“ล้านเหตุผลของร้อยคนต้านเขื่อน” กับอีกเวทีรับฟังความเห็นเมืองสองแควที่ไม่เป็นธรรม

pisanulok

จากคำบอกเล่าของคนบ้านชมภู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก หลายเสียงสะท้อนว่า การต่อสู้ของชาวบ้านเพื่อคัดค้านเขื่อนมีมานานตั้งแต่ปี 2522 นับแต่มีแผนสร้างครั้งแรก การต่อต้านอย่างไม่ยอมหยุดยั้ง ส่งผลให้แผนสร้างยุติไป ด้วยนานาเหตุผลที่ชาวบ้านและนักวิชาการพยายามนำเสนอเชิงผลกระทบและความไม่เหมาะสมทางพื้นที่ในการสร้าง เช่น กรณีค้นพบบ่อเกลือ การค้นพบเนินกระเบื้องโบราณ และการค้นพบจระเข้น้ำจืด แต่หลังจากโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 3.5 แสนล้าน ผุดขึ้นพบว่าเขื่อนคลองชมพู ถูกบรรจุลงในแผนด้วย ครั้งนี้จึงเหมือนการจุดไฟต่อสู้ให้คนลุ่มน้ำชมภู ได้แสดงพลังต่อต้านอย่างสุดใจ ยิ่งประกอบกับข่าวคราวความไม่จริงใจของรัฐบาลในการเปิดรับฟังความคิดเห็นผู้ที่ได้รับผลกระทบด้วยแล้ว ยิ่งกลายเป็นเชื้อไฟให้ชาวบ้านจ้องจับตามองสถานการณ์โครงการ 3.5 แสนล้านมากขึ้น สะท้อนว่าความร่วมมือของคนบ้านชมภูกับเครือข่ายภาคียังคงเหนียวแน่น น่าศรัทธาในฐานะหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง

 

สมหมาย กิมอิ่ม แสดงจุดยืนในการคัดค้านเขื่อนว่า ทุกเขื่อนในประเทศไทยที่ผ่านมา มีการสะท้อนบทเรียนหลายอย่างถึงความล้มเหลวการก่อสร้างทั้งไม่ป้องกันน้ำท่วม ไม่ช่วยภัยแล้ง ไม่บรรเทาทุกข์ใดใด แก่ชาวบ้าน ฯลฯ เชื่อว่าการเดินหน้าสร้างเขื่อนแห่งอื่นต่อจากวันนี้เป็นแค่ความโลภเท่านั้น รัฐบาลชุดนี้มีความพยายามจะเดินหน้าโครงการเงินกู้ มาโดยตลอด โดยเฉพาะนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ไม่เคยแม้จะลงพื้นที่มาดูความอุดมสมบูรณ์ก็สร้างข้อมูลหลอกว่าเป็นป่าเสื่อมโทรม ซึ่งเป็นเรื่องไม่จริง

 

“หากจะอ้างว่าให้เราเอาเงินค่าเวรคืน ขอบอกเลยว่า คนลุ่มน้ำชมภูไม่ต้องการ เรามีบ้านที่นี่ มีแหล่งทำมาหากินที่นี่ เราจะเอาผัก ผลไม้ ของป่า ที่มีอยู่มีใช้ไม่รวยแต่คุณภาพชีววิตดี ผมหาเห็ดไปกิน ไปขายเงิน 500 บาทผมใช้ได้เป็นอาทิตย์ บ้านผมมีพอแล้ว คุณอย่ามาอ้างว่าพัฒนาแหล่งน้ำ สร้างเขื่อน สร้างเศรษฐกิจ ผมจำได้แม่นเงินค่าจำนำข้าวยังไม่มีจะจ่าย ยังไม่รู้เงินไปไหน จะให้ผมและชาวบ้านไว้ใจอะไรได้อีก ผมกล้าพูดเลยว่า ผมไม่เคยไว้ใจ คุณเอาเปรียบชาวบ้านมาเยอะแล้ว วันนี้ก็จะมาสร้างเขื่อนไล่เราอีก จะปล้นป่า จะขายดิน ขายหิน หรือขายชีวิตเรากินจึงจะพอ” สมหมาย ระบายความทุกข์

 

นอกจากความไม่เชื่อใจในเจตนาของรัฐบาลแล้ว ชาวบ้านชมภูยังเชื่อด้วยว่า ข้อมูลเชิงวิชาการระบุชัดและเป็นที่กระจ่างแล้วว่า คุณสมบัติของพื้นที่อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง และภูมินิเวศต่างๆ อาทิ น้ำพุขุนตะคานถ้ำน้ำมืด ถ้ำน้ำใส ก้อนหินลาน ดงงู ล้วนเป็นรู เป็นโพรง ทั่วพื้นที่ ไม่เหมาะต่อการสร้างเขื่อนใดๆ เพราะหากจำเป็นต้องสร้างจะต้องอุดรูด้วยซีเมนต์ หลายจุด ซึ่งทำได้ยาก จึงไม่ควรจะก่อสร้าง

 

ขณะที่วิชาญ เศรษฐสูงเนิน ระบุว่า ความเค็มของบ่อเกลือเก่าที่ส่งผลต่อสภาพดิน สภาพน้ำ คนทั่วไปรู้ดีว่า มีการกัดกร่อนง่าย หากสร้างเขื่อนแล้วน้ำท่วม น้ำก็จะกร่อยเพาะปลูกลำบาก ปัจจุบันทุกๆ เดือนเมษายน ปลาที่อยู่บริเวณบ่อเกลือเก่าก็เมาน้ำเค็มมากพอแล้ว อีกประเด็นที่รัฐควรฟัง คือ เกลือก็มีคุณสมบัติกัดกิน กัดผนังกั้นได้เช่นกัน ไม่นานก็พังจะเอาวิศวกรมาอ้างว่าคุณภาพดี หรือเอาบริษัทใดมาสร้างคงยืนยันในคุณภาพไม่ได้ จึงต้องคัดค้านตั้งแต่อดีตกระทั่งปัจจุบัน

 

ในเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในโครงการเพื่อออกแบบและก่อสร้าง ระบบการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศ ไทยตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ณ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม จ.พิษณุโลก เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ความไม่เป็นธรรมก็ปรากฎขึ้นอีกครั้ง ชาวบ้านชมภูรวมพลกว่า 300 คนทั้งนักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชนและข้าราชการบางกลุ่ม รวมตัวกันตั้งแต่เวลา 04.00 แล้วออกเดินทางไปยังเวทีการประชุมฯ ในอ.เมือง ไกลกว่า 80 กม.โดยประกาศจุดยืนชัดเจนว่า หากไม่ได้เข้าร่วมรับฟังทั้งหมดจะไม่ยอมรับข้อสรุปใดๆในเวทีฯ

 

เสียงแกนนำประกาศชัดว่า “ขอให้พี่น้องชมภู” มีความสามัคคีเข้าและออกจากเวทีพร้อมกัน อย่าได้ทิ้งใครคนใดคนหนึ่งเข้าไปสู้ตามลำพัง 5 นาทีที่เขาให้ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบกล่าว ในเวที่ที่ผ่านมา มันหนักหนาแค่ไหน ประเทศนี้รู้ดี ดังนั้นอย่าเข้าไปหากเงื่อนไขไม่เป็นไปตามที่ชาวชมภูหวัง เราเดือดร้อนนับพัน นับบร้อย เสี่ยงเสียป่า เสียภูเขา เสียบ้าน เสียวัฒนธรรม แต่คนชมภูได้รับเชิญเข้าเวทีแค่ 50 คน เรามาวันนี้เพื่อให้รู้ว่า คนที่เดือดร้อนไม่ใช่มีแค่ 50 คน เราเดือดร้อนเหมือนกันนับร้อย ต้องมีสิทธิเข้าร่วมทั้งร้อย ไม่ต้องการข้าวปลา ไม่ต้องการเบี้ยเลี้ยง เราออกเงินมาเองได้”

 

ก่อนหน้าการเคลื่อนพลเข้าสู่เวทีประชุม หลายคนมีการซักซ้อมบทพูดแสดงความเห็นต่อการคัดค้านเขื่อนอย่างชัดเจน และตรงไปตรงมาแต่เวที จ.พิษณุโลก ก็เป็นการสร้างสถานการณ์ไม่ต่างจากเวทีอื่น ชาวบ้านบุกล้อมถูกต้านจากเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจน ในเวทีเป็นไปเพียงแค่ความเห็นของการสนับสนุนการสร้างเขื่อนและขอเงินเวรคืนจำนวนยุติธรรม

 

“จะสร้างเขื่อนก็ได้ เราจะได้มีน้ำใช้ทางการเกษ๖รที่ดี แก้ปัญหาแล้งและแก้ปัญหาน้ำท่วม แต่อยากให้รัฐบาลจ่ายค่าเวรคืนที่ดินให้เหมาะสม เพราะพวกเรายากจน มีรายได้น้อย ไม่อยากให้เวรคืนเงินช้า เพราะเรามีครอบครัวต้องรับผิดชอบ มีการลงทุนทางการเกษตร เราอยากทำรายได้ให้มากกว่านี้ชาวนา ชาวไร่จะได้ไม่จนจะได้ก้าวทันประเทศอื่นๆ ซึ่งหากน้ำมีพอก็มีรายรับที่เป็นธรรม ” ชาวบ้าน จาก อ.เมือง จ.พิษณุโลก กล่าวสนับสนุนเขื่อนและอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ของรัฐบาลในเวที ก่อนจะเดินจากไป ขณะที่เก้าอี้เปล่านับร้อยกลางเวทีประชุม ยังปรากฎให้เห็นชัดตลอดการจัดงานรับฟังความเห็น

 

ส่วนชาวบ้านที่ถือป้ายคัดค้าน ซึ่งไม่ได้เข้าร่วมตั้งแต่ช่วงเช้ายนเสร็จสิ้นเวที ฯ ยังได้รับแค่ความว่างเปล่าสะท้อนว่ากระบวนการรับฟังความคิดเห็นไม่เป็นไปตามคำสั่งของศาลที่ระบุให้รับฟังความเห็นประชาชนอย่างทั่วถึง ก่อนการกู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท

นายประสิทธิพร กาฬอ่อนศรี กรรมการกลุ่มราษฎรรักษ์ป่า จ.แพร่ ถ่ายทอดประสบประสบการณ์เวทีประชุมฯ ที่ จ.แพร่ ว่า กรณีของเขื่อนแก่งเสือเต้นชาวบ้านกว่า 800 คนที่ได้รับความเดือดร้อน ร่วมยกพลไปฟังเวที จ.แพร่ แต่ไม่ได้เข้าร่วมทั้งหมด โดยเงินค่าอาหาร ค่าเดินทางล้วนสมทบเงินกันเองในหมู่บ้านเป็นกองทุนต้านเขื่อนขึ้นมาได้ประมาณ 40,000 บาท แล้วเดินทางไปร่วม แต่ไปเจอกลุ่มใดไม่รู้เข้ามาประชุมจำนวนเกือบ 4,000 คน ลงทะเบียนเสร็จสิ้นเวทีข้างในดำเนินการไปแล้วเกือบบ่าย คนที่เดือดร้อนก็ยืนต่อต้านด้านนอก

 

นายประสิทธิพร กล่าวเสริมด้วยว่า หลายพื้นที่ล้วนมีเหตุผลในการคัดค้านแตกต่างกันไป แต่กรณีสร้างเขื่อนในป่าอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช นั้นสิ่งหนึ่งที่อยากให้คนที่คัดค้านเข้าใจและพึงรับรู้ คือ “ซุเปอร์มาเก็ตชุมชน” เป็นสมบัติที่ล้ำค่า ผัก ผลไม้ เห็ด หน่อไม้ราคา 30-60 บาท กินกันได้ทั้งครอบครัว อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง ที่มีเกาะแก่งสวยงามของคนชมภูก็พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ดีกว่าเขื่อนที่เอื้อประโยชน์นักการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

 

เชาว์ เย็นฉ่ำ เลขาธิการเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมภู บอกว่า เวทีรับฟังความคิดเห็นสองมาตรฐาน เหมือนแรงยั่วให้คนต้านเขื่อนยิ่งโกรธและคับแค้นใจต่อการกระทำของรัฐบาลมากขึ้นทุกที ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายสนับสนุน ฝ่ายคัดค้านบานปลาย การแลกเปลี่ยนบทเรียนจากกลุ่มคัดค้านเขื่อนอื่นๆ มีเหตุผลที่ต่างกันออกไปในแต่ละพื้นที่ แต่ว่า สิ่งเดียวที่เจอเหมือนกัน คือ รัฐบาลเล่นเกมหลอกตาฝ่ายคัดค้านมาโดยตลอด

 

“เราไม่รู้นะว่า ที่สู้นี้สู้เพื่อให้เขาคิดแผนอะไรมาอีก แต่ไม่ได้แพ้ พวกเราไม่มีใครอยากขัดแย้งหรือบุกเข้าไปในเวทีให้คนอื่นมองว่าป่วน เสียงบอกว่าเราดื้อ เราต้านความเจริญ ไม่เคยทำให้เราหวั่นไหว เราไม่ได้ผิดอะไรที่ปกป้องบ้านตัวเอง และจะทำแบบนี้ต่อไป” เชาว์ สะท้อนความคิดเห็น

———
จารยา บุญมาก

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.