‘ปกากะญอ’ ชาติพันธุ์นี้ ขอขึ้นป้ายไม่เอาเขื่อนแม่แจ่ม

1

หลังจากขึ้นป้าย เราคัดค้านการสร้างเขื่อนผาวิ่งจู้ เสร็จสิ้นในเย็นวันหนึ่ง “วนิสา ชูกลิ่นนิรันดร” สาวใหญ่วัย 45 ปีแห่งบ้านแม่ซา ต.แม่นาจร อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ก็มาประจำที่ใช้กี่คล้องเอวเริ่มทอผ้าพื้นเมืองปกากะญอที่ละเส้น จากสายคล้องเอวที่เก่าและสีจางจนสะท้อนว่าผ่านการใช้งานมานานหลายปี บางครั้งยางรัดขาดและผุ ช่างเย็บผ้าต้องซ่อมซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า เจ้าตัวบอกว่า จำเป็นต้องซ่อมเพื่อให้ได้ผ้าทอปกากะญอที่เรียบเนียนและสวยงาม เพราะกี่ผูกเอวนั้นทอได้สวยกว่ากี่ไม้ที่ต้องใช้เท้า และหากจะตามหาผ้า ปกากะญอแท้ดั้งเดิมก็ต้องมองหากี่ผูกเอว

 

จากข้อมูลที่ทีมสื่อมวลชน  ลงพื้นที่สำรวจ พื้นที่หมู่บ้านปกากะญอ ใน ต.แม่นาจร ทราบว่า กว่า 200 หลังคาเรือน ในบ้านแม่ซา ยังมีสตรีเย็บผ้าทั่วหมู่บ้านเกือบ 80% โดยส่วนมากใช้เวลาว่างจากการทำไร่ นา มาทอผ้าเพื่อสวมใส่ในครอบครัวและแบ่งขายให้พ่อค้าที่มารับผ้าไปขายต่อ และส่วนหนึ่งแบ่งไปขายที่ตลาดเชียงใหม่

 3

ภาพความตั้งใจในการผลิตผืนผ้าของแม่บ้านบนดอยสูง ยังคงเฉิดฉายทั่วหมู่บ้าน ทว่าสิ่งที่แปลกตากว่าปีก่อน ๆ ที่มีในบ้านแม่ซา คือ ป้ายค้านเขื่อนแม่แจ่ม ที่ชาวปกากะญอ ทุกบ้านพร้อมใจกันสื่อสารทั้ง บนต้นไม้ ผืนผ้าใบ ฝาผนังบ้านและแม้แต่แคร่นั่งเล่น รวมถึงรั้วรอบ ๆ บ้านเรือนยังคงมีข้อความชัดเจนสื่อสารว่า ชาวบ้านไม่ต้องการเขื่อนแม่แจ่ม หรือ เขื่อนผาวิ่งจู้ วนิสาเอง เชื่อว่า หากการสร้างเขื่อนเริ่มขึ้นนอกจากชาวบ้านต้องกลายเป็นคนไทยพลัดพรากบ้านเกิด และรับมือกับภัยธรรมชาติแล้ว วัฒนธรรมการทอผ้าของชาวบ้านก็ย่อมดับหายไปด้วย เพราะชาวบ้านต้องกระจัดกระจายย้ายที่อยู่อาศัย และที่ทำกิน ยากต่อการรวมตัวเพื่อสืบสานวัฒนธรรมพื้นเมือง

 

“ฉันแก่ลงเรื่อย ๆ ไม่สำคัญหรอกว่า จะมีอายุต่อไปนานแค่ไหนและจะตายเมื่อไหร่ คนจะตายช้า ตายไวไม่มีใครรู้ เรามีประโยชน์แค่ชั่วชีวิตหนึ่งเท่านั้น แต่เรื่องป่าไม้และแม่น้ำนี่ มีประโยชน์นับร้อยปี พันปี ช่วยให้คนได้อยู่ได้ใช้มาหลายชั่วอายุคน อยู่ ๆ มีคนมาสร้างเขื่อนตัดอายุป่า ตัดหมู่บ้านที่ฉันเห็นมานาน แล้วอนาคตลูกหลานจะอยู่อย่างไร” ลุง เฮบือ พอ อายุ 78 ปี ผู้เฒ่าชาวบ้านสบขอ ต.แม่นาจร ผู้เฒ่าแสดงทรรศนะ

 2

สมเกียรติ มีธรรม ตัวแทนสถาบันอ้อผะหญา (องค์กรสาธารณ ประโยชน์) ในฐานะที่ทำงานกับชาติพันธุ์ในพื้นที่มานาน กล่าวว่า คนแม่นาจรที่อาศัยน้ำจากแม่แจ่ม และอาศัยอยู่ในป่าบริเวณผาวิ่งจู้ เคยมีความเชื่อว่า การสร้างจิตสำนึกการรักป่าเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต โดยในอดีตเคยมีการทำพิธี “ป่าสะดือ” คือเด็กทุกคนที่เกิดใหม่ และตัดรกเรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านจะเอารกไปวางในป่า เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดี เด็กจะได้มีความรักและหวงแหนป่า

 

พิธีกรรมทั้งเก่าใหม่ ล้วนแต่มีเจตนาในการบูชาป่า ที่มอบชีวิตแก่ทุกคนทั้งสิ้น ชาติพันธุ์ทุกคนมีความผูกพันและพึงพอใจในคุณค่าป่า จึงต้องร่วมต่อต้านเขื่อนเพราะเกรงกลัวการสูญเสียพื้นที่อันเป็นดั่งสมบัติล้ำค่า แต่เมื่อวันหนึ่งโครงการสร้างเขื่อนแม่แจ่ม กลับถูกบรรจุเข้าโมดูลเอ 1 ของโครงการบริหารทรัพยากรน้ำ 3.5 แสนล้านที่รัฐบาลพยายามจะกู้เงินมาก่อสร้าง ทั้งที่ชาวบ้านไม่มีส่วนรับรู้ต่อแผนงานใด ๆ

 

ตามข้อมูลวิชาการที่สถาบันฯ รวบรวมจากแหล่งอ้างอิงน่าเชื่อถือ ระบุว่า มีหมู่บ้านที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบทั้งเรื่องน้ำท่วมหมู่บ้าน ท่วมที่ทำกินและถนนถูกตัดขาดทั้งหมด 6 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านแม่เอาะใต้ บ้านสบขอ บ้านแม่ซา บ้านแม่หอย บ้านสบแม่รวม และบ้านห้วยผา ต.แม่นาจร มีชาวบ้านได้รับผลกระทบรวม 900 ครัวเรือน โดย 3 หมู่บ้าน คือ แม่หอย แม่ซา และบ้านสบขอ จะต้องย้ายออกทั้งหมู่บ้านหากมีการสร้าง

 

นอกจากส่งผลกระทบต่อพื้นที่อยู่อาศัยของผู้คนแม่นาจรแล้ว การสร้างเขื่อนแม่แจ่มยังมีผลต่อการทำลาย ผาวิ่งจู้ อันเป็นเขตพื้นลุ่มน้ำคุณภาพชั้น 1 เอ และ 1 บี และเป็นพื้นที่ต้องห้ามตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2528 ไม่ให้มีการใช้พื้นที่ในทุกกรณีโดยเด็ดขาด แม้จะมีมติคณะรัฐมนตรีออกมาใหม่ให้มีการผ่อนผันการใช้ประโยชน์พื้นที่คุณภาพลุ่มน้ำชั้น 1 เอ และ 1 บี ได้ แต่ในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่แจ่มไม่เหมาะที่จะสร้างเขื่อนแม้แต่น้อย เนื่องจาก อ.แม่แจ่ม พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าเขาและภูเขาสูงคิดเป็น 70% ของพื้นที่ทั้งหมด ที่เหลือ 20% เป็นที่ราบเชิงเขา และเป็นที่ราบลุ่มน้ำอีก 10% ถ้าหากโครงการสร้างเขื่อนแม่แจ่มเกิดขึ้น ผืนป่าต้นน้ำ พื้นที่การเกษตร และที่อยู่อาศัย ซึ่งมีน้อยอยู่แล้วจะนำไปสู่การเปิดทางให้ชาวบ้านบุกรุกป่าเพิ่มขึ้น เพื่อขยายพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยใหม่

 4

“ปลาที่สำคัญที่สุด อย่าง ปลาปุง เป็นปลาขนาดใหญ่สายพันธุ์เดียวในลำน้ำแม่แจ่มอาจสูญพันธุ์ เนื่องจากน้ำท้ายเขื่อนจะไหลช้าลง ลำน้ำตื้นเขิน วังปลาหายไปส่งผลให้สัตว์น้ำขยายพันธุ์ได้ไม่ดี ขณะที่คนหน้าเขื่อนก็ประสบชะตาเช่นเดียวกัน ปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำไหลตามลำห้วยแม่เอาะ ห้วยแม่ขอ และลำน้ำแม่แจ่มหน้าเขื่อน ไม่สามารถขยายพันธุ์ได้ ส่งผลให้สัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ในน้ำไหลลดลงและสูญพันธุ์อีกเช่นกัน นอกจากนี้เขื่อนยังทำลายวิถีชีวิตและวัฒนธรรมปกากะญอ ที่ทำให้รากเหง้าชนเผ่าเริ่มหายไป” สมเกียรติ อธิบาย หลายครั้งที่ปัญหาเรื่องโครงการสร้างเขื่อน สร้างความทุกข์แก่ชาวบ้าน โดยไม่มีการรับฟังความคิดเห็นและการประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน จากประชาชน แต่โครงการที่ถือว่า เป็นเมกะโปรเจคท์ ก็คือ โครงการบริหารน้ำ 3.5 แสนล้าน แม้ศาลปกครองมีคำตัดสินแล้วว่า ให้ดำเนินการอย่างเป็นธรรม ตั้งแต่การกระทำประชาพิจารณ์และศึกษาผลกระทบ แต่ดูเหมือนรัฐบาลยังคงเดินหน้าดิ้นทุกทางให้ได้มา

 

ชาวบ้านแม่นาจรและภาคีเครือข่ายจึงต้องรีบตั้งการ์ดรับและแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน ด้วยการรวมตัวกันกับภาคประชาชนจัดงาน เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และแสดงเจตนารมณ์ ประชาคมผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการสร้างเขื่อนแม่แจ่ม ณ หมู่บ้านแม่ซา ขึ้นโดยมีผู้เข้าร่วมมากถึง 700 คน เพื่อปกป้องบ้านเกิดของปกากะญอให้คงอยู่ ต่อไป.

——————

เดลินิวส์ 25 สิงหาคม 2556

 .

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.