ยื่นร้อง”ประยุทธ์” เมียวอนหา”บิลลี่ “

image เมียบิลลี่ทำหนังสือร้องเรียน “บิ๊กตู่” วอนสั่งการตามหาตัวสามีที่หายไปไร้ร่องรอย ด้านข่าวสดลงพื้นที่หมู่บ้านกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย น้องสาวบิลลี่เผยหลังพี่ชายหายไปชาวบ้านยังหวาดผวาไม่หาย ระบุเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ยังใช้มาตรการเข้มงวดกับชาวบ้านมากขึ้น งงบิลลี่พกน้ำผึ้งลงไป 38 ขวด แต่เจ้าหน้าที่อุทยานบอกว่ามีเพียง 5-6 ขวด ด้านอุทยานฯ เตรียมจัดที่ทำกินให้ชาวบ้าน

 

วันที่ 7 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากการลงพื้นที่บ้านโป่งลึก-บางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อพยพชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงจากหมู่บ้านบางกลอยบนมาอยู่ที่บ้านบางกลอย โดยไม่จัดสรรที่ดินทำกินให้ชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านประสบความลำบาก เพราะขาดแคลนที่ดินทำกิน นำไปสู่ความขัดแย้งกันระหว่างชาวบ้านและเจ้าหน้าที่อุทยานฯ จนเกิดเหตุการณ์ที่นายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ แกนนำชาวบ้านที่เคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิที่ดินทำกินให้กับชาวบ้าน ถูกอุ้มจนหายตัวไปเมื่อวันที่ 17 เม.ย.จนบัดนี้ยังไม่พบตัว

 

นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านที่ดินและป่าไม้ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่หมู่บ้านบางกลอย โดยเข้าสำรวจพื้นที่ที่ทำกินที่อุทยานฯ จัดไว้ให้ชาวบ้าน นอกจากนี้ยังได้ตั้งวงแลกเปลี่ยนเพื่อหาทางออกให้ชุมชนโดยเชิญ ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุทยานแห่งชาติฯ มูลนิธิปิดทองหลังพระ และชาวบ้านมาหาทางออกร่วมกัน

 

นพ.นิรันดร์กล่าวว่า จากการลงพื้นที่พบว่าสภาพพื้นที่ 300 กว่าไร่ที่ทางอุทยานฯจัดสรรให้ทั้งในส่วนของกลุ่มที่ถูกโยกย้ายมาจากบางกลอยบนช่วง 2539 และ 2554 มีปัญหาเรื่องการทำเกษตรที่ไม่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ เช่น กรณีการปลูกข้าวนั้น ชาวบ้านยืนยันว่าผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าที่เคยทำในบางกลอยบน ครัวเรือนที่มีผลผลิตสูงสุดอยู่ระหว่าง 30-80 ถังต่อไร่ ซึ่งปัญหาหลักคือ พื้นที่ที่ได้รับการจัดสรรนั้นอยู่ไกลจากแหล่งน้ำ ซึ่งทางมูลนิธิปิดทองได้ช่วยเหลือเรื่องระบบสูบน้ำและสาธารณูปโภคอื่นๆ ได้บ้างแต่ยังไม่ตรงตามเป้าหมาย นอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่นด้วย เช่น เรื่องที่ทำกินไม่พอเนื่องจากการขยายตัวของสมาชิกครอบครัวไม่คงที่ ความแออัดเรื่องที่อยู่อาศัย ซึ่งจำนวนผู้ที่ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองนั้นต้องสำรวจจำนวนที่แน่ชัดอีกครั้ง

 

“ปัญหาของชาวบ้าน และการช่วยเหลือจากภาครัฐนั้น เราจะประเมินช่วงปี 2554-2557 ชาวบ้านบางครอบครัวพบว่ายังรับสมาชิกคนใหม่เข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านด้วย ไม่สามารถสร้างบ้านได้ เพราะถูกจำกัดสิทธิเรื่องการหาทรัพยากรในป่า เมื่อไม่มีที่อยู่ ก็ไม่มีที่ทำกิน เป็นปัญหาต่อเนื่อง ดังนั้น เราต้องมาดูตั้งแต่เรื่องความร่วมมือของชาวบ้านในการนับครัวเรือน นับจำนวนกันใหม่ และที่สำคัญควรมีคณะทำงานร่วมกันในเรื่องการแก้ปัญหาชาวกะเหรี่ยงที่ถูกย้ายลงมาจากพื้นที่เดิม ซึ่งคาดว่าจะเร่งตั้งคณะทำงาน 3 ชุดให้เสร็จในเร็วๆ นื้ โดยผมจะทำหนังสือไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีและกรม อุทยานฯ” นพ.นิรันดร์กล่าว

 

ด้านนายสรัชชา สุริยกุล ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี กล่าวว่า จากที่ฟังปัญหามาทั้งหมดนั้นพบว่าเรื่องที่ทำกินก็ไม่พอ เรื่องที่ดินอยู่อาศัยก็ไม่พอ ดังนั้น จะมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ อุทยานฯ ลงสำรวจเพิ่มเติมเรื่องการขยายพื้นที่ทำกิน โดยแบ่งไว้ 3 จุด คือ 1 ห้วยโป่งลึก 100 ไร่ ฟาร์มตัวอย่าง ประมาณ 70 ไร่ และวังข่า 30 ไร่ โดยจะขออนุมัติให้กรม อุทยานฯพิจารณาในสัปดาห์หน้า โดยยึดหลักการจัดสรรให้ชุมชนแล้วให้สมาชิกไปแบ่งกันตามความเหมาะสม ครอบครัวละ 7 ไร่ ส่วนคณะทำงานเรื่องการสำรวจจำนวนประ ชากรที่ กสม.และตัวแทนด้านอื่นๆ เคยเสนอมา คาดว่าอาจจะดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 30 วัน

 

นายสรัชชากล่าวต่อว่า แม้ว่านายชัย วัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จะกลับมาเป็นหัวหน้าอุทยานฯ ที่นี่หลังจากพ้นระยะเวลาย้ายออกจากพื้นที่ ตนก็จะทำงานนี้ให้สำเร็จ ไม่ยอมให้ใครมาล้มเลิกโครงการนี้อย่างแน่นอน เพราะต้องการช่วยให้ความขัดแย้งในพื้นที่หมดไป และทำให้ชาวบ้านและอุทยานฯช่วยกันพัฒนาพื้นที่ต่อไป

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างการหารือชาวบ้านได้สะท้อนความต้องการแบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกต้องการให้พัฒนาที่ดินที่ทำกินซึ่งได้รับการจัดสรรให้สามารถปลูกข้าวและปลูกพืชเพื่อดำรงชีวิตอยู่ได้หรือหาพื้นที่ในบริเวณใกล้เคียงเพื่อจัดสรรให้ทุกครอบครัวได้พออยู่พอกิน เนื่องจากเมื่อตอนอุทยานฯ อพยพชาวบ้านลงมาได้รับปากว่าจะจัดสรรที่ดินทำกินให้ครอบ ครัวและ 7 ไร่ แต่จนถึงปัจจุบันยังมีชาวบ้านอีกหลายครอบครัวไม่มีที่ดินทำกิน

 

ขณะที่ชาวบ้านกลุ่มที่สองนำโดยปู่คออี้ มีมิ อายุ 104 ปี ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่งผืนป่าแก่งกระจาน ต้องการกลับขึ้นไปอยู่ยังหมู่บ้านบางกลอยบนซึ่งเป็นพื้นที่ดั้งเดิมที่อยู่กันมานานตั้งแต่บรรพบุรุษ ซึ่งคนกับป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้นานนับร้อยปีโดยไม่มีปัญหาการบุกรุกทำลายป่า แต่หากรัฐไม่มั่นใจก็สามารถกำหนดขอบเขตเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีการบุกรุกป่าเพิ่มขึ้น

 

ขณะที่น.ส.กันธิมา รังจงเจริญ น้องสาวของนายบิลลี่ เปิดเผยก่อนบิลลี่หายตัวไปว่า ในวันที่พี่บิลลี่จะลงไปจากบางกลอยนั้น ได้นำน้ำผึ้งที่ลูกหลานของปู่คออี้ให้นำไปขายเพื่อนำเงินไปซื้อยาทั้งหมด 8 ขวด กับอีก 30 กิโลกรัม (1 กิโลกรัม ใส่ได้ 1 ขวด) โดย 8 ขวดนั้นใส่ไว้ในกระเป๋าสะพายหลัง ส่วนอีก 30 กิโลกรัมนั้นไว้ที่ช่องว่างหน้ารถ ไม่ได้มีเพียงแค่ 5-6 ขวดอย่างที่เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ระบุอย่างแน่นอน จึงอยากรู้ว่าน้ำผึ้งหายไปไหน โดยหลังจากพี่บิลลี่ถูกจับไปพี่ชายของตนต้องรับแม่ไปอยู่ด้วยที่ อ.ชะอำ เนื่องจากสภาพจิตใจแย่มาก ไม่สามารถอยู่ที่บ้านได้ ขณะที่ชาวบ้านต่างหวาดกลัว และหวาด ระแวง ไม่กล้าเดินทางไปไหนมาไหน บางคนป่วยก็ไม่กล้าเดินทางตอนกลางคืน ต้องรอให้สว่างก่อน เพราะว่ากลัวจะหายไปเหมือนพี่บิลลี่

 

น้องสาวของนายบิลลี่กล่าวอีกว่า นอก จากนี้เจ้าหน้าที่อุทยานยังเข้มงวดกับชาวบ้านมากขึ้น เวลาเดินทางผ่านด่านเขามะเร็วจะตรวจสอบอย่างเข้มงวด ขนาดมีเด็กป่วย ก็ยังไม่มีการผ่อนปรน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ อุทยานฯ เมื่อเดินทางมาที่หมู่บ้านจะถือปืนมาด้วยตลอด ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยถือปืนเข้ามาในหมู่บ้านเลย ยิ่งทำให้ชาวบ้านหวาดกลัวมากขึ้นไปอีก

 

“พี่บิลลี่เคยบอกว่าถ้าต้องตายเพราะการที่เขาช่วยเหลือชาวบ้าน เขาบอกว่าเขาสบายใจแล้ว และเขายังเคยบอกว่าถ้าเขาหายไปไม่ต้องตามหา เพราะหายังไงคงหาไม่เจอ เพราะรู้ว่าคนที่ทำพี่บิลลี่เป็นใคร และมีอิทธิพลขนาดไหน ทั้งนี้ ชาวบ้านไม่มีใครอยากให้นายชัยวัฒน์กลับมาเป็นหัวหน้าอุทยานฯ ที่นี่อีก เพราะพวกเขาต่างกลัวว่าจะมีคนหายไปเหมือนพี่บิลลี่” น.ส.กันธิมากล่าว

 

ขณะที่พ.ต.อ.วรเดช สวนคล้าย ผกก.สภ.แก่งกระจาน กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่พบวัตถุพยานที่มีผลต่อรูปคดีเพิ่มเติม แต่ได้สืบข้อมูลจากโทรศัพท์ของบิลลี่ เพื่อหาบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งมีการสอบปากคำแล้ว 29 คน ตอนนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าบิลลี่ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ แต่พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร. ได้กำชับให้ติดตามคดีอย่างใกล้ชิดแล้ว

 

วันเดียวกัน น.ส.พิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยานายพอละจี เปิดเผยว่าขณะนี้ตนได้เขียนจดหมายถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับสามี ที่หายตัวไปอย่างลึกลับ โดยจดหมายดังกล่าวเขียนเสร็จตั้งแต่วันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งจะขอเวลาในการปรึกษาเพื่อนบ้าน ญาติ และภาคีเครือข่ายอื่นๆ อีกครั้งว่าจะส่งจดหมายดังกล่าวถึงหัวหน้าคสช.หรือจะเดินทางมายื่นหนังสือที่กรุงเทพมหานคร

 

น.ส.พิณนภากล่าวต่อว่า เนื้อหาในจด หมายตนได้เขียนถึงบทบาทของนายพอละจี ในฐานะนักเคลื่อนไหวทางสังคมที่ได้สละเวลาเพื่อการทำงานให้ชุมชน โดยเฉพาะกรณีที่ต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชนทั้งสิทธิด้านที่อยู่อาศัย และสิทธิในที่ดินทำกิน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นความทุกข์ของชาวบ้านบางกลอย หลังถูก ย้ายถิ่นฐานลงมาจากชุมชนบางกลอยบน นอกจากนี้ ยังได้ร้องเรียนกรณีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานกระทำการโดยไม่ชอบต่อชาวบ้านในพื้นที่ด้วย เช่น การใช้อำนาจจับกุมนายพอละจี กรณีครอบครองน้ำผึ้งป่าแล้วไม่ส่งต่อให้ตำรวจดำเนินคดี แต่กลับปล่อยตัวไปจนเป็นเหตุให้นายพอละจีหายตัวไป

 

“หวังว่าพล.อ.ประยุทธ์จะเห็นใจพวกเรา และให้ความช่วยเหลือบ้าง อย่างน้อยกรณีการทำงานของเจ้าหน้าที่อุทยาน ในเมื่อตอนนี้ทหารปกครองสถานการณ์ประเทศไทย อยู่ ก็อยากให้ใช้อำนาจและหน้าที่กำชับ เจ้าหน้าที่อุทยานฯ บ้าง หรืออย่างน้อยได้ออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่สืบสวน สอบสวนและผู้เกี่ยวข้องได้ติดตามคดีนายพอละจีอย่างจริงจัง เราและญาติๆ ไม่มีที่พึ่งแล้วจริงๆ ไม่รู้ว่ากรณีเผาไล่ที่กะเหรี่ยงบางกลอยจะเป็นยังไงต่อไป จะยืดเยื้อหรือไม่ แต่อยากให้ทหารมีส่วนกำชับเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบ สวนด้วย เราอยากได้ความเป็นธรรมคืนหมู่บ้าน” น.ส.พิณนภากล่าว

 

ข่าวสด 8 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 24 ฉบับที่ 8593

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.