นักวิชาการแนะตั้ง คกก.หาข้อเท็จจริงเหตุจลาจลค่ายผู้ลี้ภัยแม่หละ ดึงคนเป็นกลางเข้าไปร่วมสอบ-เชื่อมีความกดดันหลายเรื่อง เผยงานวิจัยชำแหละสถานการณ์ในแดนสนธยา แนะรัฐปรับนโยบาย 6 ข้อแก้ปัญหา

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2564 ดร.ชยันต์ วรรธภูติ และดร.มาลี สิทธิเกรียงไกร นักวิชาการ ศูนย์ภูมิภาคเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งทำการวิจัยเรื่อง “ทางเลือกเชิงนโยบายการแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัยในค่ายพักพิงชั่วคราว” ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เกิดเหตุจลาจลในพื้นที่พักพิงชั่วคราวบ้านแม่หละ หรือค่ายผู้ลี้ภัยบ้านแม่หละ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ว่าปัจจุบันค่ายผู้ลี้ภัยอยู่ในความดูแลของกระทรวงมหาดไทยเพียงกระทรวงเดียว แต่ภารกิจงานเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงกลาโหม ดังนั้นควรมีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมจากหน่วยงานเหล่านี้และตัวแทนไตรภาคีในพื้นที่คือตัวแทนผู้ลี้ภัย ตัวแทนภาคประชาสังคม-องค์กรระหว่างประเทศที่ให้ควาช่วยเหลืออยู่ และหน่วยงานราชการท้องถิ่น เพื่อที่จะได้ช่วยกันแก้ปัญหาต่างๆ ที่สะสมมานาน

“ เข้าใจว่าเหตุการณ์จลาจลที่ค่ายแม่หละครั้งนี้ หลายคนเกิดความกดดันมานานในหลายๆเรื่อง ผมว่ารัฐบาลควรหาวิธีแก้ปัญหาเพื่อการลดความคับแค้น โดยต้องเปิดโอกาสให้คนกลางเข้าไปสอบถามผู้ลี้ภัย หากไม่มีคนนอกเข้าไปค้นหาความจริง ความไม่พอใจต่างๆก็ยังถูกกดทับอยู่และสร้างความไม่พอใจต่อไป เรื่องลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเคยเกิดขึ้นในบางค่ายผู้ลี้ภัยมาแล้ว เช่น ที่บ้านใหม่ในสอย จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่างอส.และผู้ลี้ภัย แสดงให้เห็นถึงความความอัดอั้น ดังนั้นจึงต้องมีวิธีการทำให้เกิดความโปร่งใส” ดร.ชยันต์ กล่าว

ดร.ชยันต์กล่าวว่า ผู้ลี้ภัยในค่ายที่มีทั้งหมด 9 แห่ง บางแห่งอยู่กันมานานร่วม 30 ปี ทำให้คนจำนวนไม่น้อยที่เกิดในค่ายไม่มีความผูกพันกับถิ่นฐานดั้งเดิมของพ่อแม่ หลายคนพยายามกลับพม่าแต่มีปัญหาไม่มีที่ดินเพราะถูกยึดไปแล้ว บางกลุ่มที่ดินอยู่ในพื้นที่ความขัดแย้งและมีกับระเบิด ทำให้ไม่สามารถกลับได้ มีผู้ลี้ภัยบางส่วนเคยเดินทางกลับไปสำรวจที่ดินเดิมและต้องกลับเข้ามาอยู่ใหม่ ดังนั้นผู้ลี้ภัยในค่ายจำนวนไม่น้อยจึงอยากอยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับบ้านเดิม แต่มาโตและเรียนในประเทศไทย

“ในงานวิจัยข้อเสนอแนะหนึ่งของเราคือประเทศไทยควรเปิดโอกาสให้คนในค่ายมาเป็นแรงงานในประเทศไทยเพราะเรามีความต้องการแรงงานสูง เช่น ที่ อ.แม่สอด จ.ตาก มีโรงงานจำนวนมาก ทำอย่างไรให้คนในค่ายได้เข้าไปทำงานโดยการระเบียบปฎิบัติของทางการ หรือบางส่วนอาจจะไปเช้า-กลับเย็น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับงานวิจัย “ทางเลือกเชิงนโยบาย การแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัยในค่ายพักพิงชั่วคราว” มีเนื้อหาที่น่าสนใจโดยคณะผู้วิจัยได้คัดเลือกพื้นที่พักพิงชั่วคราว 4 แห่งคือบ้านแม่หละ และบ้านนุโพ จ.ตาก บ้านถ้ำหิน จ.ราชุบรี และบ้านใหม่ในสอย จ.แม่ฮ่องสอน โดยเก็บข้อมูลด้วยวิธีทางมานุษยวิทยา เช่น การสัมภาษณ์ในเชิงลึก การสนทนากลุ่ม ทำให้เห็นข้อเท็จจริงในพื้นที่ แม้ไม่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงมหาดไทยให้เข้าไปจัดเก็บข้อมูลก็ตาม แต่คณะผู้วิจัยมีวิธีการเก็บข้อมูลด้วยวิธีการอื่นๆ

ทั้งนี้งานวิจัยได้มีข้อเสนอแนะทางเลือกดังนี้ 1.ควรมีการทบทวนการนิยามผู้ลี้ภัย เนื่องจากรัฐบาลไทยมิได้เข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ.1951 จึงไม่ยอมรับว่ามีผู้ลี้ภัยและเรียกผู้ที่อาศัยในค่ายซึ่งมี 9 แห่งว่าผู้หนีภัยจากการสู้รบ หากคนเหล่านี้ออกจากค่ายจะกลายเป็นผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย จึงเป็นการกดตรึงและกักขังให้ผู้คนเหล่านี้ต้องอยู่ในค่ายเท่านั้น ควรมีการทบทวนนิยามเพื่อคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เช่น เสรีภาพในการเดินทาง สิทธิด้านการศึกษา

“ผู้ลี้ภัยเหล่านี้จำนวนมากตกอยู่ในสภาพจำเจ รอคอย และไม่มีความชัดเจนว่าจะได้เดินทางกลับถิ่นฐานเมื่อใด มีชีวิตอยู่ในที่พักพิงคับแคบ แออัด บางคนต้องเผชิญกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัว เด็กวัยรุ่นมีปัญหายาเสพติด มีกรณีการละเมิดทางเพศ สภาพค่ายผู้ลี้ภัยถึงไม่ใช่ค่ายกักกัน แต่เป็นสิ่งแวดล้อมที่ไม่ปกติ ทำให้เกิดควาหดหู่ รอคอยการให้ความช่วยเหลือจากองค์กรเอกชนระหว่างประเทศ” ในงานวิจัยระบุ

งานวิจัยระบุถึงข้อเสนอแนะด้วยว่า 2.ควรมีการทบทวนแนวคิดการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เนื่องจากกความช่วยเหลือนี้อาจเหมาะสมกับผู้ที่หนีภัยจากการสู้รบหรือภัยธรรมชาติซึ่งพวกเขาไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในระยะแรก แต่ผู้ลี้ภัยตามชยแดนไทย-พม่าเหล่านี้อยู่ในค่ายมานานนับสิบปี จึงควรเปลี่ยนวิธีคิดจาก “เหยื่อของความรุนแรง” เป็น “ผู้ที่รอคอยความช่วยเหลือ” 3.ผู้ลี้ภัยมีความหลากหลายในด้านต่างๆ ทั้งผู้อยู่ในวัยกลางคน วัยสูงอายุและวัยหนุ่มสาว โดยผู้สูงอายุมีแนวโน้มจะกลับคืนสู่ถิ่นฐานเดิม แต่คนหนุ่มสาวมักไม่มีความผูกพันกับประเทศพม่า รัฐบาลไทยจึงน่าจะพิจารณาคัดเลือกและพัฒนาหนุ่มสาวเหล่านี้ให้มีโอกาสในการทำงานการพัฒนาพื้นที่ชายแดน 4.สร้างชุมชนจินตนาการหรือสำนึกร่วมในการกลับคืนมาตุภูมิที่จะเป็นพื้นฐานในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

5.ควรให้โอกาสแก้ผู้ลี้ภัยมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเลือกที่จะอาศัยอยู่ในประเทศไทย 6.ทบทวนแนวคติดเกี่ยวกับพื้นที่ชายแดนและชุมชนชายแดน เนื่องจากปัจจุบันพื้นที่ชายแดนมีความสำคัญด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม มีแนวโน้มพัฒนาพื้นที่ชายแดนให้เป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยไม่คำนึกถึงความยั่งยืน ดังนั้นควรเปลี่ยนให้เป็นชุมชนในจินตนาการของพลเมืองทั้งสองประเทศ

(อ่านรายละเอียดงานวิจัย https://transbordernews.in.th/home/?p=29582 )

On Key

Related Posts

“คะเรนนี”วิกฤตหนักประชาชนกลายเป็นผู้ลี้ภัยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 1.7 แสนคน สถานการณ์ยังคงเลวร้าย 3 กองกำลังชาติพันธุ์วอนนานาชาติกดดันทหารพม่าหยุดทำร้ายพลเรือน-แนะประกาศเขตห้ามบินทางทหารทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2565 นายคูโกเหร่ ผู้ประสานงาRead More →

ชาวบ้านพุระกำประกาศพร้อมกลับใจแผ่นดิน หากรัฐอนุมัติสร้างเขื่อนทับชุมชน ด้านหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์ฯ หวั่นความขัดแย้งซ้ำกรณีบางกลอย

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วาRead More →