goldmine
“…หยุดๆ หยุดๆ..ปังๆ ปังๆ…” เสียงกรีดร้องห้ามปรามจากชาวบ้าน ประสานเสียงขว้างขวดแก้วสลับเสียงปืนดังสนั่นในความมืด หลังกลุ่มชายฉกรรจ์กว่า 300 คน บุกมาทำร้ายชาวบ้าน แล้วใช้รถบรรทุก 18 ล้อกว่า 10 คัน ทยอยขนแร่ทองแดง ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากเหมืองแร่ทองคำ ออกนอกพื้นที่ยามวิกาล ถูกบันทึกด้วยโทรศัพท์มือถือของชาวบ้านรายหนึ่ง

กลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ตอกย้ำความรุนแรงในกลางดึกสงัดของคืนวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา แต่ภาพความหวาดกลัวยังฝังอยู่ในใจของชาวบ้านหนองนาบง ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย มาจนถึงทุกวันนี้
“เราพยายามรักษาชีวิตชาวบ้านให้มากที่สุด เราจะไม่เอาชีวิตไปแลก เขาขนกลางคืนแล้ว เอาชายฉกรรจ์มาจับชาวบ้านเป็นตัวประกันทำร้ายชาวบ้าน ชาวบ้านมีแต่มือเปล่า มันน่าจะเถื่อนมากกว่าเป็นสิทธิ์ของเขา ถ้าเป็นสิทธิ์ของเขาจะไม่ละเมิดชาวบ้านขนาดนี้” พรทิพย์ หงชัย ชาวบ้านหนองนาบง สะท้อนความรู้สึกหวาดหวั่น
ก่อนหน้านั้น ราวครึ่งเดือนเคยมีนายทหารยศพลโท อ้างว่าเป็นตัวแทนของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ทำสัญญาซื้อขาย และได้รับใบอนุญาตให้ขนแร่ทองแดง ที่มีทองคำและเงินเจือปน 476 เมตริกตัน ออกนอกพื้นที่ เคยเข้ามาเจรจากับชาวบ้าน และค่ำคืนพฤษภาโหด ชาวบ้านจึงเชื่อว่าจะเป็นใครอื่นไม่ได้เลยนอกจากพวกเขา!!
ปมขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับเหมืองแร่ทองคำแห่งนี้ บ่มเพาะผลกระทบมานานกว่าทศวรรษแล้ว จากจุดเริ่มต้นประกาศห้ามใช้น้ำจากลำห้วย กระทั่งห้ามใช้น้ำบาดาล ตลอดจนวิถีชีวิตที่เคยพึ่งพาธรรมชาติ อย่างเก็บผักริมลำห้วย หาหอยขม หาปลา วิถีชีวิตของชาวบ้านต้องปรับเปลี่ยนไป ต้องซื้อหาทุกอย่าง
ทว่าสิ่งที่ชาวบ้านหวาดหวั่นมากที่สุด คือ การสุ่มตรวจชาวบ้านใน 6 หมู่บ้านพบสารไซยาไนด์ สารปรอท ในเลือดของเกือบทุกคน แตกต่างกันที่ “เกินและไม่เกินค่ามาตรฐาน” เท่านั้น
“พวกเขามีเขื่อนไซยาไนด์ที่จะเอากากแร่ไปทิ้ง ตรงนั้นเป็นปัญหาที่สุด มันตั้งอยู่เหนือตาน้ำ ภูเขาทั้งลูกเป็นเขื่อนที่มีแต่สารพิษกองอยู่ แล้วมันก็ซึมลงใต้น้ำไหลลงสู่แหล่งน้ำของพวกเรา ซึ่งสันเขื่อนเคยทรุดแตกไปแล้วครั้งหนึ่ง ไม่มีใครออกมาบอกชาวบ้าน มีแต่ถมสันเขื่อนสูงขึ้น เคยมีหลายหน่วยงานเอาน้ำใต้ดินไปตรวจ จึงออกประกาศห้ามรับประทานหอยขม ห้ามชาวบ้านเอาน้ำใต้ดินมาบริโภค…”
พรทิพย์ บอกเล่าถึงความทุกข์ที่ทับถมหมู่บ้านของเธอมานานกว่า 10 ปี ระหว่างพาไปดูขุมเหมืองทองคำที่ภูซำป่าบอน ซึ่งหมดสัมปทานพื้นที่ป่าไม้แล้ว บริเวณขุมเหมืองมีน้ำสีเขียวแปลกตาขังอยู่ โดยรอบบริเวณพบเศษหินสะท้อนแสงแดดเป็นสีทองระยิบระยับ และมีกลิ่นคล้ายกำมะถันโชยมาเป็นระยะๆ
“ตรงนี้เป็นที่กองสินแร่ ก่อนลำเลียงไปโรงงานแยกแร่ที่อยู่ภูทับฟ้าข้างหน้าโน้น” สุรพันธ์ รุจิไชยวัฒน์ เลขานุการกลุ่มรักบ้านเกิด ซึ่งถูกเหมืองทองคำฟ้องร้องทั้งคดีอาญาและคดีแพ่งหลายคดี อธิบายสภาพพื้นที่เหมืองแร่ทองคำที่ภูซำป่าบอน และบอกเล่าถึงขั้นตอนคร่าวๆ และชี้ให้ดูเศษหินที่กระจายอยู่ตามพื้นเป็นเพียงสายแร่ที่มีแร่ทองคำกระจายตัว ต้องเอาไปบดและแยกแร่ทองคำด้วยกระบวนการไซยาไนด์
“แร่ทองคำจะมีลักษณะคล้ายๆ ปลาหมึก แม่แร่บางก้อนมีน้ำหนักเป็นร้อยกิโลกรัม แค่เจอแม่แร่ก็พอแล้ว แต่ตอนนี้ทองคำราคาสูง สายแร่ทองคำเล็กๆ เอาหมด ตอนที่ทำเหมืองปี 2549 ราคาทองคำออนซ์ละ 500 เหรียญสหรัฐ หลังจากนั้น 3 ปี ทองคำขึ้นไป ออนซ์ละ 1,200-1,500 เหรียญสหรัฐ หรือราวๆ 2-3 หมื่นบาท ตอนนี้สายแร่เล็กๆ ก็เอาหมดแล้ว ตัวเลขต่างกัน แต่ถ้าค่าภาคหลวงแร่ยังจ่ายเท่าเดิม” สุรพันธ์ ตั้งข้อสังเกต
 ราคาทองคำในตลาดโลกจะขึ้นหรือลงชาวบ้านคงไม่ได้ใส่ใจ แต่ลำห้วยเหล็กพื้นที่ต้นน้ำของพวกเขาเปลี่ยนไปเป็นสีแดงขุ่นนั้น เป็นเรื่องที่พวกเขาให้ความสำคัญ เพราะมันหมายถึงปากท้องและสุขภาพของพวกเขาที่เปลี่ยนไป!!
“เห็นน้ำสีนี้แล้วก็รู้สึกกลัว คอยระวัง เคยหากินผักตอนนี้กินไม่ได้แล้ว เมื่อก่อนน้ำไหลใสแจ๋ว พอหน้าแล้งน้ำจะแห้ง แต่ตอนนี้น้ำไม่เคยแห้ง มันออกมาจากบ่อเก็บกักแร่ น้ำก็ใช้ทำนาไม่ได้ ผลผลิตข้าวก็ไม่ดี มันขั้นวิกฤติแล้ว มีสารหนู สารตะกั่ว แมงกานีส มันเกินมาตรฐาน” เลียง พรหมโสภา อายุ 67 ปี บอกเล่าถึงแอ่งน้ำสีขุ่นแดงเบื้องหน้า ซึ่งข้างบนเป็นที่ตั้งของบ่อเก็บกักกากแร่ที่ปนเปื้อนสารไซยาไนด์
ขณะที่ “สุวัต จุตโน” อายุ 62 ปี มีที่นาอยู่ใกล้ลำห้วยฮวย ซึ่งไหลมาจากห้วยเหล็ก ตอนนี้เขามีอาการแขนขาอ่อนแรง เดินไม่ได้ พูดคุยแทบไม่ได้ยินเสียง ซึ่งเขาได้รับการตรวจยืนยันจากแพทย์ว่า เขามีสารไซยาไนด์ในเลือดเกินค่ามาตรฐาน ทุกวันนี้ได้แต่นั่งๆ นอนๆ อยู่ในบ้าน แค่ยกช้อนกินข้าวยังลำบาก ซึ่งมีภรรยาคู่ยากคอยดูแลอย่างใกล้ชิด
ไม่ต่างจากเพื่อนบ้านอีกราย “เสวียน เวียงแก้ว” หญิงวัย 51 ปี มีอาการผื่นแพ้ และไม่มีแรง ไม่สามารถออกไปขายลอตเตอรี่ในกรุงเทพฯ ได้เหมือนเมื่อก่อน เธอทำได้เพียงงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น และอยากให้เหมืองแร่ทองคำออกไปจากชุมชนของเธอเสียที
ด้าน “สมพร เพ็งค่ำ” อดีตผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานการพัฒนาระบบและกลไกการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ เคยเกาะติดผลกระทบจากเหมืองแร่ทองคำ จ.เลย มาตั้งแต่เปิดเหมืองตั้งแต่ปี 2549 เล่าว่า ช่วงแรกๆ ชาวบ้านเจอปัญหาเรื่องเสียงและฝุ่นจากการระเบิดเหมือง และมีอาการผื่นคัน แต่หลังจากโรงแต่งแร่ที่ภูทับฟ้าแล้วเสร็จ ซึ่งอยู่ใกล้กับลำห้วยเหล็ก ร่องน้ำเล็กๆ ซึ่งไหลลงที่ลำห้วยฮวย ชาวบ้านทำนา ทำสวนยางพารา เก็บผักหาอาหารบริเวณลำห้วยฮวย เริ่มเจออาการเจ็บป่วยของชาวบ้านที่นี่
“นี่เป็นโจทย์ทางวิชาการ อาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น วันนี้เราไม่ฟันธงว่ามาจากเหมือง แต่เหมืองมีความเสี่ยง เพราะว่าเหมืองเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ เกิดความเสี่ยงกับชาวบ้าน เราต้องค้นหาว่าใครก่อมลพิษ และกระทรวงสาธารณสุขต้องเข้ามาดูแล แต่ทุกวันนี้ชาวบ้านต้องเผชิญชะตากรรมลำพัง นอกจากนี้ยังมีข้อสงสัยอีกว่า คนที่ท้องพอคลอดออกมาเด็กเสียชีวิต บ้างก็น้ำหนักตัวต่ำ เด็กไม่แข็งแรง แม้ไม่เจอเด็กคลอดมาแล้วพิการ”
“สมพร” บอกอีกว่า ต้องยอมรับว่า แร่ทองคำมีสารหนูปนอยู่ อาจเป็นโครงการที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนรุนอย่างแรง ถ้าหากสารหนูแพร่กระจายในสิ่งแวดล้อม ลงสู่แหล่งน้ำ ซึ่งสารหนูทำให้เกิดโรคไต แคดเมียม อย่างที่เคยเกิดขึ้นที่เหมืองดีบุกที่ อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช ยังมีชาวบ้านเจ็บป่วยอยู่ทุกวันนี้ จึงอยากเสนอให้มีการปิดเหมืองทองคำ เพื่อยุติ หยุดความเสี่ยง และจัดการฟื้นฟูสารพิษตามลำห้วยโดยเร็วที่สุด
คม ชัด ลึก
10 มิถุนายน 2557

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.