เสียง”บางกลอย” ต้องการพื้นที่ทำกิน

kr1

ในวงข้าวเล็กๆ บนกระท่อมไม้ไผ่ของเช้าวันหนึ่ง มีข้าว 2 หม้อใหญ่อาหารหลักประจำมื้อ กับข้าวมีเพียงน้ำพริกผักจิ้ม 2-3 อย่างเป็นเครื่องเคียง 

“ปู่คออี้ มีมิ” วัย 104 ปี ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่งผืนป่าแก่งกระจาน และลูกหลาน 3-4 คน นั่งล้อมวงกินข้าวกันอย่างเงียบสงบ สะท้อนภาพการดำรงวิถีชีวิตอย่างเรียบง่าย 

เป็นเวลาเกือบ 3 ปีเเล้ว ที่ปู่คออี้และลูกหลานต้องพลัดพรากจากถิ่นเกิดมาอาศัยอยู่ที่บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี หลังเจ้าหน้าที่เผาบ้านและยุ้งข้าวที่บ้านบางกลอยบน และบ้านใจแผ่นดิน 

ทั้งที่วิถีชีวิตของกะเหรี่ยงเป็นไปเพื่อหาอยู่หากิน ไม่ได้เป็นพวกทำลายป่า อย่างที่เจ้าหน้าที่กล่าวหา เพื่อสร้างความชอบธรรมที่จะขับไล่ออกจากผืนป่าที่พวกเขาอยู่มาก่อนจะประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ

ปัญหาที่ตามมาจากการเผาขับไล่ที่ชาวบ้าน คือเรื่องพื้นที่ทำกิน แม้อุทยานฯ จะจัดสรรพื้นที่ 300 กว่าไร่ ให้ชาวบ้านที่ถูกย้ายมาจากบ้านบางกลอยบนช่วง ปีพ.ศ.2539 และ 2554 แต่กลับมีปัญหาเรื่องการทำเกษตรที่ไม่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ เช่น ผลผลิตข้าวต่อไร่ น้อยกว่าที่ทำได้ที่บ้านบางกลอยบน โดยครัวเรือนที่มีผลผลิตสูงสุดอยู่ระหว่าง 30-80 ถังต่อไร่ 

ที่สำคัญปัญหาหลักคือ พื้นที่ที่ได้รับการจัดสรรนั้นอยู่ไกลจากแหล่งน้ำ รวมทั้งปัญหาเรื่องที่ทำกินไม่พอ เนื่องจากการขยายตัวของสมาชิกครอบครัวไม่คงที่ รวมไปถึงความแออัดเรื่องที่อยู่อาศัย

ส่งผลให้ชาวบ้านขาดแคลนอาหาร โดยเฉพาะข้าว ทำให้บางครอบครัวพ่อแม่ต้องทิ้งลูกน้อยไว้กับคนชราที่บ้าน คนหนุ่มสาวทิ้งงานไร่ ลงมาเป็นลูกจ้างราคาถูกบนพื้นราบ

ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้น เป็นการทำลายวิถีชีวิตของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง

kr2

ด้วยปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้นายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ สมาชิก อบต.ห้วยแม่เพรียง แกนนำชาวบ้านบางกลอยได้เขียนจดหมายถวายฎีกา สะท้อนปัญหาในพื้นที่ว่า ชาวบ้านที่ถูกอพยพลงมาจากบางกลอยบนหลายครอบครัวไม่มีข้าวกิน ไม่มีพื้นที่ทำกิน จึงเรียกร้องให้ ชาวบ้านมีสิทธิ์กลับไปอยู่ในพื้นที่บางกลอยบน พร้อมทั้งจัดสรรที่ ทำกินให้ชาวบ้านอย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ บิลลี่ยังพยายามผลักดันปัญหาเรื่องที่ทำกินในพื้นที่ต่อสาธารณชน จนเชื่อกันว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาหายตัวไปอย่างมีเงื่อนงำ ตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมา 

นายกระทง โชควิบูลย์ ผู้ใหญ่บ้านบางกลอย สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ว่ามีชาวบ้านเพียง 47 ครอบครัวเท่านั้นที่มีพื้นที่ทำกิน โดยมีชาวบ้านถึง 82 ครอบครัว รวมถึงตนที่ยังไร้พื้นที่ทำกิน ทำให้พวกเราไม่มีข้าวซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของคนกะเหรี่ยง ต้องขอแบ่งข้าวจากญาติพี่น้อง ชาวบ้านหลายคนต้องลงไปขายแรงงาน หาเงินมาเลี้ยงคนในครอบครัว เพราะไม่สามารถดำรงวิถีชีวิตแบบหาอยู่หากินเหมือนในอดีตได้

ผู้ใหญ่บ้านบางกลอย เล่าต่อว่าแม้ทางการส่งเสริมให้ทำนาขั้นบันได แต่ก็ได้ประโยชน์ไม่มาก ซ้ำยังมีปัญหาเรื่องน้ำประปา ที่สำคัญยังเทียบไม่ได้กับการทำไร่หมุนเวียนตามวิถีชีวิตของพวกเรา เพราะการทำไร่หมุนเวียน ทำให้มีข้าวพอกินแบบปีต่อปี คนกะเหรี่ยงอย่างเราไม่จำเป็นต้องมีเงินมีทองก็ได้ ขอแค่มีข้าวกินก็สบายใจเเล้ว 

“อยากให้กรมอุทยานฯ เข้ามาจัดสรรที่ทำกินที่สอดคล้องกับการดำเนินวิถีชีวิตให้ชาวบ้าน เพราะเมื่อตอนที่ย้ายพวกเราลงมาก็รับปากว่าจะจัดสรรที่ดินทำกินให้ แต่พอเราลงมาอยู่ข้างล่างจริงๆ กลับไม่มีที่ทำกินให้พวกเรา ทั้งนี้ชาวบ้านพร้อมจะร่วมมือกับ อุทยานฯ ในการยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ เพื่ออยู่ร่วมกันแบบพี่น้อง และร่วมมือกันรักษาป่าให้อุดมสมบูรณ์ต่อไป” ผู้ใหญ่กระทง เสนอทางออก

 

เช่นเดียวกับ นายปลุ จีโบ้ง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ที่พาเดินดูพื้นที่ทำการเกษตรของ ชาวบ้าน ร่วมสะท้อนปัญหาว่าแม้ชาวบ้านบางคนจะมีพื้นที่ทำกินเเล้ว แต่มีปัญหา ตามมาว่าบางพื้นที่ไม่เหมาะแก่การเพาะปลูก มีหินและดินลูกรังผสม 

ส่วนชาวบ้านบางคนที่ไม่มีที่ทำกิน ต้องปลูกข้าวในที่ดินของบรรพบุรุษ แต่ก็ไม่พอเลี้ยงคนในครอบครัว เพราะที่ดินที่ใช้เพาะปลูกเป็นดินปนทราย ไม่กักน้ำ ปลูกข้าวก็ได้ผลผลิตไม่ดี ยิ่งไปทำนาขั้นบันได ยิ่งทำให้การปลูกข้าวได้ผลผลิตน้อยลงกว่าเดิมมาก

“แม้ขณะนี้ชาวบ้านบางส่วนจะเตรียมพื้นที่ทำนาขั้นบันไดไว้เเล้ว แต่ด้วยความ ไม่แน่นอนเรื่องน้ำประปา ทำให้พวกเขา ไม่มั่นใจว่าภายในสิ้นเดือนมิ.ย.นี้ จะปลูกข้าวได้หรือไม่” ผู้ช่วยผู้ใหญ่ปลุ พูดด้วยสีหน้ากังวล
kr3

นอกจากนี้ “พะตีจอนิ โอ่โดเชา” หรือ พ่อหลวงจอนิ ปราชญ์ปกาเกอะญอ จาก จ.เชียงใหม่ ที่เดินทางมาแลกเปลี่ยนประสบ การณ์กับปู่คออี้ ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่งป่าแก่งกระจาน ร่วมเล่าถึงบิลลี่ แกนนำชาวบ้านที่หายไปด้วยว่า บิลลี่เคยไปนอนที่บ้าน เพื่อเรียนรู้วิธีจัดสรรที่ทำกิน และการดำรงชีวิตของกะเหรี่ยงภาคเหนือ จึงให้บิลลี่ไปเรียนรู้ในพื้นที่ต่างๆ ของเครือข่ายกะเหรี่ยงภาคเหนือ เพื่อนำมาใช้แก้ปัญหาที่ทำกินในพื้นที่แก่งกระจาน

พะตีจอนิยังเสนอวิธีแก้ปัญหาด้วยว่า จริงๆ วิธีแก้ปัญหาในพื้นที่ไม่ใช่เรื่องยาก หากใครต้องการกลับขึ้นไปอยู่ที่พื้นที่ดั้งเดิม ก็ปล่อยให้เขาขึ้นไป ส่วนใครที่ไม่ไปก็จัดสรรที่ทำกินให้เขา เชื่อว่าคนที่อยากกลับไปอยู่พื้นที่เดิม เป็นกลุ่มคนที่มีอายุที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นมา ตั้งแต่เกิด 

ส่วนคนรุ่นใหม่ที่ลงมาข้างล่างตั้งแต่เล็กๆ และคุ้นเคยกับวิถีชีวิตข้างล่างแล้ว คงไม่มีใครอยากขึ้นไปอยู่บางกลอยบน และหากหมดคนรุ่นเก่าไป คงไม่มีใครอยากขึ้นไปอยู่ข้างบน

ขณะที่ปู่คออี้ ยืนยันว่าต้องการ กลับขึ้นไปอยู่ที่บางกลอยบน ซึ่งเป็นพื้นที่ดั้งเดิมที่อยู่กันมานานตั้งแต่บรรพบุรุษ ที่คนกับป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้นานนับร้อยปี โดยไม่มีปัญหาเรื่องการบุกรุกทำลายป่า 

ด้าน นายสรัชชา สุริยกุล ณ อยุธยา ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี ที่มาร่วมรับฟังปัญหา ชี้แจงว่าจะสั่งให้เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ลงสำรวจเพิ่มเติมเรื่องการขยายพื้นที่ทำกิน โดยแบ่งไว้ 3 จุด คือ 1.ห้วยโป่งลึก 100 ไร่ 2.ฟาร์มตัวอย่าง 70 ไร่ และ 3.วังข่า 30 ไร่ พร้อมจะขอให้กรมอุทยานฯ พิจารณา โดยยึดหลักการจัดสรรให้ชุมชนนำไปแบ่งให้สมาชิกตามความเหมาะสม ตามกรอบเดิมที่เคยจัดสรรให้คือครอบครัวละ 7 ไร่

เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในบางกลอย แก่งกระจาน ท้าทายเป็นอย่างยิ่งสำหรับหน่วยงานรัฐที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหา เพราะหากยังทำงานด้วยอคติ ที่ถูกปลูกฝังในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ผ่านระบบการศึกษาว่ากะเหรี่ยงเป็นพวกทำลายป่า ยิ่งซ้ำเติมปัญหาให้หนักหน่วงมากขึ้น

วิธีการหนึ่งเดียวที่จะทำให้ปัญหาหมดสิ้นไป คือก้าวข้ามพรมแดนความเชื่อ แล้วหันมาเคารพคุณค่าความเป็นคนของพี่น้องที่นี่ 

โดยร่วมกันหาวิธีจัดสรรที่ทำกินให้สอดคล้องวิถีชีวิตของชาวบ้าน และร่วมกันอนุรักษ์ผืนป่าแก่งกระจานเหมือนที่เคยเป็นมาก่อนหน้านี้ 

 

โดย นพพล สันติฤดี
ข่าวสด 
28 มิถุนายน พ.ศ. 2557 

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.