สำนักข่าวชายขอบ
Transborder News

กสม.รับตรวจสอบกรณี “เหมืองแม่ลาน้อย” หลังชุมชน ต.สันติคีรี ยื่นเรื่องร้องเรียนหวั่นทำลายแหล่งน้ำกระทบสิทธิ ด้าน สอจ.เผย ชาวบ้านเมินเวทีรับฟังความเห็นมองราชการเข้าข้างบริษัท วอนเข้าใจหน้าที่ถ้าไม่ทำก็ติดคุก

เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2567ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายศักดิ์ดา ขยันกิจเพิ่มพูน ผู้ใหญ่บ้านห้วยมะกอก ผู้ร้องเป็นตัวแทนชุมชนห้วยตะพาบ ห้วยตองก๊อ และชุมชนใกล้เคียงใน ต.สันติคีรี ,แม่ลาหลวง ,แม่โถ อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าปกากะเญอ ได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการเหมืองแร่ฟลูโอไรต์ ได้ยื่นหนังสือถึง นางปรีดา คงแป้น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร้องเรียนให้ดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากโครงการเหมืองแร่ฟลูโอไรต์ พื้นที่บ้านห้วยมะกอก หมู่ที่ 4 ต.สันติคีรี อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน และส่งรายงานผลการตรวจสอบให้ชุมชน เพื่อยกเลิกโครงการสัมปทานเหมืองแร่

หนังสือร้องเรียน ระบุว่าสัมปทานโครงการเหมืองแร่ฟลูโอไรต์จะส่งผลกระทบต่อทรัพยากร สิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต เนื่องจากชุมชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยพื้นที่โครงการสัมปทานอยู่ติดกับชุมชนใกล้กับแม่น้ำลาหลวง และยังคงอุดมสมบูรณ์ มีชนเผ่าปกากะเญออาศัยอยู่มาอย่างยาวนานหลายชั่วอายุคน ซึ่งในอดีตพื้นที่ดังกล่าวถูกดำเนินการทำเหมืองแร่มาก่อนแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ กสม. ได้รับหนังสือร้องเรียนจากชาวบ้าน ต.สันติคีรี อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน แล้ว วันที่ 21 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนได้โทรศัพท์ไปสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับผู้ร้อง ได้ข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า บริษัท ยูนิเวอร์แซลมายนิ่ง จำกัด ผู้ยื่นขอประทานบัตรต่อสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน (สอจ.แม่ฮ่องสอน) เป็นของกลุ่มนายทุนประเทศจีน เคยลงพื้นที่แล้วเสนอการจ้างชาวบ้านให้เข้าทำงานในเหมืองแร่ แลกกับความยินยอมให้จัดตั้งเหมืองแร่ ซึ่งชาวบ้านยังเคยเข้ายื่นหนังสือคัดค้านที่ทำเนียบรัฐบาล ,จังหวัดแม่ฮ่องสอน และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อขอให้ยกเลิกการให้สัมปทานโครงการเหมืองแร่ โดยปัจจุบันยังไม่มีการอนุญาตประทานบัตรการทำเหมืองแร่ในพื้นที่ ต.สันติคีรี เนื่องจากติดอยู่ระหว่างการดำเนินการขั้นตอนรับฟังความคิดเห็น  ยังไม่ได้มีการทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และยังไม่ได้ขออนุญาตการทำเหมืองแร่กับสภาองค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่แต่อย่างใด

เจ้าหน้าที่รับเรื่องร้องเรียน กสม. ได้สรุปข้อมูลว่าการขอสัมปทานทำเหมืองแร่ฟลูโอไรต์ในพื้นที่หมู่บ้านห้วยมะกอก มีเนื้อที่ 114 ไร่ 2 งาน 64 ตารางวา ชาวบ้านไม่เห็นด้วยและขอให้ยุติการให้สัมปทานทำเหมืองแร่เนื่องจากมีความกังวลถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อมวิถีชีวิต และแม่น้ำลา ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักหล่อเลี้ยงคนในพื้นที่หลายชุมชนตลอดลำห้วย จำนวน 5 ตำบล ได้แก่ ต.สันติคีรี , แม่ลาหลวง ,แม่โถ ,แม่นาจาง และ ขุนแม่ลาน้อย โดยอดีตโครงการทำเหมืองแร่ฟลูโอไรต์ชุมชนบ้านห้วยมะกอกส่งผลกระทบต่อชาวบ้านเป็นอย่างมากทั้งทรัพยากรแหล่งน้ำและผืนป่า ตลอดหลายสิบปีของอายุสัมปทานชาวบ้านได้ต่อสู้คัดค้านมีประสบการณ์ ไม่อยากให้เกิดผลกระทบขึ้นอีก

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 ผ่านมา เจ้าหน้าที่รับเรื่องร้องเรียน กสม. ได้สอบถามไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ ผู้รับผิดชอบสัมปทานโครงการเหมืองแร่ จ.แม่ฮ่องสอน ทราบว่า บริษัท ยูนิเวอร์แซลมายนิ่ง จำกัด ยื่นคำขอประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่ฟลูโอไรต์ ตั้งแต่ปี 2538 ต่อมาในปี 2564 ได้มีการดำเนินการปิดประกาศขอประทานบัตรและจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นกับชาวบ้านในพื้นที่ขอประทานบัตรโดยกำหนดให้มีการรับฟังความคิดเห็นและการทำประชามติของชุมชนแต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านซึ่งคัดค้านการตั้งโครงการเหมืองแร่ปฏิเสธการเข้าร่วมประชุมดังกล่าว

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนได้จัดทำบันทึกสรุปความเห็นเสนอคณะทำงานด้านการกลั่นกรองเรื่องร้องเรียนในการประชุม โดยพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีผู้ร้องเรียนโครงการเหมืองแร่ฟลูโอไรต์ในพื้นที่หมู่ที่ 4 ต.สันติคีรี อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน จะส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ทาง กสม.จึงรับเป็นเรื่องตรวจสอบ

ด้านนายนิทัศน์ ธรรมสระ หัวหน้ากลุ่มอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ สอจ.สุราษฎร์ธานี อดีตหัวหน้ากลุ่มอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ สอจ.เชียงใหม่ กล่าวว่า การขอสัมปทานเหมืองแร่ฟลูโอไรต์ในพื้นที่ ต.สันติคีรี อ.แม่ลาน้อย ของผู้ประกอบการตั้งแต่ปี 2538 อาจจะติดขัดเรื่องการบริหารจัดการหรือมีปัญหาในพื้นที่ แต่เมื่อมีพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2560 บังคับใช้จึงต้องไปดำเนินเรื่องใหม่ตั้งแต่แรก

“คล้ายๆกับว่า พรบ.แร่ฉบับเก่าเขาทำไปแล้วแต่ยังไม่ครบกระบวนการ ยังส่งเรื่องไปรับใบอนุญาตไม่ได้ เมื่อมี พรบ.ใหม่ จึงต้องไปเริ่มใหม่หมดตั้งแต่ปิดประกาศ รับฟังความคิดเห็น คือพรบ.ฉบับเก่าเรื่องความคิดเห็นให้ผู้ใหญ่บ้านกับเหมืองไปทำกันเอง แต่กฎหมายใหม่ระบบราชการก็ต้องไปทำ อุตสาหกรรมจังหวัดก็ต้องไปร่วม คนอยู่ในพื้นที่รัศมีเท่าไรสอจ.ต้องแจ้งให้ทราบ เขาจะมาไม่มานั้นอีกเรื่อง ไม่ใช่ใครก็มารับฟังความเห็นได้ การต้องเริ่มกระบวนการใหม่อาจจะยุ่งยากกว่าเดิม” นายนิทัศน์ กล่าว

อดีตหัวหน้ากลุ่มอุตสาหกรรมพื้นฐานฯ สอจ.เชียงใหม่ กล่าวอีกว่า เวทีรับฟังความคิดเห็นที่จัดขึ้นในปี 2565 ชาวบ้านไม่ได้เข้าร่วม มีเพียงส่วนราชการบางส่วนในพื้นที่ท้องถิ่นไม่กี่คน

“ผมก็รายงานไปทางอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ว่าเวทีการรับฟังความคิดเห็นระหว่างผู้ประกอบการกับชาวบ้านในพื้นที่ครั้งนั้นยังไม่เรียบร้อย เหมือนกับที่ อ.แม่สะเรียง ที่ สอจ.ปิดประกาศให้ชาวบ้านรับทราบได้ 3-4 วัน ก็มีชาวบ้านมาค้านก่อน พอประเมินสถานการณ์แล้วว่าถ้าจัดรับฟังความคิดเห็นก็อาจจะวุ่นวาย” นายนิทัศน์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่บริษัท ยูนิเวอร์แซลมายนิ่ง จำกัด เป็นของกลุ่มนายทุนประเทศจีนหรือไม่ และ ความกังวลของชาวบ้านที่การทำเหมืองจะสร้างผลกระทบให้กับแหล่งน้ำในพื้นที่

นายนิทัศน์ กล่าวว่า ไม่ทราบการเป็นเจ้าของบริษัทดังกล่าว แต่ตามกฎหมายไทย บริษัทต้องมีคนไทยถือหุ้นมากกว่า ส่วนการทำเหมืองใน ต.สันติคีรี เป็นการดำเนินการในรูปแบบอุโมงค์ที่ไม่ได้ใช้น้ำในการทำเหมือง นอกจากการแต่งแร่ ซึ่งผู้ประกอบการจะนำแร่ที่ได้ไปแต่งที่ไหนก็ได้

“เหมืองอุโมงค์พูดด้วยความเป็นกลาง เรื่องน้ำไม่น่าจะมีปัญหา เหมืองมันทำในอุโมงค์ ต้นไม้ข้างบนก็ยังอยู่เหมือนเดิม นี่ความคิดของผมนะ ที่ผมอยู่ตรงนี้เคยเห็นการทำเหมืองที่อื่นมา ถ้าไปดูที่ อ.ปาย เมื่อก่อนก็มีเหมืองอุโมงค์ ไม่มีปัญหา ป่าก็ยังอยู่เหมือนเดิมแบบนี้ แต่อย่างที่บอกเวลาขออนุญาตแต่งแร่ส่วนราชการก็คงไม่ให้ไปแต่งติดริมน้ำ ได้แร่มาเขาก็อาจจะเอาไปขายที่อื่นเป็นข้อ ที่ อ.ปาย เขาก็ขายเป็นข้อไปเลยไม่ได้แต่งแร่ในพื้นที่ทำเหมือง อีกอย่างคือบริษัทนี้มีโรงแต่แร่อยู่ที่ จ.ลำพูน เขาอาจจะเอาไปแต่งที่ จ.ลำพูน ก็ได้ เพราะตั้งโรงแต่งแร่ใช้เงินหลาย 10 ล้านบาท บริษัทคงไม่ตั้งโรงแต่งแร่ไว้หลายที่” อดีตหัวหน้ากลุ่มอุตสาหกรรมพื้นฐานฯ สอจ.เชียงใหม่ ให้ความเห็น

ในขณะที่แหล่งข่าวจาก สอจ. กล่าวถึงการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่ ต.สันติคีรี อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน เมื่อปี 2565 ว่า สอจ.เชียงใหม่ จัดเวทีแล้วชาวบ้านไม่เข้าร่วมประชุม ถ้าตามกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจะถือว่าไม่เป็นไปตามกฎหมาย

“ทาง สอจ.ก็ได้สอบถามไปยังกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานฯ ทางกรมบอกว่าการจัดเวทีนั้นชาวบ้านไม่เข้าร่วม ชาวบ้านไม่ได้ล้มการประชุม มีผู้ใหญ่บ้านกับกำนันพื้นที่ข้างเคียงมาเข้าร่วม 3-4 คน วันนั้นเลยมีการจัดเวทีแล้วส่วเรื่องให้กรม กรมก็บอกว่าการจะประชุมรายงานสรุปต้องมีทั้งลายเซ็นของผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 9 พื้นที่ขอประทานบัตรด้วย ทางกรมคล้ายๆกับว่าจะต้องให้ผู้ใหญ่บ้านลงนาม สอจ.ก็รายงานไปแล้วว่าผู้ใหญ่บ้านกับชาวบ้านในพื้นที่ขอประทานบัตรไม่ได้เข้าร่วม ถ้าไปติดต่อให้เขาเซ็น เขาก็คงไม่เซ็น ก็คงต้องจัดใหม่ให้ชาวบ้านเข้าร่วมรับฟังจริงๆ ก็เป็นไปตามกฎหมาย แต่ตอนนี้ สอจ.ก็ยังไม่ได้ทำเพราะรู้ว่าชาวบ้านเขาก็ไม่อยากได้” แหล่งข่าวกล่าว

ซึ่งตามข้อบังคับ พรบ.แร่ พ.ศ.2560 ระบุว่าหากไม่สามารถจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งแรกได้ ทาง สอจ.ต้องจัดให้มีเวทีอีกครั้งภายใน 60 วัน

“ทางผู้ตรวจราชการที่มาตรวจ จ.แม่ฮ่องสอน ก็ติงมาว่าให้ทำเป็นลายลักษณ์อักษรมาก่อน คล้ายๆทำแบบสอบถามให้ผู้ใหญ่บ้าน ปรึกษากันให้เป็นลายลักษณ์อักษร ทางกฎหมายก็มีระยะเวลาซึ่ง สอจ.มีหน้าที่ต้องจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นก็ไม่รู้จะทำอย่างไร อยากให้เข้าใจว่าถ้าไม่ทำ เราก็จะติดคุกด้วย” แหล่งข่าวใน สอจ. กล่าว

ทั้งนี้ แหล่งข่าวอธิบายถึงการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นว่าต้องจัดทำในรูปแบบสำนักงานของราชการ กระทรวงการอุตสาหกรรม ซึ่งการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นแต่ละครั้งต้องผ่านหลายขั้นตอน ต้องส่งจดหมายให้กับชาวบ้านและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ใช้งบประมาณสูง หากจัดแล้วถูกชาวบ้านชุมนุมคัดค้านก็จะทำให้เสียงบประมาณโดยไม่เกิดประโยชน์

“เขาว่าอุตสาหกรรมเข้าข้างผู้ประกอบการ คือในกฎหมายนี้จะให้ สอจ.เป็นผู้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นร่วมกับผู้ใหญ่บ้าน แล้วกำหนดว่าทุกๆ 60 วันถ้าทำไม่ได้ต้องทำใหม่ มุมมองที่ชาวบ้านมองเข้ามาก็เหมือน สอจ.เข้าข้าง จริงๆเราต้องปฏิบัติให้ตามกฎหมายกำหนด ถ้าชาวบ้านเข้าร่วมแล้วมาคุยเรื่องปัญหาน่าจะดีกว่า แต่ด้วยภาษาทำให้ไม่เข้าใจกันด้วยหรือเปล่า กังวลว่าถ้าเข้าแล้วจะถูกหลอกให้เซ็นอนุญาต ซึ่งเขาเข้าใจกันอย่างนั้นแต่มันไม่ใช่ คือหลังรับฟังความคิดเห็นมีการคัดค้านเกิดขึ้น สามารถสรุปเรื่องให้อธิบดีพิจารณาถ้าไม่ได้ข้อยุติ เนื่องจากชาวบ้านแสดงความคิดเห็นขัดแย้ง อธิบดีก็อาจจะให้ทำประชาคม ถ้าชาวบ้านไม่เอาจริงๆ จะโหวตเสียงเหมือนเลือกตั้ง ถ้าโหวตแล้วชาวบ้านยืนยันไม่เอา เหมืองก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ชาวบ้านอาจจะกลัวกระบวนการขั้นตอนของเรา” แหล่งข่าวใน สอจ.กล่าว

แหล่งข่าว สอจ. ยังกล่าวถึงกรณีที่ชาวบ้านยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ กสม. ว่าทาง สอจ.ยังไม่ได้คุยกับบริษัทผู้ประกอบการ จึงไม่แน่ใจว่าการที่ชาวบ้านไปยื่นหนังสือเป็นเพราะบริษัทเข้าไปในพื้นที่หรือเปล่า ส่วนการทำเหมืองฟลูโอไรต์จะกระทบกับแหล่งน้ำทรัพยากรธรรมชาติหรือไม่นั้น ต้องสอบถามกับนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมจึงจะได้คำตอบที่ชัดเจนกว่า

“แต่เรื่องอีไอเอยังไม่เสร็จ ยังอยู่ในกระบวนการจัดทำ ถ้าชาวบ้านร่วมมือก็คงเสร็จ คือการทำอีไอเอต้องทำประชาคม และต้องทำหลายรอบด้วยกับชาวบ้านภายในระยะพื้นที่รัศมีรอบเหมือง 3 กิโลเมตร” แหล่งข่าวกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่ กสม.จะลงพื้นที่ไปตรวจสอบโครงการขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ฟลูโอไรต์ ต.สันติคีรี อ.แม่ลาน้อย สอจ. มีความกังวลกรณีใดหรือไม่

“เป็นสิทธิของประชาชนในการยื่นเรื่องร้องเรียน กสม.ให้ตรวจสอบ ไม่รู้ว่า กสม.จะชวนเราไปลงพื้นที่ด้วยหรือเปล่า เขาคงจะขอความร่วมมือ เพราะตอน กสม.ไป จ.เชียงใหม่ เขาก็ชวน ก็รออยู่ วันนั้น กสม.ก็โทรมาถามคร่าวๆว่าเรื่องประมาณไหน แต่เขาไม่ได้ทำหนังสือสอบถามมา สอจ.ก็ต้องอยู่ตรงกลางอยู่แล้วจะหันไปทางไหนก็ประชาชนหมด ก็เอาตามขั้นตอนของกสม.เลย” แหล่งข่าว สอจ. กล่าว

On Key

Related Posts

โฆษก KNU ประกาศไม่เหลือพื้นที่เจรจาให้ SAC ระบุต้องรบให้ชนะเท่านั้น ชวนประชาชนร่วมกำจัดปีศาจร้ายออกจากแผ่นดินกอทูเล เผยพยายามให้กระทบเศรษฐกิจน้อยที่สุด “เศรษฐา” ตั้งกก.ชุดใหญ่ติดตามดูแลสถานการณ์ความไม่สงบในพม่า ให้ปานปรีย์เป็นประธาน

วันที่ 18 เมษายน 2567 พะโดซอตอนี (Padoh Saw Taw NeRead More →

NUG เชื่อการปฏิวัติเข้าใกล้ชัยชนะ ส่งจดหมายกระชับไมตรีกองทัพว้า ชื่นชมมีส่วนสำคัญถอนรากSAC จับตาความเปลี่ยนแปลงภายหลังทูตจีนพบอดีต 3 นายพลผู้นำพม่า

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2567 สำนักข่าว Irrawaddy รายRead More →

นักวิชาการหลายสถาบันเห็นพ้องทบทวนโครงการผันน้ำยวม ชี้ไม่คุ้มค่าการลงทุนนับแสนล้าน-ปริมาณน้ำไม่พอ-อีไอเอไม่คลอบคลุม ชาวบ้านผู้รับผลกระทบวอนให้ลงดูพื้นที่จริง

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2567 เวลา 9.00 น. ที่ห้องประRead More →