หาคำตอบ 2 อภิโครงการกู้เงิน น้ำ3.5 แสนล้าน-เงินกู้ 2 ล้านล้าน จะไปทางใดหลังยุบสภา

01 (3)

น่าสนใจสำหรับ 2 อภิมหาโครงการฉาวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์คือ 1.โครงการกู้เงินเพื่อลงทุนระบบบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท 2.การกู้เงินโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม 2 ล้านล้านบาท ว่าจะมีอันเป็นไปหรือไม่ อย่างไร ภายหลังจากที่รัฐบาลยุบสภา

 

สำหรับโครงการกู้เงินเพื่อลงทุนระบบบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านนั้น ที่ผ่านมาได้รับการต่อต้านอย่างหนักจากภาคประชาชนโดยเฉพาะชุมชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบซึ่งพากันออกมาต่อต้านอย่างหนักในทุกพื้นที่ ขณะที่รัฐบาลโดยคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ใช้เล่ห์กลทุกวิถีทางในการขจัดเสียงชาวบ้านไม่ให้สังคมได้ยินโดยการ “ขนคน” ที่เป็นหัวคะแนนพรรคเพื่อไทยและมวลชนเสื้อแดงมา รวมทั้งข้าราชการท้องถิ่น สร้างบรรยากาศในทุกๆเวทีรับฟังความคิดเห็นเพื่อให้แลดูว่าเสียงส่วนใหญ่ในเวทีต่างๆเอา “เออออ”ด้วยกับโครงการนี้

 

การกู้เงินของโครงการลงทุนระบบน้ำ 3.5 แสนล้านบาทนี้เป็นพระราชกำหนดซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว โดยได้มีการเดินหน้าเซ็นสัญญาลงทุนไปแล้ว 9 โมดูล หากไม่มีการฟ้องร้องต่อศาลปกครอง และศาลมีคำสั่งให้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน โครงการนี้คงเซ็นสัญญาว่างจ้างบริษัทรับเหมากันไปเรียบร้อยโรงเรียนปลอดประสพแล้ว

 

“ยังมีเหตุการณ์ทางการเมืองวุ่นวายอยู่ จึงขอเลื่อนเวลาออกไปก่อน คาดว่าสัปดาห์หน้า หากความวุ่นวายทางการเมืองยุติลง จะเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อทันที หลังจากนั้นจะนำผลมาสรุปเป็นรายงาน ขั้นต่อไปคือการลงนามในสัญญากับบริษัทเอกชนทั้ง 4 แห่งที่ชนะการประกวดราคาใน 9 โมดูล ซึ่งเดิมกำหนดไว้ว่าจะลงนามในเดือนมกราคม 2557 แต่เมื่อนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา คงต้องเลื่อนการลงนามออกไป หลังจากเลือกตั้งใหม่คาดว่าไม่เกินวันที่ 2 กุมภาพันธ์ โดยคาดว่าในเดือนกุมภาพันธ์ จะลงนามในสัญญากับบริษัทเอกชน ซึ่งช้ากว่าแผนที่กำหนดไว้ประมาณ 1 เดือน ตามมารยาทต้องให้รัฐมนตรีในรัฐบาลชุดใหม่เป็นผู้ลงนามในสัญญาที่มีวงเงินเกิน 100 ล้านบาท” นายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เลขาธิการสำนักนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ(สบอช.) กล่าวไว้ในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม (http://bit.ly/18vVdZd)

 

ดูท่าแล้วสบอช.และกบอ.ยังตั้งเป้าเดินหน้ากันแบบสุดซอย เพียงแต่ในช่วงนี้รัฐบาลเพื่อไทยถูกมวลชนลงประชาทัณฑ์ โครงการเลยต้องถูกประวิงไว้ก่อน แน่นอนว่าหากมีการเลือกตั้งใหม่และพรรคเพื่อไทยได้รับเลือกด้วยเสียงท้วมท้น โครงการนี้ย่อมเดินหน้าเต็มสูบโดยไม่ฟังเสียงเล็กเสียงน้อยที่ค้านกันเซ็งแซ่อีกต่อไป

20131127_093303

“ตอนนี้ต้องรอว่าคณะกรรมการจะชี้แจงอย่างไร และต้องรอรัฐบาลใหม่จะดำเนินการอย่างไรต่อ เราไม่รู้ว่าอนาคตรัฐบาลจะดำเนินโครงการอีกหรือไม่ เราเองก็ไม่รู้ว่าจะยังไง ก็อาจต้องส่งเจ้าหน้าที่บางส่วนกลับไปประเทศเกาหลีใต้ก่อน เพราะไม่มีอะไรทำ แต่คงไม่ถอนตัวเพราะเราเป็นผู้ได้สิทธิในการทำสัญญาโครงการ” นายมณฑล ภาณุโภคิน ผู้จัดการบริษัทเควอเตอร์ ประเทศไทย กล่าวไว้ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ (หน้า A11 วันที่ 10 ธันวาคม 2556)

 

สำหรับโครงการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทนั้น ได้ออกเป็นพระราชบัญญัติ และผ่านความเป็นชอบของรัฐสภาเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่รอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งเหลืออีกเพียงขั้นตอนเดียวคือการนำขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อให้มีผลบังคับใช้ แต่เมื่อมีการยุบสภา ในกรณีที่ศาลวินิจฉัยว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ก็ต้องรอรัฐบาลชุดใหม่เป็นผู้ดำเนินการ

 

โครงการเงินกู้ 2 ล้านล้านบาทนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า จะเป็นการสร้างหนี้สินครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ชาติ ขณะที่ชาวบ้านหลายพื้นที่ อาทิ ชาวบ้านปากบารา จังหวัดสตูลและชาวสงขลา ได้คัดค้านอย่างหนัก เนื่องจากรัฐบาลได้ปัดฝุ่นโครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเลอันดามันจากปากบาราถึงอ่าวไทยที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา โดยเฉพาะในฝั่งอันดามันที่จะมีการสร้างท่าเรือขนาดใหญ่โดยเฉือนที่ดินของอุทยานฯตะรุเตา-เภตราให้เอกชนดำเนินโครงการ

 

โครงการนี้ ดูท่าก็เช่นเดียวกับโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน คือหากรัฐบาลเพื่อไทยได้รับเลือกกลับเข้ามาด้วยเสียงท่วมท้น คงเดินหน้ากันเต็มสูบ

 

“หากศาลวินิจฉัยแล้วให้เดินหน้าต่อไปได้ ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะพิจารณาว่าจะนำขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อให้มีผลบังคับใช้หรือไม่ หากไม่นำขึ้นทูลเกล้าฯ ก็ถือว่าร่างกฎหมายตกไปทันที” นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พูดไว้ในโพสต์ทูเดย์ (หน้า A3 วันที่ 10 ธันวาคม 2556)

 

โพสต์ทูเดย์ฉบับเดียวกันในคอลัมน์แบงก์โน้ตส์ยังให้ข้อมูลโครงการนี้ไว้น่าสนใจมาก

“…แต่ที่แน่ๆ งบพีอาร์ลงทุนสร้างอนาคตไทย ที่เน้นโปรโมทรถไฟความเร็วสูงถูกละเลงไปเกือบหมดแล้ว รัฐบาลเดินทางโรดโชว์สร้างอนาคต 2020 แล้ว 9 จังหวัด ได้แก่ หนองคาย นครราชสีมา ชลบุรี อุบลราชธานี ขอนแก่น และสงขลา สนนราคาจังหวัดละ 10 ล้านบาท เป็นค่าจัดงานบนเวทีจังหวัดละ 5 ล้านบาท และค่าจัดนิทรรศการจังหวัดละ 5 ล้านบาท…

 

ก่อนหน้านี้สุรนันทน์ หัวเรือใหญ่เซ็นอนุมัติว่าจ้างผู้จัดงานเวทีและนิทรรศการด้วยวิธีพิเศษเรียบร้อยโรงเรียนตึกไทยคู่ฟ้าหากได้ยินชื่อบริษัทที่รับจ้างพีอาร์ก็คงคุ้นหูไม่น้อย เพราะ 2 บริษัทสื่อค่ายใหญ่ที่รับงานไปแบ่งกันค่อยละ50/50…”

 

โครงการอื้อฉาวทั้ง 2 โครงการ เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยกำลังฮึกเหิมในอำนาจ ทำให้ไม่สนใจเสียงเล็กเสียงน้อยที่คัดค้าน ดังนั้นในวันที่คลื่นมหาประชาชนมารวมตัวครั้งใหญ่ทั้งในวันที่ 24 พฤศจิกายน และ 9 ธันวาคม จึงมีมวลเล็กมวลน้อยหลั่งไหลจากชายขอบร่วมเป็นมวลใหญ่ที่ราชดำเนิน

 

โดย ภาสกร จำลองราช

.

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.