image

ความแรงของน้ำทำให้ได้ยินเสียงดังมาแต่ไกล เมื่อเดินไปถึงริมตลิ่งเห็นไอน้ำฝอยฟุ้งตามโตรกหินต่างๆ ขณะที่เรือน้อยลำหนึ่งยังสามารถแล่นฝ่าสายน้ำเชี่ยวกรากได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ ทั้งที่เป็นเจ้าของหลี่และทีมงาน รวมทั้งพ่อค้าที่มารับซื้อปลา กำลังนั่งคุยฆ่าเวลาเพื่อเตรียมตัวลงหลี่ในช่วงบ่ายแก่ๆ

หลี่เป็นเครื่องมือจับปลาขนาดใหญ่ที่นิยมใช้กันในเมืองโขง แขวงจำปาสัก ทางตอนใต้สุดของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว)

 
นักข่าว 4-5 คนยืนอยู่ที่บริเวณตาดโพ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฮู (รู)สะโฮง แขนงของแม่น้ำโขงที่แตกกระจายเป็นช่องน้ำต่างๆมากมายเมื่อ “น้ำโขง”หรือ “น้ำของ”ไหลมาถึงสีพันดอน หรือ 4,000 ดอน

ปลายเดือนมิถุนายน 2557 พวกเราเดินทางเข้าไปสู่เมืองโขง ภายหลังจากชาวบ้านส่งข่าวมาแจ้งว่าฤดูกาลจับปลากำลังเริ่มต้นขึ้น และกองทัพปลากำลังเคลื่อนตัวจากทางใต้สู่สีพันดอน เราจึงเร่งสำรวจฮูสะโฮงในช่วงฝนนี้ เพราะหวั่นใจว่าอีกไม่นานสภาพความอุดมสมบูรณ์ที่เห็นอยู่ในเบื้องหน้าจะกลายเป็นเพียงอดีต เพราะรัฐบาลลาวได้ให้สัมปทานแก่นักลงทุนสัญชาติมาเลย์ในการสร้างเขื่อนปิดฮูสะโฮง ในวันที่พวกเรากำลังลงพื้นที่อยู่นั้น อีกด้านหนึ่งคณะมนตรีแม่น้ำโขงก็ได้จัดประชุม MRC Council Meeting ขึ้นที่กรุงเทพฯ

การประชุม 4 ประเทศสมาชิก คือลาว ไทย กัมพูชา เวียดนาม ได้มีวาระหารือสำคัญ คือกรณีเขื่อนดอนสะโฮง ซึ่งตั้งแต่ปลายปีที่แล้วสปป.ลาว ได้ยื่น “แจ้งล่วงหน้า” หรือ Prior Notification ตามข้อตกลงแม่น้ำโขง พ.ศ.2538 โดยถือว่าการสร้างเขื่อนครั้งนี้เป็นอธิปไตยของตน ในขณะที่เวียดนาม กัมพูชา รวมทั้งไทย ได้แสดงความไม่พอใจและต้องการให้ลาวเข้ากระบวนการ “ปรึกษาหารือล่วงหน้า” หรือ Prior Consultation เนื่องจากเห็นว่าเขื่อนแห่งนี้อาจมีผลกระทบข้ามพรมแดนไปถึงประเทศอื่นๆ และเรียกร้องให้ชะลอโครงการไป 10 ปีเพื่อศึกษาผลกระทบให้รอบคอบ

image

ท่าทีจาก 3 ประเทศตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาทำให้ในครั้งนี้ทางการลาวยอมถอย 1 ก้าว อย่าไรก็ตามนายวีระพง วีระวง ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานและเหมืองแร่ของลาวยังยืนยันชัดเจนว่า “ด้วยความร่วมมือ รัฐบาลลาวจะเดินหน้าพัฒนาโครงการ (เขื่อนดอนสะโฮง) อย่างรับผิดชอบและยั่งยืน”

กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า มีขั้นตอนคือลาวส่งเอกสารโครงการให้แก่ MRC และประเทศสมาชิก จากนั้นแต่ละประเทศจัดเวทีหารือ ตามแต่ที่กำหนดไว้ในกฎหมายของประเทศตน (กรณีเขื่อนไซยะบุรี ไทยจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน 3 ครั้ง แต่ชาวบ้านเห็นว่าไม่เพียงพอจนนำมาซึ่งการฟ้องศาลปกครอง ซึ่งศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งรับฟ้องคดีสัญญารับซื้อไฟฟ้าเมื่อปลายเดือน มิย. )

กระบวนการนี้มีกรอบเวลา 6 เดือน เท่ากับว่าการก่อสร้างยังไม่ควรเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีนี้ แต่นายฮันส์ กุตส์แมน ผู้บริหาร MRC ก็ได้ออกตัวว่าไม่มีกระบวนการให้ประเทศสมาชิก “โหวต” ไม่ให้ก่อสร้างเขื่อนน้ำโขง แม้จะเกิดประเด็นข้ามพรมแดนก็ตาม

ความคลุมเครือจากที่ประชุมMRC เป็นเช่นนี้มาโดยตลอด ขณะที่ชาวบ้านที่หากินอยู่กับปลา อยู่กับหลี่ แทบไม่เคยรับรู้ข่าวสารใดๆ และได้แต่ก้มหน้าเผชิญชะตากรรมเมื่อทางการลาวสั่งเตรียมตัวห้ามหาปลาโดยใช้หลี่

 
“เขาบอกว่าปีนี้ให้ทำหลี่ได้เพราะเรายังไม่มีอาชีพอื่น แต่ผมก็ไม่รู้ว่าเขาจะห้ามเด็ดขาดเมื่อไหร่ เพราะฮูอื่นๆทั้งที่ฮูช้างเผือก ฮูสะดำ เขาห้ามทำหลี่แล้ว ผมคิดว่าพอเขาสร้างสะพานเสร็จก็คงห้ามเรา” พ่อตัน (นามสมมุติ) คนหาปลาบอกถึงความกังวลใจ แกมีหลี่อยู่ 3 หลัง แต่ปีนี้น้ำท่วมไปแล้ว 2 หลังซึ่งก็ได้ปลาไปแล้วมากพอสมควร เหลืออีก 1 หลังซึ่งยังได้ปลาอยู่วันละนับร้อยกิโลกรัม

 
ตาดโพเป็นระบบนิเวศที่สำคัญของฮูสะโฮง และชาวบ้านใช้เป็นพื้นที่สร้างหลี่และลวง หากเมื่อใดสร้างเขื่อนปิดท้ายฮูสะโฮงสำเร็จ บริเวณนี้จะกลายเป็นอ่างเก็บน้ำที่ไม่เหลือร่องรอยของตาดโพและหลี่อีกต่อไป

เฉพาะที่ตาดโพมีหลี่อยู่ 20 กว่าหลัง และลวง 7 หลัง ทั้งหลี่และลวงเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของคนสีพันดอนอันน่าทึ่ง โดยหลี่อาศัยความเชี่ยวกราดของกระแสน้ำให้เป็นประโยชน์ ซึ่งโดยธรรมชาติของปลาจะว่ายทวนน้ำขึ้นไปหากินและวางไข่โดยเฉพาะในฤดูน้ำหลาก หลักการของหลี่คือปลาตัวใดที่ไม่สามารถต้านความแรงของน้ำได้ก็จะไหลตามน้ำตกลงไปในหลี่ที่วางอยู่ตามฮูน้ำต่างๆ แต่ไม่ใช่ว่าทุกฮูจะสร้างหลี่ได้ ตรงนี้เป็นภูมิปัญญามาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ เพราะต้องรู้ว่าฮูใดมีปลาว่ายและหากหมดแรง ปลาจะตกมาในทิศทางใด

ส่วนลวงนั้น หลักการก็เหมือนลอบดักปลาในบ้านเรา เพียงแต่สร้างเป็นกรงใหญ่สี่เหลี่ยมโดยหล่อเสาหลักให้แน่น เพื่อให้ต้านทานความแรงของสายน้ำ และขังปลาขนาดใหญ่ไว้ได้

 

“หลี่ของพ่อเป็นมรดกมาจากบรรพบุรุษ ไม่รู้ว่ากี่รุ่นต่อกี่รุ่น ตั้งแต่จำความได้ก็ตามปู่ ตามพ่อ ไปหลี่แล้ว รวมๆแล้วหลี่นี่น่าจะอายุเป็นร้อยๆปี สมัยก่อนปลามากมายกว่านี้ บางปีหนักถึงขนาดหลี่แตก เพราะเราเข้าไปเก็บปลาไม่ทัน ขนาดจ้างคนช่วยกันขน ก็ยังไม่ทัน พอปลามันอัดกันมากๆแล้วโดนกระแสน้ำแรงๆ หลี่ก็แตก เราเจอเหตุการณ์แบบนี้มาหลายครั้งแล้ว บางทีต้องรีบตักปลาทิ้งอย่างไม่เสียดาย” พ่อตันเล่าถึงบรรยากาศในวันที่กองทัพปลามาถึงเมื่อครั้นอดีต

 
ผู้เฒ่าบอกว่าที่ผ่านมาทางการลาวได้ปิดประกาศห้ามหาปลาโดยใช้หลี่ โดยแจ้งว่าจะหาอาชีพใหม่มาทดแทน แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่มีอะไรชัดเจน ที่สำคัญคือยังไม่มีใครพูดถึงเรื่องค่าชดเชยใดๆ “ต่อให้ใครมาซื้อสัก 200 ล้านกีบ พ่อก็ไม่ขาย เพราะหลี่หากิน หาอยู่ได้ทุกปี แค่ปีที่แล้วเพียงปีเดียว เราได้เงินจากการขายปลาคนละ 20 ล้านกีบ จากจำนวนคนทั้งหมด 7 คน พ่ออยากเก็บหลี่ไว้ให้ลูกให้หลานได้มีอยู่มีกิน เหมือนที่ปู่และพ่อยกสมบัติชิ้นนี้ให้เรา”

 
แต่ดูเหมือนความต้องการของพ่อตันกับความเป็นจริงจะสวนทางกัน เพราะขณะนี้บริษัทที่ได้รับสัมปทานสร้างเขื่อนกั้นฮูสะโฮงได้เริ่มสร้างสะพานจากแผ่นดินใหญ่บริเวณเวินคามมาสู่ดอนสะดำซึ่งอยู่ติดกับฮูสะโฮง เพื่อขนเครื่องมือและอุปกรณ์หนักเข้ามาใช้สำหรับสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ แต่เขื่อนดอนสะโฮง มีกำลังผลิตติดตั้งเพียง 260 เมกกะวัตต์ เทียบได้เป็น 2 เท่าของเขื่อนปากมูลเท่านั้น

“หากเขามาสร้างเขื่อนจริงๆ เราจะไปทำอะไรได้ รัฐบาลว่าอย่างไร เราก็ต้องทำตามนั้น” น้ำเสียงของพ่อเฒ่าดูเหมือนปลงตกและยอมจำนนต่อโชคชะตา เช่นเดียวกับคนเล็กคนน้อยทั่วไปในลาว สุดท้ายเมื่อทางการอ้างถึง“ประโยชน์ส่วนรวม” ก็ยากที่จะตั้งคำถามอื่นใด

เย็นย่ำแล้ว ชาวบ้านบางส่วนกำลังช่วยกันต้อนปลาอยู่ในลวงพร้อมกับมีเสียเฮเล็กๆทุกครั้งเมื่อได้ปลาเพี้ยขนาด 2-3 กิโลกรัม ขณะที่อีกหลายคนช่วยกันหอบหิ้วปลาขนาดใหญ่ที่ได้จากหลี่ขึ้นมาขายพ่อค้าคนกลาง ส่วนปลาเล็กแบ่งกันเป็นกองๆ เพื่อเอากลับไปทำกินที่บ้าน

แม้ปีนี้จะได้ปลาไม่เยอะเหมือนปีก่อน แต่พวกเขายังหวังว่าในปีต่อๆไปจะยังมีโอกาสหาปลาที่ตาดโพเช่นเดิม เหมือนกับวิถีที่เคยเป็นมานับร้อยๆปี

เรื่อง และภาพโดย โลมาอิรวดี

 

 

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.