ชาวกะเหรี่ยงขู่ฆ่าตัวตายยกหมู่บ้านหากรัฐเดินหน้าสร้างเขื่อนแม่แจ่ม

karen

 

 

ชาวบ้านตัดพ้อรัฐบาลจงใจลงโทษเหมือนมีความผิดมหันต์

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่ศาลาบ้านแม่ซา หมู่2 ต.แม่นาจร อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ผู้สื่อข่าวจากส่วนกลางได้ลงพื้นที่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบ หากมีการสร้างเขื่อนแม่แจ่มตามแผนบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทของรัฐบาล นอกจากนี้ยังร่วมสังเกตการในเวทีเรียนรู้และแสดงเจตนารมณ์ประชาคมผู้ได้รับผลกระทบบจากโครงการสร้างเขื่อนแม่แจ่ม ซึ่งมีชาวบ้านจาก 4 หมู่บ้านที่คาดว่าจะถูกน้ำท่วม หากมีการสร้างเขื่อนกั้นลำน้ำแม่แจ่ม โดยส่วนใหญ่เป็ฯชาวบ้านกะเหรี่ยง ซึ่งได้เดินทางมาร่วมงานกันอย่างคึกคักประมาณ 500 คนเข้าร่วม นอกจากนี้ยังมีเครือข่ายภาคประชาชนจากนอกพื้นที่ อาทิ ชาวบ้านจากชุมชนสะเอียบ จ.แพร่ ชาวบ้านจากลุ่มน้ำสาละวิน จ.แม่ฮ่องสอน ชาวบ้านจากเชียงของ จ.เชียงราย นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการ นายสุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภาจ.สมุทรสงครามและประธานอนุกรรมาธิการน้ำ นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหาและประธานอนุกรรมาธิการเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้านทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดแนวถนนเข้าหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบ ชาวบ้านได้นำป้ายต่อต้านการสร้างเชื่อนมาติดไว้ตลอดเส้นทาง นอกจากนี้ตามบ้านเรือนแทบทุกหลังต่างก็ติดป้ายไม่เห็นด้วยกับการสร้างเขื่อน หลายบ้านเขียนข้อความยอมสู้ตายแต่ไม่ยอมย้ายไปอยู่พื้นที่อื่น ทั้งนี้นายทนงศักดิ์ ม่อนดอก ประธานคณะกรรมการคัดค้านเขื่อนแม่แจ่ม-ผาวิ่งจู้ กล่าวว่าการที่รัฐบาลจะมาสร้างเขื่อนครั้งนี้ ทำใหชาวบ้านรู้สึกว่าเหมือนตัวเองทำผิดมหันต์ และรัฐบาลลงโทษด้วยการสร้างเขื่อนซึ่งทำให้ไม่สามารถมีชีวิตต่อไปได้ ที่ผ่านมาชาวบ้านค่อนข้างโดดเดี่ยว แต่ตอนหลังเริ่มอุ่นใจเมื่อมีคนภายนอกเข้ามาให้กำลังใจมากขึ้น ดังนั้นชาวบ้านจึงขอประกาศว่าจะต่อสู้คัดค้านการสร้างเขื่อนกั้นลำน้ำแม่แจ่มให้ถึงที่สุด

 

นายหม่อสะแง คะโควิทยา แกนนำชุมชนบ้านสบขอกล่าวว่า บ้านสบขอมีชาวบ้าน 230 คนและเป็นบ้านแรกที่จะถูกน้ำท่วม หากมีการสร้างเขื่อน ซึ่งในการประชุมหมู่บ้านครั้งล่าสุด ชาวบ้านได้ปรึกษากันถึงทางออกอย่างไร ปรากฏว่ากลุ่มสตรีและเยาวชนต่างยืนยังว่า หากวันใดที่มีการสร้างเขื่อนจริงก็พร้อมฆ่าตัวตายพร้อมๆกัน ไม่ว่าจะกินยาตายหรือผูกคอตาย ส่วนพวกผู้ชายก็จะต่อสู้ถึงที่สุดก่อนและยินดีตายด้วยกัน

 

“ตอนแรกผมคิดว่าเขาพูดเล่น แต่พอถามว่าเอาจริงหรือ เขาบอกว่าเอาจริง เพราะหากสร้างเขื่อนจริงก็ต้องตายเหมือนกัน แถมตายอย่างช้าๆและทรมานด้วย” นายหม่อสะแง กล่าว

 

นางอาพรณ์ พัฒนพงษ์อรัญ แกนนำกลุ่มสตรีบ้านสบขอกล่าวว่า พวกตนก็เป็นคนไทยเหมือนกัน และรักแผ่นดินไม่น้อยกว่าใคร กลุ่มสตรีจึงมีความเห็นร่วมกันว่า หากมีการสร้างเขื่อนจริง พวกตนจะขอฆ่าตัวตายก่อน เพราะไม่ต้องการย้ายไปอยู่ที่อื่น เนื่องจากรักบ้านเกิดที่ปู่ย่าตายายอุตส่าห์ร่วมกันสร้างมานับร้อยปีแล้ว ทุกวันนี้พวกตนอยู่กันอย่างมั่นคง แต่รัฐบาลกลับจะมาทำให้น้ำท่วมดังนั้นจึงขอตายดีกว่า

 

นายอุทัย พายัพทนากร ผู้ใหญ่บ้านแม่ขอกล่าวว่า การที่รัฐบาลจะมาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตให้ชาวบ้านกระทันหันเป็นเรื่องที่ชาวบ้านรับไม่ได้ ตนเคยเดินทางไปดูงานที่ผาช่อ จ.ลำปาง ซึ่งรัฐบาลย้ายชาวบ้านจากบนดอยลงมา แต่ไม่จัดพื้นที่รองรับให้เพียงพอ สุดท้ายชาวบ้านต้องไปขายตัวอยู่ในเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากและไม่อยากให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นที่นี่

 

นายอุทิศ สมบัติ กรรมการมูลนิธิฮักเมืองแจ่ม กล่าวว่าเป็นครั้งแรกที่ไม่เคยนึกฝันว่าจะมีโครงการสร้างเขื่อนเหมือนกับรัฐบาลโยนขนมมาก้อนหนึ่ง ชาวบ้านจะกินหรือไม่ก็ช่าง ดังนั้นหากชาวบ้านไม่เอาเขื่อนก็เป็นสิทธิของแต่ละคนเพราะต่างเป็นคนไทยที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีสิทธิเท่ากับคนกรุงเทพฯ หากเราลืมจุดยืนตรงนี้ก็เท่ากับดูถูกตัวเอง และการต่อสู้ครั้งนี้ของชาวบ้านเพิ่งเริ่มต้น ทุกว่านี้ชาวบ้านอยู่กันมีความสุขดีแล้วมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย หากเกิดเขื่อนก็ต้องแยกย้ายกันไป

 

นายสุรจิตกล่าวว่า แม้ว่าสถานการณ์ของชุมชนที่ได้รับผลกระทบในแม่แจ่มครั้งนี้จะเป็นภาพย่อย แต่ช่วยสะท้อนภาพใหญ่ในแผนบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลซึ่งขาดกระบวนการการมีส่วนร่วมของภาพประชาชน และเป็นแผนงานที่รัฐบาลประเมินผิดมาตั้งแต่ต้นเพราะใช้เกณฑ์ในปีที่น้ำมากที่สุดเป็นตัวตั้ง และรัฐบาลกลายเป็นผู้ละเมิดกฎหมายเสียเอง อย่างไรก็ตามจะนำข้อมูลที่ได้รับจากชาวบ้านเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯต่อไป

 

ภายหลังการประชุม ชาวบ้านในนามคณะกรรมการคัดค้านโครงการสร้างเขื่อนแม่แจ่ม และเครือข่ายภาคประชาชน ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ ระบุว่า โครงการเขื่อนแม่แจ่ม อยู่ในโมดูล เอ 1 ของโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน เป็นโครงการที่กรมชลประทานและคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ดำเนินการสวนทางกับความต้องการของคนแม่แจ่ม ที่รู้และเข้าใจภูมินิเวศวัฒนธรรมลุ่มน้ำแม่แจ่มเป็นอย่างดี การดำเนินโครงการที่เอาปริมาณพื้นที่ชลประทาน เอาปริมาณน้ำ และเอาเงินเป็นตัวตั้ง ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องปกาเกอะญอ ที่อาศัยอยู่หน้าเขื่อน 3,584 คน จนเกิดความเครียด วิตกกังวล นอนไม่หลับ ที่จะต้องพลัดที่นาคาที่อยู่ พื้นที่ทำกินถูกน้ำท่วม และถนนตัดขาดสัญจรไป-มาไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องปกาเกอะญอบ้านสบขอ บ้านแม่เอาะใต้ และบ้านแม่ซา รวม 281 ครัวเรือนที่ต้องโยกย้ายกันทั้งหมู่บ้าน

 

“พี่น้องปกาเกอะญอที่ถูกละเมิดสิทธิบุคคลและชุมชนอันเนื่องมาจากโครงการเขื่อนแม่แจ่ม มีความจำเป็นต้องออกมาปกป้อง คุ้มครอง รักษาสิทธิของตนและชุมชนไว้ ได้มีมติร่วมกันคัดค้านโครงการเขื่อนแม่แจ่มอย่างถึงที่สุดและทุกวิถีทางด้วยชีวิต”ในแถลงการณ์ระบุ

 

แถลงการณ์ยังระบุด้วยว่าขอเรียกร้องให้กรมชลประทาน กบอ. และนายกรัฐมนตรี พิจารณายกเลิกโครงการสร้างเขื่อนแม่แจ่มและเขื่อนอื่นๆ ในทุกแผนงาน โดยหันมาบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่สอดคล้องกับภูมินิเวศวัฒนธรรมแต่ละลุ่มน้ำ ที่ไม่กระทบกับสิทธิบุคคลและชุมชน และไม่ทำลายผืนป่าอันอุดมที่ให้น้ำให้อาหารชั่วชีวิตจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน

 

 

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.