image

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2557 นางสาวแสงโสม หาญทะเล ชาวเลบนเกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล เปิดเผยว่า วันเดียวกันนี้ได้มีชาวบ้านเกาะหลีเป๊ะ 5 รายร้องเรียนว่า มีผู้ไม่หวังดีมาบังคับให้รื้อบ้านออกจากพื้นที่ภายในเวลา 1 สัปดาห์ เนื่องจากเจ้าของที่ดินซึ่งเป็นชาวเลในพื้นที่ต้องการจะขายที่ดินดังกล่าวให้กับนายทุนในเกาะหลีเป๊ะ หลังจากที่ผ่านมามีเหตุการณ์การคุกคามพื้นที่ชาวเลหลายครั้ง ทั้งการพยายามยามนำรถแบ็คโฮ เพื่อปรับปรุงเส้นทางผลักดันให้ตัวบ้านของชาวเล มีพื้นที่แคบลง รวมทั้งส่งคนมาล้อมลวดหนามกั้นชุมชน โดยเหตุการณ์ครั้งนี้ ชาวเลในเกาะหลีเป๊ะต่างวิตกกังวลว่าอาจจะเกิดการคุกคามที่รุนแรงตามมา อย่างไรก็ตามชาวเลส่วนมากยังไม่สามารถเดินทางออกไปไหนได้ เพราะเกรงว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีกับบ้านของตน

นางสาวแสงโสม กล่าวว่ากรณีการคุกคามดังกล่าว ชาวบ้านจะขอเวลาในการหาทางออกและการแก้ปัญหาอีกครั้ง และอาจจะส่งเรื่องถึงจังหวัดเพื่อขอความเป็นธรรม อย่างไรก็ตามการคุกคามครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก โดยปัญหาของชาวเลบนเกาะหลีเป๊ะมีสะสมมานานหลายปี ซึ่งชาวบ้านจำนวนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอยู่ในชุมชนที่คับแคบและเผชิญปัญหามาต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากจะถูกนายทุนฟ้องไล่ที่แล้ว ยังถูกอุทยานแห่งชาติฯ ฟ้องข้อหาบุกรุกที่ด้วย เนื่องจากที่ผ่านมามีชาวเลที่ไปทำความสะอาดสุสานบรรพบุรุษโดยการถางป่าไม่ให้รกร้างแต่อุทยานฯ กลับเข้าใจว่า ชาวเลพยายามจะยึดที่ดิน ทั้งที่ชาวเลมีการตั้งชุมชนมานานนับร้อยปี
อย่างไรก็ตามขณะนี้ชาวเลในพื้นที่ทำอะไรได้ไม่มาก นอกจะรอ คณะกรรมการอำนวยการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล มีอำนาจหน้าที่ในการทำงานอีกครั้ง เพราะหลังจาก คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ยึดอำนาจ คณะกรรมการดังกล่าวก็เหมือนหยุดบทบาทหน้าที่ไปชั่วคราว

ก่อนหน้าหน้านี้เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม นายฉัตรชัย หาญทะเล ชาวเลบนเกาะหลีเป๊ะได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังพล.อ.สุรินทร์ พิกุลทอง อดีตประธานคณะอนุกรรมการแก้ปัญหาความมั่นคงในที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกินและพื้นที่ทางจิตวิญญาณของชุมชนชาวเล โดยระบุว่าก่อนหน้านี้ตนเคยว่าจ้างทนายความผู้หนึ่งให้ช่วยเหลือเรื่องข้อพิพาทที่ดินกับนายทุน แต่เนื่องจากไม่มีเงินมากมายที่จะจ้างจึงต้องยอมเซ็นสัญญาให้เขามีส่วนในการจัดการที่ดิน และได้ตกลงกั้นว่าตนเองจะจ่ายเงินทดแทนให้ในกำหนด 3 ปี แต่ปัจจุบันยังไม่ครบกำหนด ทนายความผู้นั้นพร้อมพวกอีกกว่า 20 คน ได้เข้ามาในรีสอร์ทของตนเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ซึ่งตอนนั้นมีตนเพียงคนเดียว ส่วนทนายความผู้นั้นมาพร้อมกับนายปัจจุบัน อังโชติพันธุ์และมือปืนอีกหลายคน โดยเจรจาเชิงข่มขู่ให้ตนเองเซ็นเอกสารโดยไม่มีโอกาสได้อ่านข้อความใดๆทั้งสิ้น
“พอวันรุ่งขึ้นผมได้เดินทางขึ้นมายังเมืองสตูลและให้ญาติเป็นผู้เฝ้าดูแลรีสอร์ท โดยตกค่ำของวันที่ 30 พฤษภาคม ทนายความผู้นั้นพร้อมนายปัจจุบันได้พาพวกกว่า 40 คนเข้ามาบุกรุกโดยใช้ปืนข่มขู่และขับไล่ญาติของผม และยึดพื้นที่โดยห้ามมิให้บุคคลใดเข้าไปแม้กระทั่งญาติพี่น้องของผม”นายฉัตรชัยระบุไว้ในหนังสือร้องเรียน
ทั้งนี้นายฉัตรชัยได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่สถานีตำรวจอำเภอเมือง จังหวัดสตูลด้วย

พล.อ.สุรินทร์ กล่าวว่าก่อนหน้านี้ได้ไปลงพื้นที่ และเห็นว่าปัญหาที่ดินบนเกาะหลีเป๊ะนั้นคือให้ผู้เป็นเจ้าของรีสอร์ทและเจ้าของที่ดินทั้งหมด ร่วมกันตรวจสอบแนวเขตของตัวเองให้ชัดเจน เพราะมีเจ้าของที่ดินหลายรายแจ้งแนวเขตเป็นเท็จ เช่นตอนเป็นสค.1แจ้งไว้ 5 ไร่ แต่พอเป็นนส.3 กลับเพิ่มเป็น 15 ไร่ เมื่อเป็นโฉนดบวมเป็น 45 ไร่ ที่เป็นเช่นนี้เพราะที่ดินที่เป็นของชาวเลมักไม่ได้แจ้งจดเอกสารสิทธิ์ใดๆไว้ ดังนั้นจำเป็นต้องมีการพูดจากันให้ชัด และคนที่ทำผิดก็ต้องยอมถอย เพื่อให้มีการจัดระเบียบบนเกาะหลีเป๊ะ มิฉะนั้นอีกไม่กี่ปีเน่าแน่
“จริงๆแล้วเมื่อ 60 ปีก่อน บนเกาะแห่งนี้ยังมีชาวเลอาศัยอยู่เต็มหาด ดูหลักฐานจากต้นมะพร้าวสูงๆเต็มไปหมด และปัจจุบันหากไม่เอาเปรียบกัน มีการจัดระเบียบอย่างถูกต้อง ผมคิดว่ายังมีที่ดินเหลือให้ชาวเลได้อยู่อาศัย ไม่ใช่ปล่อยให้เขาไปอยู่กันกระจุกนิดหนึ่ง ทั้งๆที่เขาอยู่มาก่อน เราต้องเอาทุกอย่างมาไว้บนโต๊ะ อะไรที่เคยอยู่ใต้ดินก็เอามาไว้บนดิน ปัญหาถึงจะแก้ไขได้” พล.อ.สุรินทร์ กล่าว

พล.อ.สุรินทร์กล่าวว่า ภายหลังการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ(คสช.) คณะอนุกรรมการฯที่ตนเป็นประธานอยู่ได้สิ้นสุดลงจึงไม่ได้ติดตามเรื่องต่อ แต่ล่าสุดได้รับแจ้งจากนายฉัตรชัยว่าที่ดินถูกบุกรุก จึงได้โทรศัพท์ไปแจ้งผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อมทั้งประสานไปที่ตำรวจและกอ.รมน.ให้เข้ามาดูเหตุการณ์ และทางทหารเรือได้จับกุมชายฉกรรจ์ได้ 8 คนพร้อมอาวุธ

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.