด็กเล็กและชาวบ้านเสียชีวิตทันที 4 ราย ปฏิบัติการของเผด็จการทหารพม่าในดินแดนบรรพชนของชาวกะเหรี่ยงครั้งนี้ไร้มนุษยธรรม ทำให้ชาวบ้านหวาดกลัวไม่กล้าใช้ชีวิตปกติ ต้องหลบซ่อนในป่า และส่วนหนึ่งต้องข้ามฝั่งไปอาศัยแผ่นดินไทยเป็นการชั่วคราว เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือความปลอดภัย

“ทราบว่าประชาชนไทย เห็นใจและสงสารผู้หนีภัยสงครามชาวกะเหรี่ยง มีการส่งของบรรเทาทุกข์บริจาคมามากมาย ขอบคุณคนไทยที่เห็นใจในเพื่อนมนุษย์ รับรู้และเข้าใจในความทุกข์ยากที่ประชาชนชาวกะเหรี่ยงได้รับผลกระทบจากปฏิบัติการของทหารพม่า ขอบคุณที่เข้าใจ” ประธานอุทยานสันติภาพสาละวินกล่าว

หมู่บ้านที่เคยอยู่กันอย่างเป็นสุขท่ามกลางป่าเขาและทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ ชาวกะเหรี่ยงดำรงวิถีเยี่ยงบรรพบุรุษมาช้านาน จนวันนี้กลับร้างผู้คนเพราะความโหดร้ายของสงคราม เพียงเพื่อต้องการมีอำนาจเหนือดินแดนของคนอื่น ทำให้ทหารพม่าปฏิบัติการอันโหดร้ายโดยไม่เลือกเป้าหมาย ท้ายที่สุดความทุกข์เข็ญจึงตกอยู่ที่ชาวบ้านตาดำๆ


Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.