จตุพร สุสวดโม้
“พวกเขาใช้อำนาจผูกขาดทรัพยากรทั้งหมดของประเทศ ใช้อาวุธเข่นฆ่าสังหารหมู่ประชาชน โจมตีพวกเราด้วยเครื่องบินรบ เผาบ้านเรือนของประชาชน ละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นรุนแรง ถือเป็นความเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์พม่าและประวัติศาสตร์การเมืองโลก แต่กลับไร้การเหลียวแลจากนานาประเทศ” ความรู้สึกอัดอั้นตันใจของ “เดวิด ลา” เหมือนกาน้ำเดือดที่ถูกปิดฝามานาน เมื่อมีคนแง้มฝากา จึงทำให้แรงกดดันได้รับการระบายออกมาอย่างพรั่งพรู
เดวิด ลา เป็นชาวคะฉิ่นในวัย 32 ปี อาชีพนักข่าวของเขาถูกเพ่งเล็งจากรัฐบาลทหารพม่า ทำให้ต้องเข้ามาหลบภัยอยู่ในประเทศไทย โดยที่ไม่รู้เลยว่าอนาคตจะมีโอกาสได้กลับคืนบ้านเกิดเมืองนอนอีกหรือไม่
“ผมต้องใช้ชีวิตที่นี่โดยไร้เอกสาร หากเจ็บไข้ได้ป่วยก็ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่แพงมาก การรีดไถเงินเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ลี้ภัยที่ยังไม่มีเอกสารรับรอง ทำให้ผมรู้สึกไม่ปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา”
ชีวิตของเดวิด ลา ก็เป็นเช่นเดียวกับคนหนุ่มสาวอีกจำนวนมาก ทั้งที่เป็นคนพม่าแท้ๆ และคนที่เป็นชาติพันธุ์จากฝั่งพม่า พวกเขาต่างต้องหลบหนีความโหดร้ายของทหารพม่ามาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยของประเทศเพื่อนบ้าน แม้จะไม่ได้รับการต้อนรับจากรัฐบาลเจ้าของประเทศเท่าที่ควร แต่เขาก็ยังรู้สึกดีที่ได้อยู่ในประเทศไทยเพราะประชาชนด้วยกันต่างมีน้ำใจถึงกัน
“เมื่อเผด็จการ มินอ่องหลาย ไม่ยอมคืนอำนาจให้กับประชาชน ไม่ยอมทำตามข้อเสนอของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต้องการคือระบอบสหพันธรัฐ แถมเขายังปิดหูปิดตาไม่ยอมฟังเสียงเรียกร้องของประชาชน เลือกที่จะสนใจแต่ธุรกิจและพวกพ้องของตัวเอง เราก็ต้องสู้เพื่อความเปลี่ยนแปลง”
การต่อสู้และขับเคี่ยวระหว่างรัฐบาลทหารพม่ากับฝ่ายต่อต้านเป็นไปอย่างเข้มข้นตลอด 3 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ทำรัฐประหาร แต่ในวันนี้กองทัพพม่าที่นำโดย พล.อ.มินอ่องหลาย กำลังเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่เนื่องจากความพ่ายแพ้ในพื้นที่ต่างๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ตอนเหนือของรัฐฉาน ตลาดจนพื้นที่ชายขอบที่เป็นรัฐชาติพันธุ์
“ประเทศพม่าไม่ได้มีเพียงชาวพม่าอาศัยอยู่เท่านั้น แต่มีกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลายเชื้อชาติ พวกเราต่างมองว่าการอยู่ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลเดียวของพม่า ทำให้พื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์ไม่ได้รับการพัฒนา เยาวชนต้องเติบโตมาบนความยากจนมาอย่างยาวนาน ซ้ำร้ายการทำรัฐประหารยังทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศพินาศย่อยยับ” เขาอธิบายรากเหง้าของปัญหาที่ทำให้สถานการณ์ในพม่าเลวร้ายมาจนถึงวันนี้
ผลพวงของรัฐประหารทำให้ประชาชนชาวพม่าหันมาสนับสนุนกองกำลังชาติพันธุ์ติดอาวุธพร้อมทั้งเข้าไปเสริมทัพเป็นกำลังสำคัญ และเกิดการช่วยเหลือซึ่งกันและกันโดยมีเป้าหมายร่วมกันการล้มอำนาจรัฐบาลมินอ่องหลาย เพื่อนำพาประเทศกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตย
ยังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนว่ามีประชาชนจากฝั่งพม่าหลบหนีเข้ามาอยู่ในประเทศไทยจำนวนเท่าใด นอกจากแรงงานที่เข้ามาหางานทำนับล้านคนแล้ว เชื่อว่ายังมีเยาวชนและคนหนุ่มสาวที่ต่อต้านรัฐบาลทหารพม่าอีกนับแสนคนหลบซ่อนซุกตัวอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัยในสังคมไทย
สาเหตุที่พวกเขาต้องหลบๆ ซ่อนๆ เพราะนโยบายของรัฐบาลไทยไม่ยอมรับหรือให้ที่พักพิงกับพวกเขาเหมือนในอดีต เนื่องจากรัฐไทยอ้างว่าจะเป็นภาระระยะยาว เหมือนกับค่ายพักพิง 9 แห่งตามแนวชายแดนด้านตะวันตกซึ่งยังคงมีผู้หนีภัยการสู้รบอยู่อีก 9 หมื่นคน ทั้งๆที่ผ่านมาแล้วกว่า 20 ปีแต่ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ยังคงตกค้างอยู่ อย่างไรก็ตามหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า เหตุผลชุมชนของผู้ลี้ภัยเหล่านี้ยังดำรงอยู่ อาจมีความสลับซับซ้อนของข้อเท็จจริงมากกว่าการที่ประเทศที่ 3 ไม่เปิดรับผู้หนีร้อนมาพึ่งเย็นรุ่นใหม่
“ถ้าหากเป็นเราเองก็คงคาดหวังไม่ให้ชีวิตต้องอพยพโยกย้ายหนีตายห่างไกลจากประเทศบ้านเกิด แต่ผู้ลี้ภัยจำนวนมาก ต้องจากบ้านเกิดของตัวเองมาอาศัยอยู่ตามแนวชายแดนไทยยู่นานหลายปี” เขาถอนใจเมื่อมองไปในอนาคตซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้วันนี้คนรุ่นเขาจึง “พยายาม” อย่างเต็มที่
เช่นเดียวกับ“ยิท คนทำหนัง” หนุ่มกะเหรี่ยงที่ต้องใช้ชีวิตอย่างผู้ลี้ภัยอยู่ในประเทศไทยอย่างยากลำบาก เพราะไม่ใช่ถิ่นเกิด “มองในแง่ดี ผมไม่ใช่คนเดียวที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากเช่นนี้ คนรุ่นเราจำนวนมากกำลังเผชิญกับสถานการณ์เดียวกัน เราต้องทำข้อตกลงกับเจ้าบ้านที่เราขอเข้าอยู่อาศัย” เขาบอก
“ยิท” อธิบายว่า การใช้ชีวิตในประเทศไทยต้องระมัดระวังตัวอยู่เสมอ แต่ในเมื่อบ้านที่จากมายังมีการสู้รบอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ถึงตัวเองไม่ได้ร่วมต่อสู้ในประเทศ แต่การลี้ภัยในไทยก็พยายามสร้างภาพยนต์เพื่อสื่อสารให้ผู้คนได้เห็นถึงความโหดร้ายที่คนจากฝั่งพม่าต้องเผชิญ
“พวกเราต่างก็เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมต่อสู้กับเผด็จการทหาร เพียงแต่วิธีการที่แตกต่างกัน ทุกคนต่างก็ไม่พอใจที่ต้องมีเผชิญกับความมอยุติธรรม พวกเราร่วมกันต่อสู้อย่างหนัก ผมจะไม่ยอมจมอยู่กับความหวังที่พังทลายและความฝันที่ตายแล้ว หวังว่าเราจะได้รับความยุติธรรมและชัยชนะในเร็ววัน” สายตาของยิทเปล่งประกายความหวัง
3 ปีของการทำรัฐประหารของกองทัพพม่า คนหนุ่มสาวจำนวจมากมายเช่นเดียวกับ เดวิด ลา และยิท ต่างได้สัมผัสถึงความหวังที่พองโตเพิ่มขึ้นทุกวัน พวกเขาไม่เคยคิดอยากปักหลักอยู่ในประเทศไทย เพราะเขาครอบครัวและคนที่พวกเขารักอยู่ในบ้านเกิดเมืองนอน หากสถานการณ์ในประเทศพม่าคลี่คลาย และโอกาสเหมาะสมพวกเขาก็พร้อมจะกลับไปสู่อ้อมกอดของแผ่นดินเกิด
เสียดายที่รัฐบาลไทยยังตีโจทย์นี้ไม่แตก จึงทำให้การคลายปมปัญหาของญาติพี่น้องจากประเทศเพื่อนบ้านยังคงไม่ไปถึงไหน
หมายเหตุ-ภาพจากแฟ้มภาพ ไม่เกี่ยวกับผู้ให้สัมภาษณ์ในเนื้อหา


