ชาวบ้านน้ำโขงใจชื้นศาลปกครองรับฟ้องกรณีสร้างเขื่อนไซยะบุรี-กลับมติศาลชั้นต้นชี้ต้องอยู่ในกรอบกฎหมาย-เคารพชุมชน

image

เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2557 ที่ศาลปกครอง กรุงเทพฯ เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง และตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชนประมาณ 50 คน ได้เดินทางมาร่วมฟังคำตัดสินคดีความที่ภาคประชาชนฟ้องกรณี “ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ลงนามในสัญญาซื้อพลังงานไฟฟ้า (PPA) กับบริษัทไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด ในประเทศลาว ซึ่งได้ดำเนินการยื่นฟ้องตั้งแต่ปี 2555 โดยตัวแทนชาวบ้านที่เดินทางมาร่วมรับฟังคดีได้ใช้เวลาช่วงเช้ารวมตัวกันถือป้ายคัดค้านการสร้างเขื่อนไซยะบุรีและเขื่อนในลุ่มน้ำโขงอื่นๆ และทำพิธีเรียกขวัญชาวให้ปลาแม่น้ำโขงก่อนรับฟังคำตัดสินระหว่างเวลา 10.30-11.30 น. 

ทั้งศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้รับคำฟ้องของประชาชนจำนวน 37 คนจาก 8 จังหวัดลุ่มแม่น้ำโขงที่ฟ้อง 5 หน่วยงานรัฐ ให้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และมติของรัฐบาล รวมทั้งแจ้งข้อมูลและเผยแพร่อย่างเหมืองสมทั้งนี้เนื่องจากผู้ฟ้องคดีจะได้รับความเดือดร้อนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากเป็นเครือข่ายชุมชนที่อาศัยอยู่ใน 8 จังหวัดริมแม่น้ำโขงโดยการฟ้องเป็นการคุ้มครองรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพและการดำรงชีวิตของประชาชน ถือได้ว่าเป็นการฟ้องคดีเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

นางสาว ส.รัตนมณี พลกล้า หัวหน้าทีมทนายความฟ้องร้องคดีฯ กล่าวภายหลังศาลอ่านคำตัดสินคดีความว่า ผลการตัดสินครั้งนี้ถือว่าเป็นผลที่น่าพึงพอใจ หลังจากประชาชนเฝ้ารอมาประมาณ 2 ปี โดยกรณีการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีนั้นแม้ขณะนี้ทางการลาวจะดำเนินการไปบ้างแล้วก็ตาม แต่การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนก็ยังไม่หยุดนิ่ง โดยที่ผ่านมาการทำงานด้านการคัดค้านนั้นถือเป็นการทำงานที่ลำบาก เพราะการก่อสร้างเกิดขึ้นในต่างประเทศ ไม่ใช่ในประเทศไทย แต่กรณีเขื่อนไซยะบุรี ก็ถือว่าการต่อสู้เป็นผลที่น่าพึงพอใจ

นางสาว ส.รัตนมณี กล่าวต่อว่า ทั้งนี้การยื่นฟ้องต่อศาลปกครองนั้นชาวบ้านได้ยื่นฟ้อง 3 ข้อหาซึ่งศาลรับฟ้องแค่ข้อหาเดียว โดยข้อหาที่ศาลไม่รับฟ้อง คือ 1 ฟ้องให้ศาลยกเลิกมติของคณะกรรมการนโยบายด้านพลังงานและมติคณะรัฐมนตรีที่อนุมัติให้กฟผ.ดำเนินโครงการสัญญาซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนไซยะบุรี 2 ให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ดำเนินการโดย กฟผ.หน่วยงานของประเทศไทย ซึ่งศาลระบุว่าผู้ฟ้องไม่ได้เป็นคู่สัญญาซื้อขายไฟโดยตรงไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง จึงไม่รับฟ้องข้อหานี้ ขณะที่ข้อหาที่ศาลรับฟ้อง คือ ข้อหาที่ 3 กรณีที่การดำเนินโครงการสร้างเขื่อนไซยะบุรีอันก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนลุ่มน้ำโขงและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เป็นการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามกรอบกฎหมาย และรัฐธรรมนูญ โดยการยื่นฟ้องของผู้ฟ้องนั้นถือว่าได้ทำหน้าที่พลเมืองและปกป้องสิทธิและทรัพยากรที่มีประโยชน์ต่อส่วนรวม เป็นการทำภายใต้ความคิดและคำนึงถึงชุมชน จึงรับไว้พิจารณา

“ทั้งนี้แม้คำตัดสินของศาลจะไม่รับฟ้องทุกข้อและระงับหรือยกเลิกโครงการไม่ได้ในทันที แต่ว่าการรับฟ้องในข้อหาที่ 3 ซึ่งมีความสำคัญสูงสุดในการใช้สิทธิภาคประชาชนเพื่อทำงานเคลื่อนไหวปกป้องชุมชนต่อไป โดยในส่วนของโครงการเขื่อนไซยะบุรีนี้แม้จะมีการริเริ่มก่อสร้างแล้วก็ตาม ยังมีอีกทางเลือกคือ การขอคำสั่งศาลคุ้มครองและชะลอการก่อสร้างเพื่อศึกษาผลกระทบต่อไป อาจจะต้องใช้เวลาหารือร่วมภาคประชาชนอีกครั้ง” นางสาว ส.รัตนมณี กล่าว

ด้านนายโชค ศักดิ์อุดมกุล ชาวอำเภอเมือง จัหงวัดหนองคาย กล่าวว่า ร็สึกดีใจที่ศาลได้รับคำฟ้องแม้จะเป็นแค่ข้อหาเดียวแต่ประชาชนยังมีหวัง เพราะที่ผ่านมาตั้งแต่มีเขื่อนกั้นน้ำโขง ชาวบ้านริมน้ำก็เดือดร้อนหนัก โดยเฉพาะปีที่ผ่านมา พื้นที่ไร่ริมน้ำโขง ของตนถูกน้ำท่วมทั้ง 2 ไร่ ทั้งที่ปลูกพืชได้แค่ 3 วัน เป็นปรากฎการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้น ครั้นพอฤดูแล้งน้ำโขงก็ลดลงอย่างมาก จนแทบจะไม่มีน้ำเหลือไว้ใช้ประโยชน์ทางการเกษตรเลย

“น้ำโขง มันเป็นปากท้องของเรา อยากขอให้ผู้หลักผู้ใหญ่เข้าใจว่านโยบายเขื่อนไม่ช่วยอะไรเราเลยแค่ปีที่ผ่านมาเจอน้ำท่วม น้ำแล้งชาวบ้านก็เสียผลผลิตนาไร่ไปเยอะแล้ว วันนี้ศาลยังเห็นใจเราที่ได้ปกป้องชุมชนแล้วข้าราชการข้างบนที่เกี่ยวข้องโดยตรงไม่เห็นใจเราบ้างเลยเหรอ สู้มาจนป่านนี้แล้วหากยังสร้างอีก เราก็ตาย เกษตรกรของเรามีแต่เสีย ปลาก็มี กุ้งก็เยอะ เรามีอาหารพอแล้วเลี้ยงคนรอดแล้วนะ เอาเขื่อนมาทำไม” นายโชค กล่าว

อนึ่งในวันที่ 26 มิถุนายน 2557 นี้ ที่โรงแรมเชอราตัน จะมีการประชุมคณะมนตรีแม่น้ำโขงโดยไทยเป็นเจ้าภาพและมีวาระสำคัญ คือ กรณีเขื่อนดอนสะโฮงที่เวียดนามและกัมพูชา เรียกร้องให้ชะลอการก่อสร้างเนื่องจากการก่อสร้างทั้งนี้ข้อมูลจากองค์กรแม่น้ำนานาชาติ (International Rivers) ระบุว่า เขื่อนในลุ่มน้ำโขงนั้นจะส่งผลกระทบต่อประชาชนลุ่มน้ำโขงทั้งไทย ลาว กัมพูชาและเวียดนาม ซึ่งการก่อสร้างเขื่อนดอนสะโฮงนั้นจะนำไปสู่ทิศทางที่อันตราย เช่นเดียวกับกรณีเขื่อนไซยะบุรี นั่นคือมีการก่อสร้างโดยยังไม่มีการปรึกษาหารือประเทศเพื่อนบ้าน การศึกษาผลกระทบยังไม่แล้วเสร็จ และยังไม่ได้ทำความเข้าใจอย่างชัดเจนถึงผลกระทบข้ามพรมแดนของโครงการ เป็นการทำผิดซ้ำซากซึ่งไม่น่ายินดีสำหรับทั้งชุมชนและรัฐบาลในประเทศลุ่มแม่น้ำโขง เนื่องจากลาวตัดสินใจเพียงฝ่ายเดียวที่จะเดินหน้าโครงการซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทั้งภูมิภาค ความเสี่ยงนั้นจะเกิดขึ้นนอกเหนือพรมแดนประเทศลาว เขื่อนดอนสะโฮงจะส่งผลกระทบที่ไม่สามารถแก้ไขได้ต่อวิถีชีวิต และความมั่นคงทางอาหารทั่วภูมิภาคลุ่มน้ำโขง แต่ลาวกลับไม่ใส่ใจที่จะเคารพข้อเรียกร้องของประเทศเพื่อนบ้านให้ยุติการก่อสร้าง เพื่อให้มีการศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดนและมีการปรึกษาหารือเพิ่มเติม

 

ดาวโหลดไฟล์ คำสั่งศาลปกครองสูงสุดรับพิจารณาคดีเขื่อนไซยะบุรี 24 มิย 2557

 

 

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.