เมื่อวันที่ 27  เมษายน 2564 นายชาญณรงค์ วงศ์ลา สมาชิกกลุ่มฮักเชียงคาน อ.เชียงคาน จ.เลย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กรมประมงส่งจดหมายตอบกลับเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขงถึงการลดผลกระทบจากากรสร้างเขื่อนไซยะบุรีด้วยการทำโครงการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำและให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ ว่า ปัญหาไม่ได้อยู่แค่เรื่องพันธุ์ปลา แต่เป็นระบบนิเวศทั้งหมดของลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งรวมไปถึง พืช วิถีชีวิต วัฒนธรรม ถ้าจะทำ CSR ปล่อยปลาให้ชาวประมงอย่างเดียว เพื่อให้ชาวประมงมีปลากินก็ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาและไม่ตรงจุด นอกจากนี้ ปลาที่ปล่อยกับปลาแม่น้ำโขง รสชาติย่อมมีความแตกต่างกัน คุณค่าทางอาหารก็น่าจะต่างกันด้วย ไม่น่าจะทดแทนกันได้กับสิ่งที่สูญเสียไป

นายชาญณรงค์ กล่าวว่า พื้นที่ที่เป็นแหล่งที่ได้รับผลกระทบ จะเลือกเฉพาะพื้นที่ไม่ได้ เพราะทุกพื้นที่ได้รับผลกระทบหมด การทำเป็นจุดแล้วให้มีตัวแทนไปบริหารจัดการนิเวศนั้นทดแทนกันไม่ได้ เพราะคนริมโขงทั้งหมด 8 จังหวัด แม้กระทั่งคนใช้น้ำประปาก็ได้รับผลกระทบ และจะมาตั้งคณะทำงานเป็นตัวแทน เป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง เพราะทำแบบนี้เหมือนตบหัวแล้วลูบหลัง เป็นการแก้ไขปัญหาที่ไม่ตรงจุด

“ข้อเสนอของผมในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมของแม่น้ำโขง คือ ต้องมีการศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดน และทบทวนโครงการเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงในจีนและลาว โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ตั้งคณะทำงานขึ้นแล้วบอกว่านี่คือการมีส่วนร่วม ต้องมีการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน เพราะคนที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่แค่คนไทย คนลาว แต่ยังรวมไปถึงคนในประเทศกัมพูชา และเวียดนาม ที่แม่น้ำโขงไหลผ่าน ซึ่งเรื่องเกี่ยวข้องกับประเด็นพลังงานด้วย” นายชาญณรงค์ กล่าว

ด้านนางพรพิมล จันทร์หอม ชาวบ้านคกเว้า ต.หาดคำภีร์ อ.ปากชม จ.เลย กล่าวว่า แนวคิดเรื่องการนำพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำมาเพาะขยายพันธุ์และปล่อยกลับคืนสู่แม่น้ำโขงนั้น อาจจะแก้ปัญหาได้ส่วนหนึ่ง แต่เป็นส่วนน้อย เพราะพันธุ์ปลาที่จะนำมาปล่อยลงแม่น้ำโขง จะมีการติดตามหรือไม่ว่าปลาสามารถขยายพันธุ์ต่อ และเติบโตได้ในแม่น้ำโขง เพราะเป็นปลาที่ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติในแม่น้ำโขง ปลาที่เพาะเลี้ยงจะสามารถปรับสภาพเข้ากับแม่น้ำโขงได้ตามธรรมชาติได้หรือไม่ ดังนั้น จึงไม่สามารถตอบได้ว่าโครงการนี้จะได้ผลหรือไม่

นางพรพิมลกล่าวว่า อยากให้การไหลของแม่น้ำโขงเป็นไปตามธรรมชาติ ไม่อยากให้มีการสร้างเขื่อน เพราะน้ำจะท่วมบ้านเรา สิ่งที่ชาวบ้านต้องการคือ การปล่อยให้น้ำโขงไหลตรงตามฤดูกาล อย่างน้อย 70% ให้เป็นไปตามธรรมชาติ เพื่อจะได้มีตะกอนไหลมาตามน้ำ แต่เมื่อมีเขื่อนกั้นแม่น้ำโขง น้ำที่ถูกปล่อยมาไม่มีตะกอน เป็นน้ำใส เพราะตะกอนถูกกักไว้ที่อ่างเก็บน้ำของเขื่อน

“สมัยก่อนที่ยังไม่มีการสร้างเขื่อน ถึงฤดูน้ำหลาก น้ำจะเพิ่มปริมาณสูงขึ้นท่วมเต็มตลิ่ง พอน้ำลดก็มีตะกอนเกาะอยู่ตามตลิ่ง ทำให้ระบบธรรมชาติสมบูรณ์ แม้ว่าดินจะถูกกัดเซาะไปบ้าง แต่ในปีต่อมาก็จะมีดินตะกอนมาเติมคืน เกิดการหมุนเวียนของตะกอน แต่ในช่วง 2-3 ปีมานี้ไม่มีตะกอนดินแม่น้ำโขงเลย ซึ่งตะกอนดินก็มีส่วนทำให้ปลาเล็กปลาน้อยที่อาศัยอยู่ตามริมตลิ่งบริเวณน้ำตื้นอยู่ได้” นางพรพิมล กล่าวย้ำ

นายสุวิทย์ กุหลาบวงษ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขงอีสาน ให้ความเห็นต่อกรณี การประชุม คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ได้เผยแพร่ยุทธศาสตร์ 10 ปี เพื่อการพัฒนาลุ่มน้ำโขงและแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี (แผนยุทธศาสตร์ MRC) เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2564 ที่นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว โดยในแผนเพื่อการพัฒนาลุ่มน้ำโขงปีพ.ศ. 2564-2573  ได้รับการรับรองจากคณะมนตรีอันประกอบด้วยรัฐมนตรีจากประเทศกัมพูชา ลาว ไทย และเวียดนาม มุ่งเน้นประเด็นสําคัญ 5 ประการ ได้แก่

1. การพัฒนาหน้าที่เชิงระบบนิเวศของแม่น้ำโขงเพื่อให้เกิดสิ่งแวดล้อมที่ดีและชุมชนที่อุดมสมบูรณ์ 2. การพัฒนาการเข้าถึงและการใช้น้ำและทรัพยากรที่เกี่ยวข้องเพื่อสุขภาวะที่ดีของชุมชน 3. การพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทั่วถึงและครอบคลุม 4. ความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศและความเสี่ยงต่อภัยพิบัติ 5. การยกระดับความร่วมมือระดับภูมิภาคจากมุมมองของทั้งลุ่มน้ำ

นายสุวิทย์ กล่าว่า เห็นด้วยที่ MRC จะเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคม ประเทศจีน ประเทศเมียนมาร์ เข้าร่วมประชุมพูดคุยในปัญหาของแม่น้ำโขงเพราะการพูดคุยจะเป็นวิธีการแก้ปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นได้โดยเฉพาะจีน แต่วงประชุมจะต้องให้ทุกภาคส่วนมีอำนาจที่เท่าเทียมกันไม่ถูกครอบงำโดยใครหรือแหล่งทุนที่สนับสนุน MRC

 

“เท่าที่ผมอ่านรายงาน วิธีการวิเคาระห์ สถานการณ์แม่น้ำโขง MRC ยังขาดการวิเคราะห์สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในลุ่มน้ำโขง เพราะโควิด-19 จะทำให้กิจกรรมการพัฒนาชะลอตัวอย่างน้อย 5-10 ปี เช่น อุตสาหกรรมต้องหยุดกิจการ เขื่อนอาจจะไม่จำเป็น ในการปั่นไฟฟ้า ดังนั้นการปล่อยน้ำในลำน้ำโขงให้ไหลอิสระจะทำให้เกิดการรักษาระบบนิเวศและทำให้ธรรมชาติกลับคืนมา โดยเฉพาะ ถ้าระบบนิเวศกลับคืนมา คนตัวเล็กตัวน้อยสามารถที่จะหากินหรือใช้ประโยชน์จากแม่น้ำโขงได้อย่างเต็มที่ จะเป็นความยั่งยืนของชุมชนในลำน้ำโขง” นายสุวิทย์ กล่าว

อนึ่ง-ก่อนหน้านี้กรมประมงส่งจดหมายตอบกลับมายังเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขงอีสาน เรื่อง ขอรายละเอียดความคืบหน้าการดำเนินงานและบันทึกการประชุมระหว่างกรมประมง และบริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด มหาชน ในประเด็นแนวทางในการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการลดลงของทรัพยากรสัตว์น้ำในมิติของปริมาณและความหลากหลายของชนิดพันธุ์สัตว์น้ำ (ดูรายละเอียด: https://www.facebook.com/Envicommunity/posts/1833431263481806)

——————

ภาพ: บริเวณที่แม่น้ำเหืองไหลมาบรรจบกับแม่น้ำโขง เป็นจุดพรมแดนไทย-ลาว ใกล้จุดสร้างเขื่อนสานะคาม

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.