ล่า 1 แสนชื่อขอไม้ตะเคียนทองอุทยานฯสร้างเก็บไว้เป็นอนุสรณ์
ผช.รมต.ทส.แนะช่อง-ขอไม้ของกลาง

วันชาวเล

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2556 ที่ชุมชนทุ่งหว้า ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ได้มีการจัดงานวันรวมญาติชาติพันธุ์ชาวเล ครั้งที่ 4 โดยมีชาวเล ทั้ง มอแกน มอแกลน และ อูรักลาโว้ย จาก จังหวัดภูเก็ต พังงา สตูล ระนอง กระบี่ มาร่วมกันอย่างคึกคักกว่า 500 คน

 

ทั้งนี้ภายในงานได้มีการจัดนิทรรศการ ของชาวบ้านจากชุมชนต่าง ๆ เกี่ยวกับวิถีชีวิตชาวเล อาทิ การทำประมง การวิดแร่ การทำขนมพื้นบ้าน เช่น ขนมจาก การแสดงร็องแงง การทำเรือก่าบาง ซึ่งเป็นเรือโบราณ ที่กำลังจะสูญหาย ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีชาวกะเหรี่ยง จ.เพชรบุรี และ ชาวอาข่า จากภาคเหนือ เดินทางมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้วย

 

นายพัน หาญทะเล ชาวมาแกลนบ้านทับตะวัน กล่าวว่า ชาวเล จำนวนมากได้เดินทางมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนประสบการณ์ปัญหาในพื้นที่ต่างต้องต่อสู้กับนายทุน และภาครัฐ ซึ่งชาวเลส่วนมากจะไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงจำเป็นที่จะต้องรวมตัวเป็นเครือข่ายร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชนและหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางออกของปัญหา อาทิ ปัญหาการไล่ที่ ทั้งที่อยู่อาศัย และที่ทำกิน ตลอดจน การคุกคามของ โรงแรม รีสอร์ท ที่ก่อสร้างทับสุสานเก่าแก่อายุนับร้อยปี

 

นายศักดา พรรณ์รังษี กรรมการการมีส่วนร่วมการฟื้นฟูวิถีชีวิต วัฒนธรรมชาวเล กล่าวว่า ขณะนี้ชาวมอแกน ซึ่งเป็นชาวเลกลุ่มหนึ่ง กำลังวิตกกังวลว่า เรือก่าบาง ซึ่งในอดีตเป็นเสมือนส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของชาวมอแกน หรือยิปซีทะเลกำลังจะหายไปโดยเฉพาะพวกที่อาศัยอยู่บนเกาะสุรินทร์ และเกาะพยาม ใช้เรือก่าบางเป็นที่อยู่อาศัย และล่องเรือเพื่อหาปลา โดยลอยอยู่ในทะเล ต่อมาเมื่อสภาพสังคมเปลี่ยนไป เรือก่าบางก็เริ่มมีน้อยลง กระทั่งเมื่อเกิดเหตุการณ์สึนามิถล่มภาคใต้เมื่อปี 2547 คลื่นได้ซัดเรือก่าบางของชาวมอแกนหายไปเกือบหมด ปัจจุบันมีเรือก่าบางที่ชาวมอแกนยังใช้อยู่ในชีวิตประจำวันจริงๆแค่ ลำเดียวเท่านั้นอยู่ที่เกาะสุรินทร์

 

“เวลานี้ผู้เฒ่า ผู้แก่ ชาวมอแกนรู้สึกเป็นกังวลกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาก แม้พวกเขาจะเป็นคนไทยกลุ่มเล็กๆที่แทบจะไม่มีความหมายใดๆในสังคมนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขามีคือประเพณีและวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมานับร้อยปี และหลายอย่างกำลังจะหายไป โดยเฉพาะเรือก่าบาง ผู้เฒ่าคนหนึ่งซึ่งเวลานี้แก่มากแล้ว ยังแข็งแรงทำงานได้ บอกว่า ก่อนตายอยากทำเรือก่าบางเอาไว้ให้ลูกหลานดู เพื่อเป็นอนุสรณ์ว่าชาวมอแกนมีสิ่งนี้ บรรพบุรุษมีสิ่งนี้ควบคู่กับการดำรงชีวิต จึงมีชีวิตรอดมาได้จนถึงวันนี้”นายศักดา กล่าว

 

นายศักดา กล่าวว่า แต่การทำเรือก่าบางในปัจจุบันทำยากมาก ชาวมอแกนคิดว่า เวลานี้คงไม่มีใครสามารถทำได้อีกแล้ว เพราะต้องใช้ไม้ขนาดใหญ่ขุดทำเป็นเรือ โดยใช้ไม้ระกำแปะข้างลำเรือเพื่อให้ลอยน้ำได้ดี รวมทั้งกันคลื่นและลมระหว่างลอยอยู่กลางทะเล โดยไม้ที่นำมาทำเรือก่าบางนั้นจะต้องเป็นไม้ตะเคียนทองเท่านั้น และก่อนที่ชาวมอแกนจะเข้าป่าเพื่อหาและตัดไม้ตะเคียนทองนั้น มีขั้นตอนและพิธีการตามประเพณีหลายขั้นตอนมาก ไม่ใช่นึกจะเข้าไปตัดก็ตัดได้เลย เพราะการสร้างเรือก่าบางก็เหมือนกับการสร้างบ้านนั่นเอง

 

“ประเด็นสำคัญที่สุดเวลานี้ คือไม้ตะเคียนทองหาไม่ได้อีกแล้ว จะมีก็เฉพาะในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเท่านั้น ไม่มีใครสามารถเข้าไปตัดไม้ตะเคียนทองในป่าได้ เพราะผิดกฏหมาย พวกเขาจึงมีแต่ความสิ้นหวังที่จะสืบสานประเพณีตรงนี้ แต่ก็มีแนวคิดกันว่า ชาวมอแกนจะร่วมกันลงชื่อให้ได้ 1 แสนรายชื่อร่วมกับชาวบ้านที่เข้าอกเข้าใน เพื่อขออนุญาตกรมอุทยานแห่งชาติ ตัดไม้ตะเคียนทอง 1 ต้นเท่านั้น นำมาทำเรือก่าบางเอาไว้เป็นอนุสรณ์ เก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ หรือนำไปลอยลำเอาไว้ในทะเลจริงๆสำหรับการท่องเที่ยว เพื่อบอกให้สังคมรู้ว่า ชาวมอแกนมีสิ่งนี้เป็นวัฒนธรรมการอยู่อาศัย ผู้เฒ่าชาวมอแกนที่มาปรึกษาเรื่องนี้กับเราบอกว่า ตอนนี้ยังพอมีเรี่ยวแรงที่จะทำอยากจะทำ อยากจะถ่ายทอดวิธีการทำเรือก่าบางให้ลูกหลานดูไว้ก่อนที่ตัวเองจะตาย เพราะหมดจากรุ่นผู้เฒ่ากลุ่มนี้ไปแล้ว เรือก่าบางก็คงจะหายไปกับความตายของคนกลุ่มนี้ด้วย”นายศักดา กล่าว

 

นายศักดา กล่าวว่า เมื่อประมาณ 4-5 ปี ก่อน ทางพิพิธภัณฑ์ คอนติกิ ประเทศนอร์เวย์ ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ด้านประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดได้เชิญ ชาวมอแกน สองพี่น้องคือ นายตะวัน และนายสุริยัน กล้าทะเล ชาวมอแกน เกาะสุรินทร์ จ.พังงา ไปร่วมงานประชุมทางวิชาการเรื่อง The man in the ocean และสองพี่น้องได้นำเรือก่าบางจำลอง ไปแสดง รวมทั้งแล่นโชว์คู่กับเรือไวกิ้ง ที่เป็นเรือประจำชาติของชาวนอร์เวย์ สร้างความประทับใจให้ทุกคนมาก

 

นายดำรงค์ พิเดช ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.)กล่าวว่า กรณีที่จะเอาไม้หวงห้ามในป่าอุทยานแห่งชาติ หากเป็นการนำไปทำวิจัย หรือการสืบสานประเพณีวัฒนธรรมนั้น องค์กร หรือตัวแทนองค์กรน่าจะสามารถทำหนังสือถึงกรมอุทยานฯชี้แจงเหตุผล หลักการ และให้คณะกรรมการอุทยานแห่งชาตินำเข้าที่ประชุมเพื่ออนุมัติเป็นกรณีๆไปได้ ไม่น่าจะต้องถึงขนาดล่ารายชื่อเป็นแสนคน หรือไม่เวลานี้ กรมอุทยานฯจับไม้ตะเคียนทองและยึดเป็นของกลางเอาไว้จำนวนมาก น่าจะทำเรื่องขอจากตรงนั้นได้

 

นาง ปรีดา คงแป้น ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท กล่าวว่า เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการอำนวยการบูรณาการแก้ปัญหาและฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2553 ได้เรียกประชุมคณะกรรมการ และคณะทำงานที่ทำเรื่องนี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยที่ประชุม ได้พูดกันถึงสถานการณ์ ปัญหา ความเป็นอยู่ของกลุ่มชาวเลในพื้นที่ ภาคใต้ โดยมีความเห็นร่วมกันว่า ตลอดระยะเวลา 3 ปี ที่ผ่านมา ไม่มีความคืบหน้าใดๆในการเข้าไปแก้ปัญหาให้ชาวเลในพื้นที่ภาคใต้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่ครม.มีมติว่า ให้มีการตั้งพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษชาวเลในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ ในชายฝั่ง จ.ภูเก็ต ระนอง กระบี่ พังงา และสตูล

 

“เวลา นี้มีชนพื้นเมือง ที่เราเรียกว่าชาวเล อาศัยอยู่ใน 5 จังหวัดดังกล่าว ใน 41 ชุมชน จำนวน 17,485 คน โดยคนเหล่านี้ต้องเผชิญปัญหาวิกฤตอันเป็นผลพวงจากการพัฒนา ทั้งนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว และการประกาศเขตอนุรักษ์ทางทะเล ซึ่งปัจจุบันมีชาวเลถึง 25ชุมชนที่ไม่มีเอกสารสิทธิที่ดินและบางแห่งถูกฟ้องขับไล่ทั้งๆที่พวกเขาอยู่ กันมาก่อน โดยในจำนวนนี้มี 15 แห่งที่มีสุสานและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ถูกบุกรุกโดยที่ชาวเลไม่มีหนทางปกป้อง ก่อนหน้านี้ มีความพยายามที่จะเข้าไปแก้ปัญหา ช่วงเวลา 3 ปี มีรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ ถึง 4 คน แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย โดยเฉพาะเรื่อง การตั้งพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษชาวเล”นางปรีดา กล่าว

 

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.