เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2564 ซึ่งเป็นวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมที่สหประชาชาติกำหนดให้เป็นวันที่อยู่อาศัยสากล ชาวบ้านในนามเครือข่ายสลัม 4 ภาค จำนวน 1,500 คน ได้เดินขบวนรณรงค์และได้เดินทางไปยังกระทรวงคมนาคมเพื่อเจรจากรณีที่มีชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากโครงการขนาดใหญ่ เช่นโครงการก่อสร้างทางรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน ทั้งนี้เครือข่ายสลัม ๔ ภาคและเครือข่ายชุมชนคนเมืองที่ได้รับผลกระทบรถไฟ ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์โดยมีเนื้อหาว่าสถานการณ์ความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย  หรือการไร้ที่อยู่อาศัย เป็นปัญหาที่มีมาอย่างยาวนาน  และยังเป็นปัญหาใหญ่ของคนจนเมือง ที่ส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพชีวิต  ปัญหาการไล่รื้อ และการดำเนินคดีกับคนจน เพื่อบีบบังคับให้ออกจากที่ดินที่เป็นที่อยู่อาศัย เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง  และยังจะเกิดขึ้นต่อไป  เนื่องจากรัฐบาลไม่ตระหนัก และไม่ให้ความสำคัญ 

ในขณะที่สถานการณ์ความรุนแรงของการไล่รื้อจากโครงการพัฒนาของรัฐเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วทุกภูมิภาค โดยเฉพาะโครงการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งในระบบราง และการพัฒนาเศรษฐกิจบนที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ส่งผลกระทบกับชุมชนที่ตั้งบ้านเรือนบนที่ดินการรถไฟ ต้องถูกรื้อย้ายออกเป็นจำนวนมากถึง  397 ชุมชน  39,848 หลังคาเรือน ครอบคลุม 36 จังหวัด 

“ในสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 ที่ส่งผลให้เกิดการชะลอตัวในทางเศรษฐกิจ คนจนเมืองหลายกลุ่มต้องประสบปัญหาในการประกอบอาชีพ คนจำนวนมากรายได้ลดลง บางส่วนต้องตกงาน เป็นปัญหาที่ซ้ำเติมให้การดำเนินชีวิตมีความยากลำบากมากขึ้น  โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานผู้เช่าบ้านราคาถูกในเมือง ต้องออกจากห้องเช่ามาใช้ชีวิตในที่สาธารณะ เป็นคนไร้บ้านหน้าใหม่ ซึ่งถ้าไม่มีนโยบาย หรือมาตรการในการช่วยเหลือสนับสนุน คนกลุ่มนี้อาจต้องกลายเป็นคนไร้บ้านถาวร หรือแม้แต่ผู้ที่ยังสามารถอยู่ในห้องเช่า พวกเขาอยู่ในสภาวะที่เสี่ยงต่อการหลุดออกมาจากห้องเช่าได้ตลอดเวลา” ในแถลงการณ์ระบุ

แถลงการณ์ระบุว่า เครือข่ายสลัม 4 ภาค พบว่ากลุ่มคนจนเมืองที่ประสบปัญหาในด้านที่อยู่อาศัย มี 3 กลุ่มหลัก ๆ คือ กลุ่มคนในชุมชนแออัด,  กลุ่มแรงงานผู้เช่าบ้านราคาถูกในเมือง และกลุ่มคนเร่ร่อนไร้บ้าน  ที่รัฐบาลยังไม่มีนโยบายการจัดการทรัพยากรที่ดินที่มีประสิทธิภาพ เพื่อจะให้ชุมชนได้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง และสอดคล้องกับสภาพปัญหาของคนแต่ละกลุ่ม  เครือข่ายสลัม 4 ภาค จึงมีข้อเสนอเพื่อให้รัฐบาลดำเนินการเนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลก บนหลักการของการแบ่งปันที่ดินรัฐในเมือง รองรับการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยให้กับคนจน  ดังนี้

1.ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการโครงการก่อสร้างทางรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน , โครงการพัฒนาที่ดินย่านมักกะสัน , กม.11 และย่านบางซื่อ และโครงการก่อสร้างแก้มลิงบึงมักกะสัน ที่เครือข่ายสลัม 4 ภาค ได้มีกระบวนการในการทำงานแก้ปัญหาร่วมกับกระทรวงคมนาคม จนได้แนวนโยบายที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมอบหมายไว้ในการประชุมอนุกรรมการแก้ไขปัญหาด้านที่ดินที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม โดยให้ รฟท. จัดหาที่ดินรองรับชุมชนในย่านมักกะสัน กม. 11  และย่านบางซื่อนั้น นายกรัฐมนตรีต้องประสานงานไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้เร่งรัดดำเนินการตามมติคณะอนุกรรมการฯกระทรวงคมนาคมโดยเร็ว

2.รัฐบาลต้องมีนโยบายให้หน่วยงานที่ดูแลที่ดินของรัฐประเภทต่าง ๆ   แบ่งปันที่ดิน เพื่อจัดเป็นที่อยู่อาศัยให้กับคนจนที่ไร้ที่อยู่อาศัย 3.กรณีผู้ที่ต้องออกจากห้องเช่า จากผลกระทบของภาวะวิกฤตโควิด ต้องจัดหาที่อยู่อาศัยรองรับชั่วคราวระยะสั้น 3-6 เดือน ในเมือง ใกล้แหล่งประกอบอาชีพ โดยลดเงื่อนไขข้อจำกัดในการเข้าพัก เพื่อให้สอดคล้องกับความเดือดร้อน และวิถีชีวิตในการประกอบอาชีพ 4.หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับชาติ และระดับท้องถิ่น ต้องพัฒนานโยบายการจัดที่พักอาศัยสำหรับเช่าราคาถูกในเมือง ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของกลุ่มคนจนเมือง ที่เป็นแรงงานผู้เกื้อหนุนหล่อเลี้ยงคนเมือง ให้มีโอกาสเข้าถึงสวัสดิการด้านที่อยู่อาศัยราคาถูกจากรัฐ

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.