rakhaing-women
Photo: Rakhine Straight Views

ย่างกุ้ง – หญิงร่างเล็กขึ้นกล่าวบนเวทีเพื่อเรียกร้องให้สื่อมวลชนและประชาชนในประเทศให้เลิกติดอยู่กับความคิดคับแคบของลัทธิชาตินิยม

 

“นี่เป็นเวลาที่จะต่อสู้เพื่อการสร้างประชาธิปไตย เราต้องเคารพทุกชนชาติเฉกเช่นมนุษย์” มอนมอนเมียต นักข่าว และผู้ถ่ายทำภาพยนตร์สาระคดีอิสระ กล่าว

 

น่าชื่นใจที่ได้ยินถ้อยคำเหล่านั้นต่อหน้าสาธารณะชนในพม่า เพราะการออกมากล่าวด้วยความเห็นใจเช่นนี้ไม่ได้มีให้เห็นกันง่ายๆ ในพม่า

 

นับตั้งแต่ความขัดแย้งทางศาสนาปะทุขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน 2012 ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 240 คน และผู้ที่พลัดจากถิ่นที่อยู่อาศัยอีกนับ 140,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม นับตั้งแต่นั้นมา พม่าก็เต็มไปด้วยข้อความเกลียดชังโจมตีชาวมุสลิม

 

การแสดงความคิดเห็นด้วยข้อความที่เจ็บแสบและกระตุ้นความโกรธเกลียดต่อชาวมุสลิม ซึ่งเป็นประชาชนส่วนน้อยในพม่า ได้กลายเป็นสิ่งที่เห็นได้ตามปกติทั่วไปในบล็อก เว็บไซต์แสดงความคิดเห็น และเฟซบุ๊ค แม้ว่าอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในพม่าจะยังต่ำ คือ ประมาณ 0.2 เปอร์เซ็นต์ของประชาชน แต่คนหนุ่มสาวและชาวพม่านอกประเทศทั่วโลกก็ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางในการแชร์ข่าวและความคิดเห็น

 

ความกลัวที่จะถูกชาวมุสลิมยึดประเทศทำให้ชาวพุทธและพระสงฆ์บางส่วนพากันปลุกเร้าให้ประชาชนคว่ำบาตรธุรกิจที่เป็นของชาวมุสลิม และวิ่งเต้นให้รัฐบาลร่างกฎหมายห้ามหญิงชาวพุทธแต่งงานกับชาวมุสลิมจนสำเร็จ แต่ไม่มีแผนการจะออกกฎหมายเช่นเดียวกันนี้กับชายชาวพุทธแต่อย่างใด

 

“สองสถาบันที่เข้ามแข็งที่สุดในประเทศของเรา นั่นคือ กองทัพ กับพระสงฆ์ ซึ่งขับเคลื่อนโดยผู้ชาย กำลังกระตุ้นแนวคิดชาตินิยมและศาสนา ซึ่งมีอิทธพลต่อการนำเสนอของสื่อ” มอน มอน เมียต กล่าวในการประชุมสื่อมวลชนนานาชาติ จัดโดยองค์กร East-West Center.ที่ตั้งอยู่ในฮาวาย

 

“ฉันเห็นว่าสื่อท้องถิ่นมีการนำเสนอเสียงของชาวมุสลิมน้อยมาก ฉันคิดว่า เจ้าของสื่อบางส่วนกังวลว่ายอดจำหน่ายอาจลดลงหากนำเสนอข่าวที่เป็นการแสดงความเห็นใจต่อชาวมุสลิม”

 

รอดพ้นจากความขัดแย้งที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง

 

สามปีหลังจากรัฐบาลพลเรือนของพม่าเข้าปกครองประเทศและเปลี่ยนแปลงกาปกครองไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมจากนานาชาติแทบทุกชาติ ประเด็นเรื่องความรุนแรงต่อชาวมุสลิมก็เกิดขึ้นใต้เงาอนาคตของประเทศ

 

มอนมอนเมียต ผู้เขียนรายงานข่าวสืบสวนสอบสวนเมื่อปี 2013 เกี่ยวกับโซเชียลมีเดียและการโพสต์ข้อความในเว็บไซต์ที่เป็นการยั่วยุให้เกิดความเกลียดชัง กล่าวว่า การวิเคราะห์ความขัดแย้งสองครั้งที่เกิดขึ้นในรัฐอาระกัน ทางภาคตะวันตกและในเมืองเมกทีลา ภาคกลางของประเทศ พบว่ามีกระบวนการอยู่ 4ขั้นตอน

 

“ขั้นแรก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะเป็นการข่มขืนหรือการทะเลาะเบาะแว้ง ก็จะมีการนำไปแชร์ในโซเชียลมีเดีย ซึ่งได้ยั่วยุให้เกิดความเกลียดชังขึ้น” เธอกล่าว

 

จากนั้นก็มีการตีติมพ์ในสื่อสิ่งพิมพ์หัวชาตินิยม ที่มักจะถูกครอบงำโดยบรรณาธิการ นักธุรกิจ และผู้นำทางศาสนาหัวชาตินิยม และเมื่อกลายเป็นประเด็นความขัดแย้งทางศาสนาและเชื้อชาติแล้ว กองทัพก็จะเข้ามาเพื่อรักษาความปลอดภัยของประชาชน

 

“สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการทำให้เห็นว่า กองทัพเป็ฯสถาบันที่มีความจำเป็นจ่อความมั่นคงของประเทศ” เธอกล่าวเสริม

 

“ตอนแรกเป็นความขัดแย้งทางเชื้อชาติ จากนั้นกลายเป็นเรื่องศาสนา และตอนนี้ แม้กระทั่งประธานาธิบดีก็ได้ยื่น(ร่างกฎหมายที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่) ให้รัฐบาล ประธานาธิบดีกำลังแสดงให้เห็นว่า เขาอยู่ข้างชาวพุทธ” เธอให้สัมภาษณ์กับ มูลนิธิ Thomson Reuters Foundation

 

“มันไม่ดีกับประเทศชาติของเรา เพราะ (ลัทธิชาตินิยม) เป็นแค่เครื่องมืออย่างหนึ่งของนักการเมืองที่ใช้ควบคุมประชาชนและใช้เพื่อคงอำนาจของตนไว้”

 

เมื่อการเลือกตั้งสมัยหน้าในปร 2015 กำลังจะมาถึง เธอกลัวว่า ลัทธิชาตินิยมจะถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความขัดแย้งระหว่างชาติพันธ์และศาสนา

 

“สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรือสื่อมวลชนคือ พวกเขาไม่ควรจะถูกใช้เป็นเครื่องมือโดยรัฐบาล ฝ่ายค้าน หรือ กลุ่มทางศาสนา พวกเขาควรจะเป็นอิสระและเป็นกลาง” เธอกล่าว

 

“เราพ้นจากยุคอาณานิคมมานานแล้ว เราต้องตื่นจากความคิดที่คับแคบของลัทธิชาติยมได้แล้ว ทุกคนมีสิทธิ กัน มีศักดิ์ศรี และความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน”

 

แปลจาก Journalist Beseeches Brethren: Stop With the Muslim Hate Speech
โดย  THIN LEI WIN / THOMSON REUTERS 
14 มีนาคม 2557

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.