news_img_571160_1

กรณีพิพาท และการขับไล่ที่ ชุมชนบริเวณทะเลสาบ “Boeung Kak” ของประเทศกัมพูชา เพื่อนำที่ดินไปพัฒนาเป็นเมือง ให้กลุ่มนายทุนเข้ามาแสวงผลประโยชน์ ทำให้คนยากไร้หลายหมื่นชีวิต ต้องถูกขับไล่ออกจากที่อยู่อาศัยของตนเอง

 

จากทะเลสาบที่เคยมีชีวิต และ “ให้ชีวิต” เลยทิ้งไว้เพียงซากแห่งความ “ล่มสลาย” ผู้คนจำนวนมากไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่มีงานทำ จากอาชีพประมง ต้องเบนเข็มไปทำงานรับจ้าง เก็บขยะขาย กลายเป็นช่วงเวลาที่ “ยากลำบาก” ของผู้คนที่นี่

 

“Robert Esposito” ผู้ก่อตั้งกิจการเพื่อสังคมโคโค่ขแมร์ (Coco Khmer) บอกเล่าสิ่งที่เขารับรู้ ตลอดการอาศัยอยู่ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ให้กับผู้ร่วมสัมมนา ในงาน Global Social Venture Competition 2014 (GSVC) การแข่งขันแผนธุรกิจเพื่อสังคม ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ผ่านมา

 

และนั่นเองเป็นที่มาของแรงบันดาลใจให้เขาตัดสินใจลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง เพื่อช่วยเหลือผู้คนที่นี่

 

“ผมมีเพื่อนซึ่งทำธุรกิจอยู่ที่นั่น เพื่อนก็ถูกไล่ที่ เลยไปตั้งเป็น NGO เล็กๆ เพื่อทำงานช่วยเหลือชุมชน แต่ผมกลับคิดว่าเราควรมีทางออกที่ยั่งยืนให้กับคนเหล่านี้ เพราะทำมา 4 ปี คนก็ยังว่างงานอยู่ เด็กๆ ก็ยังไม่ได้รับการศึกษา ขณะที่คนส่วนใหญ่ก็เป็นแม่ เป็นผู้หญิง ที่ต้องดูแลครอบครัว เขาอยากออกไปทำงานนะ แต่ทำไม่ได้เพราะต้องดูแลลูกๆ”

 

โจทย์ที่เข้ามา ทำให้ต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ จากการทำงานช่วยเหลือแบบสังคมสงเคราะห์ ก็ต้องเลือกวิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืนและตรงจุดกว่านี้ โดยมองการสร้างงานในชุมชน เพื่อให้ผู้คนได้มีงานทำและอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัว ที่สำคัญต้องเป็นอาชีพที่ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีสูง ชาวบ้านสามารถทำกันเองได้ และสามารถนำไปต่อยอดได้ ที่มาของการผลิตน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์แบบสกัดเย็น สำหรับการทำอาหาร ที่เต็มล้นคุณสมบัติอันเป็นประโยชน์ ก่อนพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ตามมา

 

โดยใช้ชื่อว่า “Coco Khmer” บอกเล่าความเป็นตัวตนของคนที่นี่

 

“เราตั้งเป็นศูนย์ผลิตขึ้นในชุมชน เพื่อให้ผู้คนสามารถทำงานในชุมชนได้ เขาจะได้ดูแลลูกๆ ซึ่งเมื่อครอบครัวมีรายได้ เพียงพอ เด็กๆ ก็จะได้เรียนหนังสือ”

 

เขาสะท้อนความคิด ก่อนบอกวิธีการทำงาน ที่เริ่มจากนำชาวบ้านมาอบรม เขาบอกว่า

 

“มะพร้าวหาได้ตามท้องตลาด แต่สิ่งที่ขาดคือทักษะในการผลิต”

 

ซึ่งเบื้องต้นเริ่มจากเพียง 5 ครอบครัว เพราะคนส่วนใหญ่ยังไม่มั่นใจในความพยายามของพวกเขา แต่ก็เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อความมุ่งมั่นและปราถนาดี เริ่มปรากฏผลดีต่อผู้คนที่นี่

 

“นี่เป็นการช่วยเหลือที่ไม่ใช่แค่การให้อาหาร หรือที่อยู่อาศัย แก่เขาในภาวะฉุกเฉิน แต่เรามองถึงการให้อาชีพเขา ซึ่งความรู้มีอยู่มากมาย และสามารถออกแบบให้ตอบโจทย์ ได้ทั้งกับ เราและชุมชน”

 

เขาสะท้อนการแก้ปัญหา ที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน ด้วยโมเดลของ Social Enterprise

 

โดยผลจากความตั้งใจจริง ผ่านไป 7 เดือน ก็สามารถทำให้คนในชุมชนมีรายได้ที่มั่นคงขึ้น แม้ยังไม่ได้มากมายนัก แต่อย่างน้อยๆ เด็กๆ ก็ได้ไปเรียนหนังสือ มีการทำระบบประกันสุขภาพให้กับสมาชิก โดยการหักจากรายได้ มาตั้งเป็นกองทุนประกันสุขภาพ มีเงินให้กู้ยืม เพื่อทำตามฝันของตัวเองได้ ซึ่งเงินที่คืนมาก็กลับสู่กองทุนไปเรื่อยๆ

 

“เป้าหมายของเรา คืออยากให้พวกเขามีความมั่นใจในตัวเอง เกิดอิสรภาพทางการเงิน และสร้างธุรกิจที่เขาเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง”

 

เขาบอกโครงสร้างของบริษัท ที่ให้คนมาลงหุ้นร่วมกัน ซึ่งถ้าใครมีความฝันอื่น ก็สามารถขายหุ้นคืนให้กับบริษัท เพื่อจะได้มีเงินก้อนไปทำอะไรของตัวเองในอนาคตได้ ซึ่งวิธีนี้พวกเขาบอกว่าสามารถสร้างแรงจูงใจ และคนก็ไม่ได้ทำงานเพื่อค่าจ้างเพียงอย่างเดียว แต่พวกเขายังมีความเป็น “เจ้าของ”

 

“เราทำให้เขามีโอกาส เพราะก่อนหน้านี้ เขาไม่มีทั้งโอกาส ไม่มีทั้งอิสรภาพทางการเงิน เราพบว่า คนเหล่านี้กลับมามีชีวิตชีวา มีความหวังในอนาคตมากขึ้น ถ้าป่วยก็ไม่ต้องกังวล ถ้าอยากทำตามความฝันของตัวเอง ก็สามารถทำได้ เพราะส่วนใหญ่คนเหล่านี้อายุ 40 ปีขึ้นไปแล้ว ซึ่งในอายุขนาดนี้คงไม่มีใครอยากจ้างงานหรอก ยิ่งอายุมาก แถมยังไม่มีโอกาสเรียนหนังสือ พวกเขาเลยไม่มีความหวัง นี่จึงเป็นวิธีการหนึ่งที่ให้โอกาสแก่พวกเขา”

 

และเพื่อให้ความหวังแบบนี้ ขยายผลได้กว้างไกลขึ้น พวกเขาจึงสร้างหน่วยธุรกิจย่อยขึ้นที่ “kampot” ประเทศกัมพูชา ผลพลอยได้ที่ตามมา ไม่ใช่แค่การช่วยเหลือผู้คนได้กว้างขึ้นเท่านั้น แต่มองในมุมธุรกิจ นี่ยังเป็นการเพิ่มกำลังการผลิตสินค้าให้สนองตลาดได้มากขึ้น ทั้งยังป้องกันความเสี่ยงในการทำธุรกิจอีกด้วย

 

“เราเริ่มขยายออกไปจากเมือง ย้ายไปที่ kampot แล้วสร้างหน่วยย่อยๆ ขึ้นมา เพื่อลดความเสี่ยง และสร้างผลผลิตให้มากขึ้น สามารถเข้าไปยังผู้คนที่หลากหลายขึ้น มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น และไม่ว่ามีอะไรเกิดขึ้น อย่างปัญหาของความไม่สงบทางการเมือง เราก็ยังมีหน่วยอื่นที่จะทำงานแทนได้ เพื่อลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจ” เขาบอกแนวคิด

 

เริ่มทำธุรกิจมา 7 เดือน เขาบอกว่า เริ่มถึงจุดคุ้มทุนใน 5 เดือน ส่วนเดือนที่ผ่านมาก็แค่ “เท่าทุน” และขณะนี้ ก็ยังไม่ได้กำไรมากนัก เพราะอุปสรรคสำคัญ คือ พวกเขายังขยายสาขาไปไม่ได้เยอะมาก แม้ความต้องการในตลาดจะมีมากก็ตาม เพราะถ้าคนเพิ่มขึ้น ก็ยากที่จะควบคุมคุณภาพ จึงต้องเตรียมฝึกอบรมคน และกระบวนการผลิตให้ดี ก่อนที่จะขยายธุรกิจในอนาคต

 

บทสัมภาษณ์กลุ่มแม่บ้าน เบื้องหลังผลิตภัณฑ์ “โคโค่ขแมร์” พวกเขาบอกเล่าความ “อิ่มเอม” ของการได้ทำงานที่มีเวลาอยู่กับครอบครัว มีอาหารที่เพียงพอสำหรับลูกๆ เด็กๆ ได้เรียนหนังสือ และมีชีวิตที่มีความหวังมากขึ้นในวันนี้

 

“ถ้าไม่มีงาน ก็ไม่รู้ว่าครอบครัวจะอยู่รอดไหม ก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร ก็รู้สึกขอบคุณมาก ที่ทำให้มีงานนี้ ธุรกิจนี้ช่วยให้เราหลุดพ้น จากปัญหาความยากจน และมีชีวิตรอดต่อไปได้”

 

ขณะผู้ก่อตั้ง “โคโค่ขแมร์” ปิดท้ายเรื่องเล่าของเขา ด้วยประโยคสั้นๆ แค่ว่า

 

“สิ่งที่เราสร้างขึ้น ไมได้สำคัญ สิ่งสำคัญ คือ เราต้องการสร้างผลกระทบที่ดีสู่สังคม ทำให้ชีวิตที่เคยยากลำบาก เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น”

 

อีกหนึ่งกิจการน้ำดี ที่งอกงามขึ้นท่ามกลางปัญหาของสังคม ของคนที่ “ทนไม่ได้” ที่จะละเลยกับปัญหาเหล่านั้น แล้วเลือกเปลี่ยนแปลงมัน ด้วยสองมือของพวกเขา

 

กรุงเทพธุรกิจ 4 เมษายน 2557

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.