สำนักข่าวชายขอบ
Transborder News

ชาวบ้านยืนยันผลกระทบเขื่อนน้ำโขงข้ามพรมแดนหนักหน่วง นักวิชาการชี้ระบบนิเวศใกล้ล่มสลาย ผู้ตรวจการ-กสม.เห็นพ้องทบทวนรับซื้อไฟจากลาว สร้างกระบวนการไต่สวนสาธารณะให้ประชาชนร่วมตัดสินใจ

เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2567 ที่แพกลุ่มประมงพื้นบ้าน อ.เชียงคาน จ.เลย มีเวทีเสวนา “เขื่อนโขงน้ำใส แต่(ไฟฟ้า)ไม่สะอาด” โดยมีตัวแทนชาวบ้านจาก 8 จังหวัดแม่น้ำโขง ตัวแทนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ตัวแทนสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน และนักวิชาการ เข้าร่วมการเสวนา

ช่วงแรกเป็นเวทีสะท้อนผลกระทบจากเขื่อนบนแม่น้ำโขง โดยนางสอน จำปาดอก ชาวประมงพื้นบ้าน จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า จ.อุบลราชธานีได้รับผลกระทบมากที่สุดเนื่องจากเป็นจังหวัดท้ายน้ำโขงของไทย โดยในอนาคตจะมีเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงเกิดขึ้นที่นี่ด้วย ซ้ำเติมผลกระทบให้รุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะกระแสน้ำขึ้นลงจะไม่เป็นตามฤดูกาลอีกต่อไป ส่งผลต่อความอุดมสมบูรณ์ของพันธุ์ปลาและพื้นที่เกษตรริมโขง

“น้ำท่วมยามแล้ง น้ำแห้งหน้าฝน น้ำขึ้น 3 ครั้งไม่เต็มท่า แต่ก่อนน้ำขึ้นจะสูงเรื่อยๆ ไปจนสูงสุด และค่อยๆ ลดลงช้าๆ ทำให้ 5 ปีมานี้พันธุ์ปลาหายไป 70% ปลาตามฤดูกาลมีน้อยลง หลายชนิดหายไป เคยจับทีละเป็นฝูง 10-20 กิโลกรัม ตอนนี้ติดแหติดมองไม่กี่ตัว” นางสอน จำปาดอก กล่าว

นายอนันต์ ทวีสุข ชาวบ้านจาก จ.มุกดาหาร กล่าวว่า ผลกระทบจากเขื่อนในลาวส่งผลถึงพื้นที่ จ.มุกดาหาร ระดับน้ำที่ลดลงอย่างผิดธรรมชาติ ทำให้เกิดสันดอนทรายโผล่เพิ่มขึ้นทุกวัน กระแสน้ำไหลแรงกว่าปกติ ทำให้ชาวประมงไม่สามารถออกไปดักปลา อีกทั้งลำห้วยสาขาของน้ำโขงในฝั่งไทยถูกเขื่อนฝายปิดกั้นหมดแล้ว และหน้าฝนไม่มีน้ำพอที่จะเอ่อเข้าไปในลำน้ำสาขา ทำให้ปลาไม่สามารถเข้าไปวางไข่หรืออนุบาล

“แต่ก่อนมีนาคมน้ำใส พฤษภาคมมีตะกอน ตั้งแต่ปีที่ 2559 น้ำใสตั้งแต่พฤศจิกายน ที่ว่าน้ำโขงของสีปูน น้ำมูลสีครามคงไม่มีอีกแล้ว ปลาท้องถิ่นหายไปเหลือแต่ปลานิลเลี้ยง ตะกอนแม่น้ำหายไป แหล่งอาหารก็หายไป ปลาก็ไม่มี” นายอนันต์ กล่าว

นายอำนาจ ไตรจักร ประธานเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดอีสาน กล่าวว่า เมื่อเกิดผลกระทบจากการสร้างเขื่อนเช่นกรณีเขื่อนจินหลินในจีน หรือเขื่อนไซยะบุรีในลาว  ชาวบ้านได้รวมตัวกันต้านเรื่องเขื่อน มีการร่วมชุมนุม เก็บข้อมูลเป็นงานวิจัยไทยบ้าน สุดท้ายฟ้องศาลปกครอง ศาลบอกว่าโครงการเหล่านั้นอยู่ในอธิปไตยของประเทศเพื่อนบ้าน อำนาจศาลของไทยไปไม่ถึง

นายชัยวัฒน์ พาระคุณ ชาวบ้านจาก จ.หนองคาย กล่าวว่า ภายหลังมีเขื่อนไซยะบุรี ระดับน้ำจะไม่เป็นไปตามฤดูกาล ทำให้ป่าไคร้บนสันดอนทรายถูกน้ำท่วมและลดลงอย่างรวดเร็ว ต้นไคร้ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน โดยช่วงปี 2563-2566 ในพื้นที่พันโขดแสนไคร้นั้น ต้นไคร้ลดจำนวนอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีต้นไคร้เหลืออยู่ไม่ถึง 1,000 ต้น จะเห็นซากต้นไคร้ตายเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้กระแสน้ำไหลแรงมากขึ้นจนกัดเซาะสันดอนทรายให้เหลือแต่โขดหิน

“เขื่อนปิดกั้นแม่น้ำโขงทำให้ไม่มีตะกอนใหม่มาทับถม ถ้าไม่มีต้นไคร้จะทำให้น้ำไหลเชี่ยวมากขึ้น ปลาไม่มีที่วางไข่และอยู่อาศัย ปลาหนีไปอยู่ที่นครพนม ปีที่แล้วชาวประมงจะปลาเอินได้เพียง 7 ตัว จากที่เคยได้ปีละ 2 ตัน ผลกระทบไม่ได้มีแต่ระบบนิเวศ แต่กระทบชีวิตคนด้วย” นายชัยวัฒน์ กล่าว

นายชาญณรงค์ วงศ์ลา กลุ่มฮักเชียงคาน กล่าวว่า สมัยก่อนช่วงฤดูแล้งที่เชียงคานบริเวณโขดหินและหาดทรายจัดเต็มไปด้วยป่าไคร้สีเขียว แต่ตอนนี้มีสภาพเหมือนทะเลทราย ต้นไคร้หายไปโดยมีต้นไมยราบยักษ์เข้ามาแทนที่พันธุ์พืชดั้งเดิม อีกทั้งงานวิจัยไทยบ้านพบพันธุ์ปลามากกว่า 100 ชนิด ปัจจุบันเหลือไม่ถึง 50 ชนิด ชาวประมงเหลืออยู่ไม่ถึง 30 ราย และในช่วงปี 2559 -2563 เป็นต้นมา ระดับน้ำขึ้นลงผิดธรรมชาติ ชาวบ้านจึงไม่ปลูกเกษตรริมน้ำใกล้ตลิ่งเพราะเสี่ยงความเสียหาย

หลังจากนั้นเป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์และบทบาทการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

โดยนายมนตรี จันทวงศ์ กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง กล่าวว่า หน่วยงานรัฐมีการตรวจสอบความขุ่นแม่น้ำโขงทุกจังหวัดต่อเนื่อง แต่ไม่เคยเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ ในปี 2562-2563 เครือข่ายชุมชน 8 จังหวัดแม่น้ำโขงจึงช่วยกันเก็บข้อมูลที่ อ.เชียงของ อ.เชียงคาน และอ.ปากชม ซึ่งแม่น้ำโขงถูกปิดกั้นโดยเขื่อนไซยะบุรี โดยระหว่างวันที่ 6-20 ก.พ.64 เหนือเขื่อนที่ อ.เชียงคาน วัดค่าความขุ่นได้ 79 ซม. เมื่อตรวจท้ายเขื่อนที่ ต.เลย บ้านปากชมมีค่า 120 ซม. และที่สถานีสำโรงมีค่า 177 ซม. แสดงให้เห็นแม่น้ำโขงใสมากในภาคอีสาน

นายมนตรี กล่าวต่อว่า ช่วงวันที่ 17-20 ม.ค.67 เขื่อนในจีนปล่อยน้ำ วัดค่าความขุ่นที่เชียงของน้ำโขงขุ่นมาก แต่เมื่อวัดที่เชียงคานให้หลัง 5 วันตามเวลาเดินทางของน้ำปรากฏว่าน้ำใสมาก แสดงให้เห็นว่าเขื่อนไซยะบุรีกั้นตะกอนแม่น้ำไว้ สอดคล้องกับข้อมูลของกรมทรัพยากรน้ำพบว่า ในปี 2557-2558 จาก อ.เชียงแสนถึง อ.เชียงคาน ตะกอนในแม่น้ำโขงลดลง 14-18% ปี 2559-2560 หลังเขื่อนไซยะบุรีปิดกั้นแม่น้ำ ตะกอนลดลง 32% ปี2563-2564 ลดลง 77% ปี 2564 ลดลง 98%

ดร.ชวลิต วิทยานนท์  ผู้เชี่ยวชาญด้านความหลากหลายทางชีวภาพสัตว์น้ำ กล่าวว่า สภาวะน้ำขุ่นหรือน้ำใสอย่างเดียวทำให้สัตว์น้ำขนาดเล็กที่เป็นอาหารของปลาลดลง ดังนั้นจำนวนปลาจะลดจำนวนลงตามไปด้วย สำหรับชาวประมงช่วงแรกจะหาปลาได้ง่ายขึ้นเพราะน้ำใสเห็นตัว แต่จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น ระยะยาวน้ำใสจะละลายดินริมตลิ่งเร็วขึ้น รากต้นไม้ที่เป็นแหล่งอาศัยของปลาก็จะหลุดจากโขดหิน ไข่ปลาบางชนิด เช่น ปลาบึกต้องอาศัยตะกอนฟอกไข่เพื่อพัดพาไปท้ายน้ำ การขยายพันธุ์จะลดลง ทำให้ปริมาณสัตว์น้ำลดลง ส่งผลให้อาชีพประมงอาจล่มสลาย

ดร.ชวลิต กล่าวต่อว่า ตะกอนแม่น้ำที่ลดลงจัดส่งผลไปถึงพันธุ์ปลาในทะเลสาบเขมรไปจนถึงปากแม่น้ำโขงที่เวียดนามต้องลดจำนวนลงต่อเนื่อง ปัญหาการกัดเซาะฝักแม่น้ำจะรุนแรงมากขึ้น อีกครั้งมีการศึกษาพบว่า ตะกอนจากแม่น้ำโขงจะถูกกระแสน้ำในทะเลจีนใต้ พัดเข้าสู่ทะเลสาบสงขลา ผลกระทบจึงมากกว่าที่เกิดขึ้นตอนนี้อย่างแน่นอน

นายทรงศักดิ์ สายเชื้อ ผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่าจากการแสวงหาข้อเท็จจริงพบปัญหาสำคัญด้านอุทกวิทยากรณีแม่น้ำโขง ข้อมูลจากหลายหน่วยงานระบุตรงกันว่า ระดับน้ำขึ้น-ลง 3.5 เมตร 7 ชั่วโมง กระทบการคมนาคมทางน้ำ การประมง และการท่องเที่ยว รวมถึงการที่กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า (PNPCA) ใช้เวลาถึง 4 ปี จากปกติ 6 เดือน เป็นเพราะการเคลื่อนไหวเรียกร้องของภาคประชาชนมีส่วนอย่างมากต่อการตรวจสอบโครงการเขื่อนบนแม่น้ำโขง

นายทรงศักดิ์ กล่าวต่อว่า ด้านพลังงานมีการรับฟังทั้ง 2 ด้าน โดยร่วมหารือกับกระทรวงพลังงานหลายครั้งถึงทิศทางด้านพลังงานของประเทศไทย จนมีข้อเสนอควรชะลอการก่อสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงออกไป หรือควรรอการศึกษาผลกระทบให้ชัดเจน อีกทั้งเสนอให้มีการดำเนินการตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย(PDP) ปี 2564-2573 ที่กำหนดให้มุ่งเน้นการพัฒนาพลังงานสะอาด

นานทรงศักดิ์ กล่าวอีกว่า วันที่  27 พ.ย ที่ผ่านมา สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินมีการส่งข้อเสนอแนะให้แก่นายกรัฐมนตรีและกระทรวงที่เกี่ยวข้องเพื่อเสนอให้เข้าสู่ที่ประชุม ครม. โดยมีข้อเสนอ 10 ข้อ อาทิ ให้ชะลอการซื้อขายไฟฟ้าจากเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงออกไปและเพิ่มแผนแม่บทการพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ควรมีการศึกษาผลกระทบเพิ่มเติมร่วมกับภาคประชาชนและหน่วยงานอื่นทั้งก่อนและหลังการมีเขื่อนอย่างเป็นระบบ 3.เสนอแผนปฏิบัติการชดเชยผลกระทบและมาตรการเยียวยาที่มีมาตรฐาน จากบริษัทผู้ลงทุน บริษัทผู้รับซื้อไฟฟ้า ประเทศเจ้าของเขื่อน และคณะกรรมการ MRC

น.ส.ศยามล ไกยูรวงศ์  กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) กล่าวว่า กสม.ได้ตรวจสอบตามคำร้องเรียนกรณีเขื่อนปากแแบงที่มีผลกระทบข้ามพรมแดน และการซื้อขายไฟจากเขื่อนลาวของไทยว่ามีความจำเป็นต้องสำรองไฟฟ้ามากกว่า 50% หรือไม่ ดังนั้นจำเป็นต้องให้ข้อมูลรอบด้านต่อประชาชนเพื่อตัดสินใจ และให้เกิดข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติ กสม.จะกำหนดให้มีการไต่สวนสาธารณะเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้

“เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยเขื่อนปากแบง คนเชียงคานควรได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร ปลายเดือนเมษายนนี้จะจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น เพื่อให้เกิดความโปร่งใสถึงผลกระทบข้ามพรมแดน จะเชิญสำนักงานทรัพยากรน้ำ ผู้ประกอบการไทยที่ลงทุนในเขื่อน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลกับประชาชน รวมถึงกรณีเขื่อนปากชมและเขื่อนบ้านกุ่มที่สร้างบนพรมแดนไทยลาว หากกรอบการศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดนยังไม่เกิดขึ้นก็ยังไม่ควรสร้าง” นางศยามล กล่าว

On Key

Related Posts

โฆษก KNU ประกาศไม่เหลือพื้นที่เจรจาให้ SAC ระบุต้องรบให้ชนะเท่านั้น ชวนประชาชนร่วมกำจัดปีศาจร้ายออกจากแผ่นดินกอทูเล เผยพยายามให้กระทบเศรษฐกิจน้อยที่สุด “เศรษฐา” ตั้งกก.ชุดใหญ่ติดตามดูแลสถานการณ์ความไม่สงบในพม่า ให้ปานปรีย์เป็นประธาน

วันที่ 18 เมษายน 2567 พะโดซอตอนี (Padoh Saw Taw NeRead More →

NUG เชื่อการปฏิวัติเข้าใกล้ชัยชนะ ส่งจดหมายกระชับไมตรีกองทัพว้า ชื่นชมมีส่วนสำคัญถอนรากSAC จับตาความเปลี่ยนแปลงภายหลังทูตจีนพบอดีต 3 นายพลผู้นำพม่า

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2567 สำนักข่าว Irrawaddy รายRead More →