หมู่เฮาไม่เอาเขื่อน


d1

“ฉันรักผืนดินตรงนี้ ฉันจะตายที่นี่ ไม่ย้ายไปไหน” แม่เฒ่าชาวปกาเกอะญอวัยเกินร้อยพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

 

แม้ไม่ใช่สิ่งที่คาดหมายว่าจะได้ยิน แต่เสียงของชาวบ้านในหลายหมู่บ้านที่อยู่ลึกเข้าไปในหุบดอยของตำบลแม่นาจร จังหวัดเชียงใหม่ คือเหตุผลของการเดินทางร่วม 6 ชั่วโมงจากตัวเมืองเชียงใหม่สู่อำเภอแม่แจ่ม ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรถขับเคลื่อนสี่ล้อ แถมด้วยการเดินเท้าอีกนิดหน่อยมุ่งหน้าสู่บ้านสบขอ หมู่บ้านที่อาจต้องหายไปจากแผนที่ประเทศไทยในอนาคตอันใกล้

 

 

d2ระหว่างทาง ทั้งบ้านแม่ซา บ้านแม่ขอ ป้ายผ้าและป้ายกระดาษเล็กบ้างใหญ่บ้าง มีให้เห็นแทบทุกบ้าน มันถูกทำขึ้นอย่างง่ายๆ เขียนด้วยถ้อยคำตรงไปตรงมา สะท้อนความในใจของชาวบ้านที่กำลังหวาดกลัวต่อสิ่งแปลกปลอมที่จะผุดขึ้นมาท่ามกลางความสงบสุขของพวกเขา

 

 

“พวกคนดอยไม่ชอบทำลายป่า คนในเมืองชอบทำลายป่า”, “เกิดที่นี่ ตายที่นี่ เงินซื้อวิถีชีวิตของเราไม่ได้”, “ราษฎรบ้านแม่ขอ ขอคัดค้านเขื่อนแม่แจ่มทุกวิถีทาง”

 

 

ใช่แล้ว…ตัวปัญหาคือ เขื่อนแม่แจ่ม ความจุ 134 ล้านลบ.ม หนึ่งในโครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมตามแผนบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านของรัฐบาล โดยคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ที่เลือกชัยภูมิ ‘ผาวิ่งจู้’ หน้าผาในตำนานของชุมชนเป็นแนวสันเขื่อน

 

 

……………………

 

 

แม้แนวคิดเรื่องการก่อสร้างเขื่อนแม่แจ่มจะเคยมีมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ก็เป็นอันต้องพับไปด้วยเหตุผลของความไม่เหมาะสม กระทั่งหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2554 โครงการนี้จึงถูกนำมาปัดฝุ่นและสอดไส้อยู่ในแผน “การดำเนินโครงการระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย” ที่จัดทำโดย กบอ. อยู่ในโมดูล เอ1 “การสร้างอ่างเก็บน้ำอย่างเหมาะสมและยั่งยืนในพื้นที่ลุ่มน้ำปิง ยม น่าน สะแกกรัง และป่าสัก”

 

 

สมเกียรติ มีธรรม สถาบันอ้อผะหญา เป็นคนแรกๆ ที่มีโอกาสเห็นพิมพ์เขียวของเขื่อน เมื่อครั้งที่กรมชลประทานได้เข้ามาทำแนวเขตป้องกันน้ำท่วมเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

 

 

“ถึงจะอยู่ในแผนของรัฐบาล แต่ชาวบ้านไม่มีใครรู้เรื่องนี้มาก่อน แล้ววันนี้ก็ยังไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามาให้ข้อมูล เราได้แต่คาดการณ์เองจากแผนที่ เท่าที่ผมคำนวนดูพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมจะอยู่ที่ประมาณ 12,000 กว่าไร่ หมู่บ้านที่ต้องย้ายมี 3 หมู่บ้าน คือ บ้านแม่ซา หมู่ที่ 2 บ้านสบขอ หมู่ที่ 11 บ้านแม่เอาะใต้ หมู่ที่ 10 ส่วนหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบเรื่องที่ทำกินก็มี บ้านแม่หอย บ้านแม่ขอ บ้านแม่เอาะกลาง ที่เหลือแม้น้ำท่วมไม่ถึง แต่ก็จะถูกตัดขาดจากโลกภายนอก เนื่องจากถนนที่ใช้สัญจรถูกน้ำท่วม ซึ่งประชากรทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบน่าจะอยู่ที่ 3,000 กว่าคน ส่วนพื้นที่ทำกินยังไม่ชัดเจน”

 

 

การไม่มีหลักฐาน ทำให้การประเมินผลกระทบยังเป็นแค่การคาดการณ์ แต่ก็คงไม่เหนือความคาดหมาย เพราะจินตภาพของการสร้างเขื่อนขวางลำน้ำแจ่มบนกระดาษนั้นมีผาวิ่งจู้เป็นปราการ ดังนั้นหลังจากข้อมูลเรื่องนี้เริ่มเป็นที่รับรู้ของชาวบ้าน การรวมตัวกันเพื่อทวงถามความชอบธรรมในการรักษาวิถีชีวิตที่มีมานับร้อยปีของชุมชนปกาเกอะญอจึงเกิดขึ้นในนามเครือข่ายคัดค้านเขื่อนแม่แจ่ม ที่มี ประพันธ์ พิชิตไพรพณา รับหน้าที่ประธานกลุ่ม

 

 

“เราคุยกันว่าเขื่อนมันจะทำให้คุณภาพชีวิตเราดีขึ้นไหม แล้วก็เห็นว่าเขื่อนไม่ได้เป็นคำตอบให้คุณภาพชีวิตของเราดีขึ้น หนำซ้ำทำให้ป่าต้นน้ำ พื้นที่ทำกินของเราถูกทำลาย เราอยู่มาเป็นร้อยปี คุ้นเคย จะเปลี่ยนไปอยู่ที่อื่นไม่ใช่เรื่องง่าย”

 

 

นอกจากความกังวลของชาวบ้านเรื่องการย้ายหมู่บ้านและการสูญเสียที่ทำกิน ความคุ้มค่าของเขื่อนที่ได้รับกล่าวอ้างว่าจะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางก็ถูกใส่เครื่องหมายคำถามตัวโตจากสมาชิกวุฒิสภาและนักอนุรักษ์ที่มาร่วมสังเกตุการณ์ในพื้นที่

 

 

“เท่าที่เห็นเขื่อนนี้มันไม่สามารถป้องกันน้ำท่วมได้เลย เพราะด้านหน้าเขื่อนมันมีแค่ลำน้ำสามสาขาที่ไหลมาลงตรงนี้ ส่วนใต้เขื่อนมันมีลำน้ำอีก 12 สาขา อย่างเมื่อปี 54 ที่น้ำท่วมก็คือข้างบนน้ำไม่หลากเลย มันหลากเฉพาะด้านใต้เขื่อน เพราะฉะนั้นเขื่อนมันไม่สามารถป้องกันน้ำท่วมได้” สมเกียรติ มีธรรม เปิดประเด็น ขณะที่ หาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ ให้ข้อมูลเพิ่มเติม

 

 

“ถ้าบอกว่าเหตุผลของการสร้างเขื่อนแม่แจ่มคือการป้องกันน้ำท่วม สุดท้ายน้ำมันก็ต้องไปลงเขื่อนภูมิพลอยู่ดี ก็ต้องไปควบคุมที่เขื่อนภูมิพล มันขึ้นอยู่กับคุณจะปล่อยหรือไม่ปล่อยน้ำ ถามว่าที่ผ่านมาเขื่อนภูมิพลอายุ 50 ปี ไม่เคยมีปัญหาเรื่องการจัดการน้ำเท่าไหร่ มีแค่ปี 54 ที่ถึงเวลาจะปล่อยน้ำคุณไม่ปล่อยเท่านั้นเอง รอจนน้ำเต็มเขื่อนแล้วมาปล่อยทีหลัง การที่เขื่อนแม่แจ่มจุน้ำเพียง 130 กว่าล้านลบ.ม. แล้วบอกว่ามีศักยภาพในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง มันไม่มีเหตุผลพอ”

 

 

น้ำท่วมแก้ไม่ได้ ในหน้าแล้งยังอาจสร้างปัญหาการขาดแคลนน้ำซ้ำเติมชาวบ้านอีก ทว่าปัญหาคาใจที่หลายคนอยากได้คำตอบก็คือ เหตุใดจึงเอาพื้นที่ป่าไปสร้างเขื่อน โดยเฉพาะบริเวณผาวิ่งจู้ ซึ่งอยู่ในพื้นที่คุณภาพลุ่มน้ำชั้น 1 เอและ 1 บี มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ และเป็นพื้นที่ต้องห้ามตามมติคณะรัฐมนตรี

 

 

“ในเมื่อหลักการของ กบอ. คือการหาพื้นที่ปลูกป่าต้นน้ำ และหาพื้นที่เก็บน้ำ ทำไมคุณไม่ชวนคนแม่แจ่มดูแลป่า ดูแลต้นน้ำแม่แจ่มให้ดี ให้น้ำแม่แจ่มเป็นต้นทุนของน้ำในเขื่อนภูมิพล แล้วอีกอย่าง ผาวิ่งจู้ หรือผาวิ่งชู้ เป็นธรณีสัณฐานที่ต่างจากที่อื่น มีลักษณะเป็นหินตัด และเป็นตำนานทางประวัติศาสตร์ของชุมชน ได้รับการประกาศให้แหล่งธรรมชาติควรอนุรักษ์ เพราะเมื่อทำลายแล้วไม่สามารถสร้างทดแทนได้ จึงไม่มีเหตุผลที่จะทำลาย” หาญณรงค์ ย้ำถึงความไม่เหมาะสมของโครงการ

 

 

มากไปกว่านั้นเงื่อนไขสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คือความเสี่ยงต่อภัยแผ่นดินไหว เนื่องจากพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนมีรอยเลื่อนมีพลังอยู่โดยรอบถึง 4 รอยเลื่อน

 

 

“ที่กังวลมาก นอกจากแผ่นดินไหวจะถี่ขึ้นแรงขึ้นในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา หน้าเขื่อนมันเป็นพื้นที่สูงชัน พอบนเขามันอุ้มน้ำเต็มที่ ถ้าฤดูฝน ฝนตกต่อเนื่องกันโอกาสที่ดินจะสไลด์ลงมากระแทกถูกน้ำแล้วไปกระทบกับเขื่อนสูงมาก และลักษณะแบบนี้ที่อเมริกามันก็เกิดขึ้นมาแล้ว ทำให้หมู่บ้านใต้เขื่อนเสียหาย”

 

 

ไล่เลียงกันมาเป็นข้อๆ สำหรับเหตุผลและข้อกังวลของคนค้านเขื่อน สุดท้ายถ้ารัฐยังเดินหน้าต่อ ประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ประธานคณะอนุกรรมาธิการทรัพยากรน้ำ บอกว่า คงต้องใช้ช่องทางตามกฎหมาย

 

 

“หลักมันอยู่ว่า เขื่อนเก็บน้ำชั่วคราว ป่าเก็บน้ำถาวร รักษาป่ารักษาต้นน้ำไว้มันดีกว่าสร้างเป็นเขื่อนเก็บกัก พอเป็นเขื่อนปั๊บ มันต้องอพยพคน มันทำลายวิถีชีวิตผู้คนพินาศ ซึ่งสิทธิชุมชนได้รับการรับรองในรัฐธรรมนูญ สว.ก็ได้รับคำร้องเรียนจากพี่น้องชาวบ้าน เราเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบว่า เหตุผลที่คุณทำมีอะไรบ้าง เหตุผลของชาวบ้านมีอะไร มีการทำลายน้ำ ทำลายดิน ทำลายป่า ทำลายปลาที่มันจะสูญพันธุ์หรือลดลง ทำลายการเกษตร วิถีของชาวบ้านที่อยู่ในป่าเขา มีการอพยพคน ซึ่งเดี๋ยวนี้การอพยพเป็นเรื่องยากมาก ชาวบ้านที่เขาอยู่มาเป็นเวลานาน จะให้เขาไปอยู่ที่ไหน มันมีพื้นที่ที่จะชดเชยได้ในระดับเดียวกับที่เขาอยู่มาหรือเปล่า”

 

d3

“อีกจุดหนึ่งที่น่าจะเป็นปัญหาสำหรับโครงการ 3.5 แสนล้านบาท ก็คือโครงการขนาดใหญ่อย่างนี้จะต้องทำ TOR ถ้า กบอ.ไม่ทำมีโอกาสที่จะผิดกฎหมายปปช. ขณะที่ตัวเขื่อนแม่แจ่ม เป็นโครงการที่มีความจุเกิน 100 ล้านลูกบาศก์เมตร ต้องทำ EIA ซึ่งชาวบ้านยังมีช่องทางตามกฎหมายที่จะต่อสู้ได้”

 

 

และวันนี้ดูเหมือนว่าการต่อสู้ของชาวบ้านได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

 

 

………………………

 

 

“เอาะที เก่อต่อ ที, เอาะก่อ เก่อตอ ก่อ” ได้กินจากน้ำต้องรักษาน้ำ ได้กินจากป่าต้องรักษาป่า… สุภาษิตปกาเกอะญอว่าอย่างนั้น

 

 

กลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ถือเป็นนัดหมายครั้งสำคัญที่ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน ซึ่งเป็นคนปกาเกอะญอเกือบทั้งหมดมารวมตัวกันเพื่อแสดงจุดยืนของพวกเขา

 

 

“การสร้างเขื่อนผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้น พี่น้องปกาเกอะญอ รับไปเต็มๆ ผมก็ไม่แน่ใจว่าพี่น้องใต้เขื่อนจะได้รับผลประโยชน์ไปเต็มๆ มั้ย” ตัวแทนชาวบ้านตั้งคำถาม

 

d4

จากนั้นความเห็นอื่นๆ ก็ตามมาเป็นชุด แต่ไม่ว่าจะถูกถ่ายทอดด้วยภาษาไทยสำเนียงพื้นเมือง คำเมืองสำเนียงแปล่งๆ หรือภาษาปกาเกอะญอ สรุปได้ว่า “พี่น้องใน 4 หมู่บ้านและใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงพี่น้องปกาเกอะญอ ขอรวมพลังกันประกาศคัดค้านเขื่อนอย่างถึงที่สุด”

 

 

แต่ที่ดูสะเทือนใจอย่างยิ่ง กลับเป็นน้ำเสียงหนักแน่นของกลุ่มกลุ่มสตรีบ้านสบขอ หมู่บ้านที่อาจจะต้องถูกน้ำท่วมทั้งหมด

 

“เราคุยกันว่า ถ้าเขาสร้างเขื่อน เราจะยอมตายอยู่ที่นี่ไม่ไปไหน เขาบอกให้เราดูแลป่า เราก็ดูแลป่า อนุรักษ์ป่า สร้างแนวกันไฟ แต่รัฐจะมาสร้างเขื่อนมาทำลายซะเอง” อาพร พัฒนาพงษ์อรัญ ตัดพ้อ

 

 

เมื่อชาวบ้านประกาศคัดค้านจนถึงที่สุด โครงการที่เพิ่งตั้งไข่อย่างเขื่อนแม่แจ่มคงไม่มีทางเลือกมากนักนอกจากจะต้องทบทวนถึงความเหมาะสม หาญณรงค์ ในฐานะคนที่ทำงานเรื่องการจัดการน้ำมายาวนาน ผ่านกระบวนการต่อสู้ร่วมกับภาคประชาชนในหลายพื้นที่ เสนอว่า

 

 

“ถ้าใช้งบมาสร้างเขื่อนแล้วสูญเสียพื้นที่ป่า มีผลกระทบต่อชุมชน ใช้หลักการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนไม่ดีกว่าเหรอ อันนี้น่าจะเหมาะสมกว่า วิธีจัดการที่ดีที่สุดคือหาโทรมาตรไปติดปากน้ำแม่แจ่ม แล้วดูว่าน้ำแม่แจ่มจะลงเขื่อนภูมิพลเท่าไหร่ แล้วเวลาลงเขื่อนเสร็จก็ระบายน้ำให้สัมพันธ์กัน ไม่จำเป็นต้องสร้างเขื่อน”

 

 

“ในมุมมองเชิงสังคม ชุมชนเขาอยู่ดีมีสุขของเขาอยู่แล้ว แล้วทั้งสี่หมู่บ้านเป็นเผ่าเดียวกันมีความผูกพันทางวัฒนธรรม ฉะนั้นผมคิดว่าแนวทางที่รัฐบาลจะเดินหน้าเรื่องนี้เป็นไปได้ยาก” หาญณรงค์ ตั้งข้อสังเกต

 

 

“ถ้าบอกว่าอันนี้คือความจำเป็น ต้องอยู่บนพื้นฐานทุกข์สุขของประชาชนด้วยนะ และต้องมองภาพรวมในระยะยาวด้วย ณ วันนี้ ผมคิดว่าการที่จะวางแผนทำอะไรสักอย่างโดยที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม มันจะทำให้ประสบความสำเร็จลำบากมากยิ่งขึ้น แล้วอย่าไปมองว่าประชาชนขัดขวาง วันนี้สายตาที่รัฐบาลหรือหน่วยงานมองประชาชน มองไม่เห็นหัวเขา ทำให้เขารู้สึกเป็นทุกข์เป็นร้อน การคิดโครงการที่จะต้องย้ายคน ทำลายวิถีชีวิตชุมชน ทำลายทรัพยากร มันเป็นวิธีคิดที่โหดร้าย มันไม่ใช่วิธีคิดที่เป็นการพัฒนาอีกต่อไป”

 

 

เช่นเดียวกับโครงการอื่นๆ ที่รัฐบาลพยายามดึงดันจะทำ สว.ประสาร ฟันธงว่า “น้ำจะลุกเป็นไฟ”

 

 

“ชาวบ้านที่ไม่ยอมเขาจะลุกขึ้นสู้ คนสะเอียบเขาก็สู้ ที่เขื่อนแม่แจ่มเขาก็สู้ ที่ท่าม่วงเขาก็จะสู้ ก็เท่ากับว่ากบอ.ต้องสู้กับประชาชนหลายยุทธภูมิ แล้วจะสู้ไหวไหม ในการที่จะรวบหัวรวบหาง”

 

 

“ถึงที่สุดถ้าบอกว่าน้ำท่วมเพราะไม่มีเขื่อน ไม่เป็นความจริง มันเป็นน้ำส่วนน้อยเท่านั้นที่จะเก็บกักได้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมที่พยายามทำให้น้ำไม่ท่วมกรุงเทพแต่มาท่วมชาวบ้านที่นี่…

 

 

ดังนั้นประชาชนต้องมองเห็นจุดนี้และเป็นหนึ่งเดียวกัน ในการพิทักษ์รักษาดินน้ำป่าและวิถีชีวิตของตนเองให้คงอยู่ต่อไป”

 

———

โดย ชุติมา ซุ้นเจริญ

กรุงเทพธุรกิจ 29 สิงหาคม 2556

 

 

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.