“สิ่งที่(อยาก)เห็น และสิ่งที่ฉัน(อยาก)เป็น” พลังนักศึกษาเดินเท้าลุ่มน้ำขาน

1

เมื่อน้ำดื่มหมดระหว่างทางการเดินป่า ไม่ง่ายเลยสำหรับคนเมือง ที่ยังกังวลว่าการดื่มน้ำในลำห้วยธรรรมชาติเสี่ยงรับเชื้อโรค “นันท์นภัส เมืองวงษ์” นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม(มมส.) เป็นหนึ่งคนที่เชื่ออย่างนั้น แม้จะผ่านการลงพื้นที่ชุมชนมาบ้าง ด้วยหลักสูตรตามสาขาวิชาที่เรียน คือ สาขาพัฒนาชุมชน แต่ไม่เคยต้องกินน้ำในป่าสักครั้ง และเมื่อสถานการณ์มาถึงจุดที่เลือกไม่ได้ กิจกรรมนิเวศศึกษาลุ่มน้ำขาน เมื่อวันที่ 14-16 มีนาคม ที่ผ่านมา คือ จุดเริ่มที่ทำให้เธอ ต้องดื่มน้ำกลางป่าเพื่อดับกระหาย เหตุการณ์ครั้งนั้นสอนให้เธอเข้าใจว่า “น้ำคือชีวิต “เป็นอย่างไร

2

“นันท์นภัส”เล่าว่า เมื่อน้ำในขวดที่พกเข้าป่าหมดลง รองเท้าคู่เดียวและคู่สุดท้ายที่มีอยู่ของเธอซึ่งใช้เดินมา 1 วันก็ขาดไปเพราหินที่แหลมคมและทางที่ยากลำบาก อาการปวดเท้าเริ่มถามหา เธออยากกลับบ้าน อยากไปหารองเท้าคู่ใหม่ เพราะไม่สามารถเดินเท้าเปล่าได้ ชาวบ้านที่ร่วมเดินทางมาด้วยก็ซ่อมให้ทันทีแล้วบอกให้เธอเดินช้าๆ ไม่ต้องรีบร้อน

 

“ที่ต้องมาเดินเพราะต้องฝึกงานกับสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิตอยู่แล้ว พี่ที่ดูแลบอกให้ลองมาทำกิจกรรมกับชาวบ้านดูเพื่อเรียนรู้สภาพพื้นที่ก่อน เก็บของมาจากมหาสารคามข้ามคืนก็ยัดสัมภาระที่อยากใช้ ขนมที่อยากกินเต็มกระเป๋า มาเจอแดดที่เหนือรู้สึกหมดแรง ขาอ่อนลง กระเป๋าหนักขึ้น สงสัยอยู่เหมือนกันว่า เวลาที่ต้องฝึกงานต่อไปจะเป็นอย่างไร ชุมชนที่เราผ่านมาไม่ใช่แบบนี้ มันง่ายๆ เป็นหมู่บ้านครึ่งป่า ครึ่งเมือง ไม่ใช่ป่าล้วนๆ แม้ทางสมาคมฯ จะส่งเรามาฟังดูเหมือนบังคับมาก็ตาม พอมาถึงอารมณ์มันเปลี่ยน ชาวบ้านมีน้ำใจมาก ช่วยเหลือทุกอย่าง อาสาแบกของให้ ซ่อมรองเท้าให้ หุงข้าวช่วยเหลือเราทั้งๆที่เขาไม่เคยรู้จักเราเลย ซาบซึ้งในน้ำใจมาก นึกในใจเรียนสาขาพัฒนาชุมชน คณะมนุษย์ฯ หน้าที่เราคือมาพัฒนามาอยู่กับชาวบ้าน แต่ชีวิตในป่าเราช่วยอะไรพวกเขาไม่ได้เลยแถมเป็นภาระให้ด้วยแล้วจะเรียกว่านักพัฒนาชุมชนอย่างไร ”

 

นันท์นภัส เล่าความรู้สึก จินตนาการสำหรับสาธารณะชนโดยรวม อาจวางความหมายของนักพัฒนา3สังคมไว้อย่างสวยงาม บางคนกำหนดตัวละครของนักพัฒนาชุมชนไว้ว่า ต้องเข้ามาจัดการชุมชน มาดูแลเรื่องสุขาภิบาล มาสร้างความบันเทิง มาระดมทุนช่วยเหลือสังคม หากชาวบ้านสบลานและปกาเกอะญอที่เดินป่าร่วมกันนั้น ตัวละครในฐานะนักพัฒนาดังกล่าวต้องตัดทิ้งไป พวกเขาช่วยเหลือตัวเองได้และพร้อมกับการช่วยเหลือคนอื่นในฐานะเพื่อนร่วมทาง

 

ซึ่งส่วนนี้ทำให้นักศึกษาสาวมั่นใจว่า นักพัฒนาในภาพรวมไม่มีอีกแล้ว “ไม่รู้สิความหมายของเรา เราเคยคิดแบบหยิ่งนะว่าเรารู้วิชาการ เรามีความรู้ รู้ในสิ่งที่สัมผัสไม่ได้ และอยากจัดการชุมชนในแบบที่ตัวเองอยากให้เป็น แต่ภูมิปัญญาของชาวบ้านครั้งนี้ เราสัมผัสได้ บอกเลยการเดินป่าทุบทำลายอีโก้เราไปทันที จริงๆแล้ว เราเองที่ไม่รู้อะไรเลย ประสบการณ์ไม่มี ไม่เข้าใจบริบทชุมชนย่อมเป็นนักพัฒนาชุมชนไม่ได้ทริปนี้ บอกเราอย่างนั้น ยิ่งเห็นเด็กเล็กๆ เขาหาปลาได้มากมาย เขาก่อไฟ ทำกับข้าว สารพัดยิ่งบอกเราว่าเด็กๆที่โตมากับป่า กับน้ำเขามีความพร้อมในการจัดการตนเองเพื่อความอยู่รอดเสมอ แต่เหตุผลที่ต้องพึ่งองค์กรพัฒนาเอกชน พึ่งนักพัฒนาเพราะ โครงการใหญ่ๆ อย่างเช่น โครงการสร้างเขื่อนใช้ความรู้วิชาการมาอธิบายแผนพัฒนาทรัพยากรน้ำต่างหาก ตรงนี้ คือส่วนที่ต้องพึ่งกำลัง พึ่งพาความช่วยเหลือเพื่อให้เขาปกป้องชีวิตที่ผูกพันกับป่า กับน้ำให้คงอยู่ต่อไป คือ เด็กที่โตมากับน้ำที่ไหลกับเด็กที่รอวันตายเพราะน้ำท่วมขังเป็นรูปเขื่อน เขาไม่ได้อาจตายเพราะภัยธรรมชาติ แต่เพราะความผิดพลาดของผู้ใหญ่และคนที่เรียกตัวเองว่า “นักพัฒนา” ในคราบนักการเมือง” นันท์นภัส ทิ้งท้าย

4

ไม่ต่างจาก “อนิรุทธิ์ มูลวันดี” เพื่อนร่วมคณะฯ อธิบายว่า ที่ผ่านมาเขาเองไม่เข้าใจบริบทการคัดค้านเขื่อนมานัก แต่การเดินเท้าครั้งนี้ เห็นการใช้ชีวิตของชาวบ้านไม่พึ่งไฟฟ้า ไม่พึ่งรถยนต์ ฯลฯ แล้วรู้สึกว่า เขาไม่ใช่แค่ค้านเขื่อน แต่เขากำลังปกป้องชีวิตพวกเขา “ผมเป็นรุ่นลูก รุ่นหลานโตมากับสังคมเมืองที่มีทุกอย่างแล้วก็จริง แต่การใช้ชีวิตมันต่างกัน ผมอาจรู้จักการใช้ชีวิตพอดีในสังคมเมือง ประหยัดน้ำ ประหยัดไฟได้ในบางครั้ง แต่ผมไม่เคยคิดเปรียบเทียบคนเมืองกับคนดอย ว่าใครภูมิปัญญามากหรือน้อย

 

ผมแค่ไม่เคยเจอวิถีชีวิตแบบนี้เลยดีใจที่อาจารย์ในคณะฯ ส่งเสริมให้มาฝึกงานกับชุมชนที่นี่ การเริ่มต้นด้วยวิธีเดินเท้าค้านเขื่อน เป็นวิธีที่ดีทำให้ผมผูกพันกับชาวบ้านก่อนกระบวนการศึกษาข้อมูลวิชาการและสถานการณ์การสร้างเขื่อน ผมว่าเป็นบทเรียนที่ดีในการสร้างประสบการณ์ของนักศึกษาด้านพัฒนาชุมชน แม้ในอนาคตอาจจะไม่ได้โตไปทำงานสายนี้ก็ตามเชื่อว่า ทุกอาชีพมีส่วนพัฒนาสังคมได้ โดยอาจารย์ที่สอนบอกเลยว่า เราช่วยเหลือคนได้แม้ได้รับเงินเดือนจากการช่วยเหลือนั้นๆ และการเข้าใจความรู้สึกของคนที่กำลังจะเสียบ้านเพราะเขื่อน เมื่อเรารู้เราร่วมต้านจะในฐานะอะไรก็ช่างผมว่า มันคือมิตรภาพที่ดีอย่างหนึ่ง” นักศึกษาหนุ่มอธิบาย

 

ด้าน รณน อัศวปยุกต์กุล นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดใจถึงทริปเดินเท้า 3 วันว่า เขาเห็นข่าวกิจกรรมนิเวศศึกษาฯ จากเฟสบุ๊คของสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต และรู้สึกยินดีที่ได้เห็นวิถีชีวิตและพลังของชาวบ้านจากหลายที่มาร่วมเดินทางด้วยกัน “ผมกะว่ามาสนุกๆ นะพอมาเจอคนที่นี่ ทุกคนมีน้ำใจกับผมมาก ผมดีใจที่ได้มีส่วนร่วมและหากมีโอกาสได้ร่วมกิจกรรมอีก ก็จะทำแม้ไม่มีเพื่อนมาด้วยก็ตาม แต่ถือว่าเรียนรู้นอกห้องเรียนไม่ได้ลงทุนอะไรมากมาย แต่รับอะไรกลับไปไม่น้อยเลย ผมชอบทริปนี้ครับ”

5

ทั้ง 3 คนเป็นแค่ตัวแทนนักศึกษาจากหลายสถาบันการศึกษาในประเทศ ที่ร่วมเดินทางครั้งนี้ มีโอกาสแสดงทัศนะของตนจากการมีส่วนร่วมในสังคม แน่นอนว่าพวกเขามีเวลาอีกมากมายเพื่อเดินหน้าอนาคตในทางที่ตนเองเลือกแต่การเดินเท้าที่ลำบากในครั้งนี้ เสมือนเขากำลังเข้าสู่บทเรียนในอีกด้านของสังคมที่ช่วยสร้างประสบการณ์ให้เมล็ดพันธุ์ทางสังคม อย่างน้อยอนาคตของประเทศเหล่านี้ก็มีครั้งหนึ่งในชีวิตที่น่าจดจำ

 

ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 24 มีนาคม 2557

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.