จี้ตลาดหลักทรัพย์ตรวจสอบคุณธรรม บริษัทที่ลงทุน แฉโดนตำรวจสบประมาท เป็นม๊อบดาวกระจายจาก กลุ่มค้าน พ.ร.บ.นิรโทษ

mine2

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2556 ที่อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร เครือข่ายคนรุ่นใหม่ติดตามและเฝ้าระวังผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ประเทศไทย อันประกอบไปด้วย กลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด (จ.เลย) กลุ่มเผยแพร่สิทธิมนุษยชนเพื่อนสังคม(ดาวดิน) ชมรมนักศึกษาเพื่อการพัฒนา(ชนพ.) ม.ขอนแก่น กลุ่มนกกุญแจ มหาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด กลุ่มเยาวชนสร้างสันต์สุราษฎร์ธานี อาศรมต้นบาก กลุ่มรักษ์เขาชะเมา คนรุ่นใหม่ตะวันออก กลุ่มเยาวชนอนุรักษ์ลุ่มน้าคลองยัน จ. สุราษฐ์ธานี และตัวแทนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่ ในหมู่บ้านนาหนองบ่ง อ.วังสะพุง จ.เลย ประมาณ 100 คนเดินทางมาจัดกิจกรรมรณรงค์ต่อต้านเหมืองแร่ทองคำ และแสดงกิจกรรมจำลองกรณีที่ผู้ประกอบการเหมืองแร่ทองคำ จ.เลย ที่ดำเนินการโดย บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ในเครือบริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ ได้กระทำการอันขาดจริยธรรมต่อชุมชน จึงเกิดเป็นรวมตัวของกลุ่มคนรุ่นใหม่ฯ กับชาวบ้านเพื่อจะประกาศจุดยืนปกป้องชุมชนและยื่นหนังสือเสนอข้อมูลการประกอบธุรกิจอันไร้จริยธรรมของ บริษัทดังกล่าว ตลอดจนเรียกร้องให้ตลาดหลักทรัพย์ มีการกำกับกรณีการประกอบการที่ไร้จริยธรรมด้วย เพื่อที่หุ้นส่วนของบริษัทจะได้ไม่สนับสนุนกิจการที่ไร้ธรรมาภิบาลอีกต่อไป โดยมีนายบดินทร์ อูนากูล รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และกรรมการสถาบันธุรกิจเพื่อสังคม (CSRI) เป็นตัวแทนรับหนังสือและจะดำเนินการส่งต่อผู้อำนวยการต่อไป

 

ทั้งนี้ในระหว่างกิจกรรมรณรงค์นอกจากการแสดงละคร การแสดงดนตรีและแสดงงานศิลปะอื่นๆ รณรงค์ต่อต้านแล้ว ทางเครือข่ายได้มีการแจกสติกเกอร์ที่ออกแบบโดยเครือข่ายฯ ด้วย โดยมีหลายรูปแบบ อาทิ มีข้อความบนต้นไม้สีเขียวเขียนว่า “No mine” , “ Stop mine Save nature” เป็นต้น พร้อมทั้งมีการโยนแบบจำลองทองคำบริเวณด้านหน้าอาคารตลาดหลักทรัพย์ และตืดกระดาษรูปหัวใจแสดงสัญลักษณ์ รักธรรมชาติให้กลุ่มผู้ลงทุนได้รับทราบ

 

นางสาวขวัญหทัย ปทุมถาวรสกุล นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น และตัวแทนกลุ่มดาวดินกล่าวว่า การดำนินกิจกรรมของคนรุ่นใหม่ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่ทางกลุ่มเยาวชนได้ร่วมติดตามสถานการณ์ของชุมชน มาหลายพื้นที่แล้ว โดยเฉพาะกรณี เหมืองทอง จ.เลย จะพบว่าที่ผ่านมาข้อมูลของ จ.เลย จะเป็นที่รับรู้ต่อสาธารณชนน้อยมาก และเกิดเป็นกระแสในบางช่วง แต่ที่สะเทือนใจคนทั้งประเทศ มากที่สุดคือ เหตุการณ์ตอนเปิดรับฟังความคิดเห็น การขยายพื้นที่ประกอบกิจการ เมื่อช่วงต้นเดือนกันยายน ที่ผ่านมาซึ่งขณะนั้นกลุ่มนักศึกษาได้ร่วมแสดงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ต่อต้าน จนเกิดเป็นกระแสวิพากษ์ วิจารณ์ในโลกออนไลน์ จำนวนมากแต่ในความเป็นจริง คนเมืองเลยเผชิญ กับความทุกข์ยากมานานหลายปีแล้ว แต่ภาครัฐและเอกชนก็ยังละเลย

 

“พวกเราไปเจอชีวิตชาวบ้าน บางคนเจอสารพิษในช่วงตั้งครรภ์ หมอแนะนำให้ทำแท้ง เห็นแล้วสงสารจับใจ บางคนข้าวต้องซื้อ น้ำต้องซื้อ เผชิญปัญหาคุณภาพชีวิตแย่ลงทุกอย่างเอาข้าวไปขายก็ไม่มีใครซื้อ ถึงซื้อราคาก็ต่ำมาก น้ำจะกินจะใช้ต้องซื้อ ขณะที่ครอบครัวหลายคนต้องทนกินข้าวอาบสารพิษ เราสงสัยมาตลอดพวกนายทุนมีทองขาย คนรวยมีทองใส่แล้วธรรมชาติสวยๆ จ.เลย ดิน น้ำ ป่า นาข้าวที่เคยสมบูรณ์หายไปไหน เราลงพื้นที่มาหลายครั้ง เจอชาวบ้านร้องไห้ทุกครั้ง เจอคดีฟ้องร้องเพิ่มเติมเข้าไปอีก็ยิ่งเครียดใหญ่ นอนไม่หลับ กินไม่ได้ ทั้งที่ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใครแต่ต้องมารับกรรม ถูกปล้น ดิน น้ำ ป่า ข้าว ทรัพยากรทุกอย่าง เด็กเจอพิษจากสารอันตรายไม่มีเลยสักคนจะแคร์สิทธิอยู่รอด สิทธิด้านสุขภาพที่ควรได้รับการคุ้มครองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สิ่งเหล่านี้ คนที่อยู่ใกล้เหมืองทองรู้ดีถึงความเจ็บปวด แต่รัฐก็นิ่งเฉย ขณะที่กลุ่มทุนก็เดินหน้าเล่นงานฟ้องชาวบ้านอย่างไม่ปราณี ” นางสาวขวัญหทัย กล่าว

 

ด้านนางระนอง กรองแสง ชาวบ้านวังสะพุง กล่าวว่า ชาวบ้าน ได้ร่ววบริจาคเงินเดินขบวนแบบถอดรองเท้า ร่วมกับกลุ่มนักศึกษา เพราะมั่นใจว่า พวกเขามีน้ำใจช่วยเหลือชาวบ้านด้วยใจจริง กลุ่มนักศึกษาไม่เคยทอดทิ้งและติดตามสถานการณ์มาโดยตลอด ที่ผ่านมาเรียกร้องทั้งกรรมการสิทธิ ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้งอำเภอ และหลายๆ หน่วยงานไม่มีสักครั้งที่สำเร็จ เราต้องผลัดเวรเฝ้าชุมชนเพราะถูกชายชุดดำไม่ทราบกลุ่มเข้ามาคุกคามบ่อยครั้ง

 

“เรามีชีวิตนะ ทองมันมีน้ำหนัก แต่ปากท้องเราเข้าใกล้ความตายทุกที รายได้วันละ 100 -200 บาท จะเอาที่ไหนมาจ่ายเงินค่าฟ้องร้อง จะให้เราหยุดประท้วงเพื่อความปลอดภัยเราก็ทำไม่ได้ บ้านใคร ใครก็รัก จะให้เราเอาอีกชีวิตแลก ถึงจะคุ้มค่ากับราคาทองที่นายทุนต้องการ” นางระนอง กล่าว

 

นายสมพาน เสวันนา กล่าวว่า ตนและชาวบ้านรู้สึกผิดหวังต่อการกระทำของรัฐบาลทีเอื้อทุนขนาดใหญ่ในการประกอบกิจการเหมืองทองอย่างมาก ทั้งๆที่แพทย์ในพื้นที่ตรวจพบชาวบ้านหลายสิบคนที่มีสารไซยาไนด์ แต่รัฐและทุนก็ยังละเลยต่อการกระทำของบริษัทและยังมีแนวโน้มว่าจะขยายพื้นที่ ระเบิดภูเขา ทำกิจการเพิ่มเติมด้วยทั้งที่มีเสียงคัดค้านมากมาย ขณะที่ตนก็ได้ตรวจพบสารไซยาไนด์ตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว นอกจากไม่ได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรมแล้ว ยังต้องมาต่อสู้ปกป้องชุมชน ด้วยความหวังที่จะชนะน้อยมาก จึงอยากให้ผู้ลงทุนทุกท่าน เปิดใจกว้างๆ และรับรู้ว่า บริษัท ทุ่งคำ ไม่มีความน่าเขื่อถือต่อไป

 

“พวกเรา หมดหนทางต่อสู้ คนบ้านเราเติบโตมากับธรรมชาติ วันแรกคุณระเบิดเขาไปหนึ่งลูก วันนี้คุณมีแผนจะขอขยายพื้นที่ ทุนใหญ่ๆ เข้ามาบ้านเราทุกวัน เราไม่มีแม้สิทธิจะยืนบนแผ่นดินเกิด เราเป็นแค่คนตัวเล็ก แน่นอนว่าเราไม่ถูกไล่ที่ แต่การปล่อยขยายเหมืองทองก็เท่ากับว่าฆ่าเราช้า คนเราไม่มีอาหาร ไม่มีน้ำ กินเข้าวเปื้อนสารพิษ หายใจเอาฝุ่นเข้าไป แถมต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่อง อีกทั้งซื้อน้ำ ซื้อข้าวกิน พวกเรายังต้องแลกด้วยอะไรอีก ถึงจะสู้กับทุนใหญ่ได้” นายสมพาน กล่าว

 

ดญ.แพรพลอย ตันแก้ว อายุ 10 ปี กล่าวว่าให้สัมภาษณ์ขณะถือป้ายรณรงค์ว่า แพทย์ตรวจพบสารปรอทในร่างกายประมาณ 600 มิลลิกรัม ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ โดยพ่อและแม่พยายามจะพาไปเรียกร้องความเป็นธรรมหลายครั้งแต่ก็ไม่มีหน่วยงานใดออกมารับผิดชอบ และไม่มีใครกล้ายืนยันว่าสารปรอทมาจากกิจการเหมือง โดยผู้ปกครองและตนยังคงยืนยันจะเนหน้าคัดค้านเหมืองทองทั่วประเทศ เพราะกลัวว่า จะเผชิญปัญหาสุขภาพร่างกายที่แย่ลงเรื่อยๆ

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าทั้งนี้ในกิจกรรมรณรงค์ทางเครือข่ายฯ ได้อ่านแถลงการณ์ต่อหน้าอาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยมีใจความว่า ในวันที่ 8 กันยายน 2556 การจัดเวทีกำหนดขอบเขตศึกษารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือพับลิก สโคปปิง เพื่อประกอบการขอประทาน ของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ที่วัดโพนทอง ต.นาโป่ง อ.เมือง จ. เลย นั้นมีการปิดกั้นไม่ให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจของบริษัทเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น โดยใช้กองกำลังตำรวจมากกว่า 700 นาย การกระทำดังกล่าวได้กระทำราวกับว่าชาวบ้านเป็นอาชญากร ทั้งๆ ที่พวกเขาต้องการเดินทางมาเพื่อแสดงความคิดเห็นเท่านั้น ใครกันแน่ที่เป็นอาชญากร? ใครกันแน่ที่ปล้นชิงทรัพยากรของผู้อื่นราวกับอาชญากร ทั้งนี้ ตลอดการดำเนินการของทุ่งคำในการทำเหมืองแร่ทองคำเกือบสิบปีที่ผ่านมา ในท้องที่ ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย นั้น ได้ก่อเกิดปัญหาและผลกระทบต่างๆ มากมาย พบชาวบ้านหลายร้อยคนมีสารพิษและโลหะหนักปนเปื้อนสะสมอยู่ในร่างกายจนเกินเกณฑ์มาตรฐาน จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

 

จากที่กล่าวมาข้างต้นแสดงให้เห็นถึงการขาดจริยธรรมและธรรมาภิบาลอย่างร้ายแรงในการประกอบกิจการของทุ่งคำ ซึ่งจริยธรรมและธรรมาภิบาลนั้นเป็นข้อกำหนดหนึ่งของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งพวกเรารู้ดีว่าของทุ่งคำเป็นธุรกิจหลักของบริษัทแม่คือบริษัททุ่งคาฮาเบอร์ แต่ทุ่งคำและทุ่งคาฮาเบอร์ไม่เคยเกิดสำนึกรับผิดชอบใดๆ มิหนำซ้ำยังฟ้องคดีชาวบ้านให้สาแก่ใจ ด้วยเหตุที่ชาวบ้านช่วยเหลือตัวเองด้วยการก่อกำแพงขวางถนนเพื่อปิดกั้นรถขนสารเคมีเป็นพิษในกระบวนการทำเหมืองแร่ แต่งแร่และถลุงแร่ แต่ทุ่งคำกลับโกรธแค้นชาวบ้านด้วยการฟ้องคดีทั้งอาญาและแพ่ง

 

ในวันนี้เรากลุ่มเครือข่ายคนรุ่นใหม่ติดตามและเฝ้าระวังผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ประเทศไทย ได้มารวมตัวกันที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อมาบอกกับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ ซึ่งท่านกำลังร่วมเป็นส่วนหนึ่งของอาชญากรรมครั้งนี้ ถ้าหากท่านนิ่งดูดายปล่อยให้อาชญากรเหมืองแร่ฆ่าชาวบ้านอย่างเลือดเย็น เหมือนตายทั้งเป็น-ตายในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เรามาเพื่อให้ท่านตั้งคำถามกับตัวท่านเองว่าท่านเป็นส่วนหนึ่งของอาชญากรรมครั้งนี้หรือไม่ ท่านกำลังส่งเสริมให้มีการซื้อขายหุ้นบนกองเลือดของประชาชนหรือไม่ นั่นเท่ากับว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งนี้กำลังจะเปื้อนไปด้วยเลือดของประชาชน

 

พวกเรามีข้อเรียกร้อง 4 ประการ ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ ดังนี้ ขอให้ยกเลิกผลของการจัดเวทีพับลิก สโคปปิง เพื่อจัดทำรายงาน EHIA เพราะเป็นเวทีที่ขาดความชอบธรรมขัดต่อรัฐธรรมนูญฯ โดยใช้กองกำลังตำรวจปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งสองเวที ขอให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย. แสดงจุดยืนเคียงข้างประชาชนโดยดำเนินการสอบจริยธรรมและธรรมาภิบาลในการดำเนินธุรกิจของทุ่งคาฮาเบอร์ ที่เป็นบริษัทแม่ของทุ่งคำอย่างเร่งด่วน และต้องเผยแพร่รายงานการตรวจสอบสู่สาธารณะ การไร้จริยธรรมและธรรมาภิบาล การกลั่นแกล้งชาวบ้านด้วยการฟ้องคดี และอื่นๆ ประกอบการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน

 

ขอให้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ.คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ เพิกถอนหลักทรัพย์ของทุ่งคาฮาเบอร์ออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อเป็นการลงโทษขั้นร้ายแรง ต่อการก่ออาชญากรรมขั้นร้ายแรงกับชาวบ้านใน ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย ขอให้กำกับจริยธรรมและธรรมาภิบาลด้วยการสั่งให้บริษัททั้งสองถอนฟ้องคดีชาวบ้านทั้งหมด

 

ทั้งนี้รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า ในระหว่างการทำกิจกรรมของเครือข่ายฯ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในอาคารตลาดหลักทรัพย์ เข้าใจว่า นักศึกษาและชาวบ้านเป็น ม๊อบดาวกระจาย จากต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม สร้างความวุ่นวาย

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.