image

ระหว่างวันที่ 4-6 มิถุนายน สื่อมวลชนจากสำนักข่าวต่างๆทั้งโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ สื่อออนไลน์ นักเขียนและศิลปิน กว่า 10 คน ร่วมกันลงพื้นที่ชุมชนบ้านโป่งลึก-บางกลอยลง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานอพยพชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงจากหมู่บ้านบางกลอยบนมาไว้ที่บ้านบางกลอยล่าง ทำให้ต้องประสบความลำบากเพราะขาดแคลนที่ดินทำกิน จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์การถูกบังคับให้หายตัวไปของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ แกนนำชาวบ้านที่เคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิของชาวบ้านบางกลอย

ทั้งนี้ในวันที่ 5 มิถุนายน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นำโดยนพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานอนุกรรมการด้านที่ดินและป่าไม้ ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพร้อมด้วย ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมน์ นักวิชาการศูนย์สันติศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนครราชสีมา นางเตือนใจ ดีเทศน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงราย นางสุนี ไชยรส กรรมการปฎิรูปกฏหมาย ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่หมู่บ้านบางกลอย โดยได้เข้าไปสำรวจพื้นที่ที่ทำกินที่อุทยานฯจัดไว้ให้ชาวบ้าน นอกจากนี้ยังได้ตั้งวงแลกเปลี่ยนเพื่อหาทางออกให้ชุมชนโดยเชิญผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุทยานแห่งชาติฯ มูลนิธิปิดทองหลังพระ และชาวบ้านบางกลอย

ในระหว่างการหารือชาวบ้านได้สะท้อนความต้องการแบ่งเป็น 2 ส่วน โดยกลุ่มแรกต้องการให้พัฒนาที่ดินที่ทำกินซึ่งได้รับการจัดสรรให้สามารถปลูกข้าวและปลูกพืชเพื่อดำรงชีวิตอยู่ได้หรือหาพื้นที่ในบริเวณใกล้เคียงเพื่อจัดสรรให้ทุกครอบครัวได้พออยู่พอกินเนื่องจากเมื่อตอนอุทยานอพยพชาวบ้านลงมาได้รับปากว่าจะจัดสรรที่ดินทำกินให้ครอบครัวและ 7 ไร่ แต่จนถึงปัจจุบันยังมีชาบ้านอีกหลายครอบครัวไม่มีที่ดินทำกิน ขณะที่ชาวบ้านกลุ่มที่สองต้องการกลับขึ้นไปอยู่ยังหมู่บ้านบางกลอยบนซึ่งเป็นพื้นที่ดั้งเดิมที่อยู่กันมานานตั้งแต่บรรพบุรุษ ซึ่งคนกับป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้มานานนับร้อยๆปีโดยไม่มีปัญหาการบุกรุกทำลายป่า แต่หากรัฐไม่มั่นใจก็สามารถกำหนดขอบเขตเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีการบุกรุกป่าเพิ่มขึ้น

นพ.นิรันดร์ กล่าวว่าจากการลงพื้นพบว่า สภาพพื้นที่ 300 กว่าไร่ที่ทางอุทยานฯ จัดสรรให้ทั้งในส่วนของกลุ่มที่ถูกโยกย้ายมาจากบางกลอยบนช่วง ปี2539 และ 2554 มีปัญหาเรื่องการทำเกษตรที่ไม่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ เช่น กรณีการปลูกข้าวนั้น ชาวบ้านยืนยันว่าผลผลิตต่อไร่ ต่ำกว่าที่เคยทำในบางกลอยบน โดยครัวเรือนที่มีผลผลิตสูงสุดอยู่ระหว่าง 30-80 ถังต่อไร่ ซึ่งปัญหาหลักคือ ไกลจากแหล่งน้ำ ซึ่งทางมูลนิธิปิดทองได้ช่วยเหลือเรื่องระบบสูบน้ำและสาธารณูปโภคอื่นๆ ได้บ้างแต่ยังไม่ตรงตามเป้าหมายนอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่นด้วย เช่น เรื่องที่ทำกินไม่พอเนื่องจากการขยายตัวของสมาชิกครอบครัวไม่คงที่ ความแออัดเรื่องที่อยู่อาศัย ซึ่งจำนวนผู้ที่ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองนั้นต้องสำรวจจำนวนที่แน่ชัดอีกครั้ง

 

“ปัญหาของชาวบ้าน และการช่วยเหลือจากภาครัฐนั้น เราจะประเมินช่วงปี 2554-2557 ชาวบ้านบางครอบครัวพบว่ายังรับสมาชิกคนใหม่เข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านด้วย ไม่สามารถสร้างบ้านได้ เพราะถูกจำกัดสิทธิเรื่องการหาทรัพยากรในป่า เมื่อไม่มีที่อยู่ ก็ไม่มีที่ทำกิน เป็นปัญหาต่อเนื่อง ดังนั้นเราต้องมาดูตั้งแต่เรื่องความร่วมมือของชาวบ้านในการนับครัวเรือน นับจำนวนกันใหม่ และที่สำคัญควรมีคณะทำงานร่วมกันในเรื่องการแก้ปัญหาชาวกะเหรี่ยงที่ถูกย้ายลงมาจากพื้นที่เดิม ซึ่งคาดว่าจะเร่งตั้งคณะทำงาน 3 ชุดให้เสร็จในเร็วๆ นื้ โดยผมจะทำหนังสือไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีและกรมอุทยานฯ” นพ.นิรันดร์ กล่าว

นายสรัชชา สุริยกุล ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี กล่าวว่า จากที่ฟังปัญหามาทั้งหมดนั้นพบว่า เรื่องที่ทำกินก็ไม่พอ เรื่องที่ดินอยู่อาศัยก็ไม่พอ ดังนั้นตนจึงจะมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่อุทยานฯ สำรวจเพิ่มเติมเรื่องการขยายพื้นที่ทำกิน โดยแบ่งไว้ 3 จุด คือ 1 ห้วยโป่งลึก 100 ไร่ ฟาร์มตัวอย่าง ประมาณ 70 ไร่ และวังข่า 30 ไร่ โดยจะขออนุมัติให้กรมอุทยานฯพิจารณาในสัปดาห์หน้า โดยยึดหลักการจัดสรรให้ชุมชนแล้วให้สมาชิกไปแบ่งกันตามความเหมาะสม ส่วนคณะทำงานเรื่องการสำรวจจำนวนประชากรที่ทางคณะกรรมการสิทธิ์ฯ และตัวแทนด้านอื่นๆ เคยเสนอมา คาดว่าอาจจะดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 30 วัน

ทั้งนี้ใจช่วงท้ายของการประชุมผู้แทนชาวบ้านได้ถามถึงกรณีการหายตัวไปของนายบิลลี่ว่ามีความคืบหน้าแค่ไหน นอกจากนี้ชาวบ้านยังตั้งคำถามด้วยว่า หากในวันที่ 15 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันครบ 1 เดือนที่กรมอุทยานฯย้ายนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ออกจากตำแหน่งหัวหน้าอุทยานฯแก่งกระจานไปประจำที่เขตราชบุรี ซึ่งหากนายชัยวัฒน์กลับมา แผนงานต่างๆที่ได้ร่วมหารือกันในวันนี้จะล้มเลิกหรือไม่ โดยนายสรัชชา กล่าวว่า ไม่ว่านายชัยวัฒน์จะกลับมาหรือไม่ ตนก็จะทำงานนี้ให้สำเร็จ ทำให้ชาวบ้านรู้สึกพอใจและปรบมือให้

รายงานข่าวจากกรมอุทยานฯแจ้งว่า ภายหลังจากการหายตัวไปของนายพอละจี กรมอุทยานฯได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยมีนายธรรมรัตน์ วงศ์โสภา ผู้อำนวยการส่วนอุทยาน สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) เป็นประธาน ซึ่งขณะนี้การสอบสวนได้เสร็จสิ้นแล้วโดยอยู่ระหว่างส่งเรื่องให้นายนิพนธ์ โชติบาล รักษาการอธิบดีกรมอุทยานฯพิจารณา ซึ่งผลการสอบสวนระบุว่า หัวหน้าอุทยานฯ มีความผิดตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา กรณีที่มีการจับกุมนายบิลลี่ในข้อหามีน้ำผึ้งป่าไว้ในครอบครองและมีการปล่อยตัวไปโดยไม่มีการลงบันทึกการจับกุมตามระเบียบ ทำให้เกิดความเสียหายต่อต้นสังกัด

ข่าวแจ้งว่าขณะนี้ ข้าราชการในกรมอุทยานฯกำลังจับตามองอยู่ว่าเรื่องนี้นายนิพนธ์จะตัดสินว่าเป็นความผิดเล็กน้อยหรือผิดวินัยร้ายแรง เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เมื่อตอนย้ายนายชัยวัฒน์ไปประจำที่สำนักบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 บ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ซึ่งนายชัยวัฒน์ให้สัมภาษณ์ว่าเป็นการขอย้ายตัวเองออกจากพื้นที่ 1 เดือน ซึ่งเหมือนกับเป็นการตบหน้าผู้บริหารกรมอุทยานฯ และทำให้ถูกมองว่าผู้บริหารกรมอุทยานฯให้ท้ายนายชัยวัฒน์ ซึ่งถือว่าเป็นการทำลายภาพพจน์ของกรมอุทยานฯโดยเฉพาะคณะผู้บริหารกรม ดังนั้นหากผลการสอบสวนออกมาและมีการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยเอาความผิดเล็กๆน้อยๆกับนายชัยวัฒน์ก็จะยิ่งตอกย้ำให้กรมอุทยานฯถูกมองว่าเล่นพรรคเล่นพวกและปกป้องกันเอง

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.