การละเมิดสิทธิในไทยยังรุนแรง เผยแรงงานข้ามชาติยังถูกเรียกเก็บเงินแลกกับการปล่อยตัว-EIAโครงการใหญ่ไร้มาตรฐาน หลายฝ่ายเน้นย้ำแผนรัฐทำตามแผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2564 ได้มีการจัดเวทีเสวนาออนไลน์เรื่องการติดตามสถานการณ์ธุรกิจและสิทธิมนุษยชน 2 ปี โดยมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 65 คน ซึ่งเป็นตัวแทนชุมชน องค์กรพัฒนาเอกชน หน่วยงานภาครัฐ เช่น สำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานแรงงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายหลังจากที่ประเทศไทยประกาศรับหลักการการชี้แนะด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติและได้ประกาศแผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน หรือ NAP ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา

ศ.สุรยา เดวา ประธานคณะทำงานว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Working Group on Business and Human Rights) กล่าวว่า แผนปฏิบัติการว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนหรือ National Action Plan หรือ NAP นั้นเป็นการทำงานร่วมของคณะ Working Group ของสหประชาชาติ โดยรัฐบาลจำเป็นต้องมีความกระตือรือร้นการเตรียมความพร้อมของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อยากได้ยินว่าสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทยและการผลักดันแผนNAP เป็นไปอย่างไรบ้าง กระบวนการเตรียมความพร้อมของ NAP จำเป็นต้องมีการปรึกษาหารือและมีส่วนร่วมของหลายภาคส่วนเน้นกระบวนมากกว่าผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น อะไรคือสิ่งที่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ทั้งด้านสิทธิแรงงาน สิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ศ.สุรยากล่าวว่า ส่วนผลลัพธ์นั้นต้องมีข้อมูลทั้งในประเทศและนอกประเทศ ด้านบทบาทของภาคประชาสังคมและนักปกป้องสิทธิ์ ก็มีความสำคัญในการติดตามกระบวนการเตรียมการและต้องมีผู้มีส่วนได้เสียที่มาจากหลายภาคส่วนร่วมกัน เราได้มีการแต่งตั้งคณะติดตามที่มีความอิสระ ทั้งนี้คณะทำงานฯ เชื่อว่าแผน NAP ไม่สมบูรณ์แบบแน่ ๆ หลังจาก 2 ปี แต่รัฐบาลควรจะทบทวนแผนและเป็นโอกาสที่ดีในอนาคตว่าจะต้องทำอย่างไร และต้องใช้เวลาและมีขั้นตอนสำคัญโดยจะต้องมีการปรึกษาหารือและมีส่วนร่วมจากทั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ชุมชน และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อเปลี่ยนจากนโยบายบนกระดาษไปเป็นการปฏิบัติ

หลังจากนั้นมีตัวแทนจากชุมชนต่าง ๆ ได้แลกเปลี่ยนสถานการณ์  “สถานการณ์ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนในรอบ 2 ปีที่ผ่านมาเพื่อสะท้อนสถานการณ์ธุรกิจและสิทธิมนุษยชนในรอบปี 2564และเสนอแนะต่อทิศทางในอนาคต” 

นายภาคภูมิ แสวงคำ นายกสมาคมพราว (Proud Association) กล่าวว่าความท้าทายด้านแรงงานข้ามชาติและการเคลื่อนย้าย ช่วงการระบาดของโควิด ทำให้แรงงานข้ามชาติถูกจำกัดสิทธิ์มากกว่าปกติ ห้ามเดินทางและต้องมีชั่วโมงการทำงานทดแทนแรงงานที่ติดโควิดมากขึ้น การเข้าไม่ถึงสวัสดิการของรัฐต่าง ๆ ทั้งการรักษา และการเข้าถึงการฉีดวัคซีน การคัดกรอง ซึ่งเป็นภาษาไทย แม้ตอนนี้รัฐบาลผ่อนคลายให้กับแรงงานที่อยู่นอกระบบมากขึ้นแล้ว แต่ประเด็นปัญหาบางอย่างก็เป็นเรื่องความซับซ้อนมาก แม้รัฐบาลไทยจะผ่อนผันกฎหมายควบคุมการเข้าเมือง แต่ในความเป็นจริงคือยังมีการจับกุมและเรียกเก็บเงินเพื่อแลกกับการปล่อยตัว 

นางอินทา มะนุการ  เลขาสมาพันธ์คนจันท์ต้านเหมืองทอง  ตัวแทนจากประเด็นที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  กล่าวว่า  สถานการณ์โควิดส่งผลสะเทือนทั้งเรื่องเศรษฐกิจและสุขภาพมาก แต่กรณีที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็กลายเป็นข้ออ้างในการควบคุมการเคลื่อนไหวของชุมชนในการคัดค้านโครงการพัฒนาต่าง ๆ ทั้งโครงการของเอกชนและรัฐ  ซึ่งมีการใช้กระบวนการรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบออนไลน์ ทำให้ชาวบ้านบางพื้นที่ถือเป็นอุปสรรคสูงมาก การลุกขึ้นใช้สิทธิของบุคคลก็ยังถูกคุกคามและดำเนินคดี ปัญหาการเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารที่ครบถ้วน การคัดลอกสำเนาเอกสารต้องมีค่าใช้จ่ายสูงหลักหมื่นเช่น กรณีผันน้ำยวม-น้ำโขง กลายเป็นภาระของผู้ได้รับผลกระทบต้องเสียค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด กระบวนการทำอีไอเอหรือเอสไอเอยังไม่เป็นอิสระ  การพยายามแยกโครงการใหญ่ให้เป็นโครงการย่อย เจ้าหน้าที่รัฐและบริษัท ยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของภาคส่วนประชาชน

นายมุหัมหมัด ล่าเมาะ เลขากลุ่มรักษ์ถิ่นเกิด ตำบลคู อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา  กล่าวว่าแม้จะมีการประกาศแผน NAP มา 2 ปีแล้ว แต่นักปกป้องสิทธิ์ก็ยังได้รับผลกระทบมากทั้งการข่มขู่ รวมถึงการฟ้องปิดปากและฟ้องร้องดำเนินคดี การพยายามใช้กลไกไกล่เกลี่ย แต่ก็พยายามจะให้นักสิทธิมนุษยชนยอมรับในสิ่งที่ผิดหลักการการปกป้อง ปัจจุบันสื่อมวลชนถูกดำเนินคดีฟ้องปิดปากเพิ่มขึ้น  จุดเริ่มปัญหาทั้งหมดคือกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ไม่จริงจัง มาตรฐานการทำอีไอเอไม่เหมือนกัน จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่ถูกต้อง และเมื่อกระบวนการยุติธรรมเข้าสู่ชั้นศาลแล้ว ต้องมีการตรวจสอบและลงพื้นที่ให้เห็นปัญหารอบด้านจริง ไม่ควรดูดเอกสารอย่างเดียว

นางสาวกรกนก วัฒนภูมิ สมาชิกเครือข่ายติดตามการลงทุนและความรับผิดชอบข้ามพรมแดน (ETO-Watchs Coalition) กล่าวว่า พบปัญหาการเข้าถึงข้อมูลโครงการผู้พัฒนาโครงการต่าง ๆ ทั้งบริษัทและธนาคาร และกลไกการเยียวยาหากการลงทุนนั้นสร้างผลกระทบต่อชุมชนจะเป็นอย่างไร ยกตัวอย่าง กรณีการชาวบ้านที่พม่าฟ้องร้องบริษัทไทยที่ลงทุนในเหมืองของพม่า และชาวบ้านชนะคดีความ แต่ตามหาตัวบริษัทที่จะรับผิดชอบเยียวยาไม่ได้ แต่บริษัทนั้นกลับมาฟ้องปิดปากคดีนักข่าวในประเทศไทย และความรับผิดชอบของบริษัทไทย กรณีอีไอเอข้ามพรมแดน ยังเป็นข้อกังวลต่อมาตรฐานการตรวจสอบ

On Key

Related Posts

ชาวบ้านพุระกำประกาศพร้อมกลับใจแผ่นดิน หากรัฐอนุมัติสร้างเขื่อนทับชุมชน ด้านหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์ฯ หวั่นความขัดแย้งซ้ำกรณีบางกลอย

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วาRead More →