เมื่อวันที่   5 มิถุนายน 2557  นายสมพงค์ สระแก้ว ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) จังหวัดสมุทรสาคร ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์แรงงานข้ามชาติในประเทศไทยซึ่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)กำลังจัดระเบียบอยู่ในขณะนี้ ว่า หากมองทั้งระบบแล้ว แรงงานกัมพูชา ถือว่ามีความเสี่ยงที่ต้องเผชิญกับการถูกระบบนายหน้าควบคุมง่ายกว่าแรงงานพม่า  โดยแรงงานพม่านั้นมีสถานทูตของประเทศต้นทางดูแลและดำเนินการเรื่องเอกสารอีกทั้งประสานงานทำความเข้าใจกับแรงงานโดยตรง สะดวก ง่าย ทำให้มีแรงงานผิดกฎหมายน้อยกว่ากัมพูชา

นายสมพงค์กล่าวว่า นับตั้งแต่รัฐบาลเปิดให้แรงงานข้ามชาติลงทะเบียนแรงงานเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา มีแรงงานทางบกของจังหวัดสมุทรสาคร ลงทะเบียนแล้วเฉลี่ยวันละไม่ต่ำกว่า 1,000 ราย ซึ่งไม่ถือว่ามีจำนวนเหมาะสมเพราะเจ้าหน้าที่ไทยสามารถให้บริการได้มากถึงวันละ 2,000 ราย ขณะที่แรงงานกัมพูชานั้นแม้จะยังไม่ทราบจำนวนที่แน่นอน แต่แรงงานบางคนก็ยอมรับว่ามีขั้นตอนยุ่งยาก ทางที่ดีทางการไทยและทางการกัมพูชาควรมีการสื่อสารเรื่องระเบียบและและมีระบบการจัดการให้สะดวกกว่านี้ เช่น ให้ความรู้แรงงานก่อนเดินทางเข้ามายังประเทศไทย มีเจ้าหน้าที่อย่างเพยีงพอ หรืออาจจะยืดระยะเวลาในการเตรียมเอกสารเป็นต้น

แหล่งข่าวชาวกัมพูชาที่ติดตามในเรื่องนี้กล่าวว่า  ทันทีที่รัฐบาลกัมพูชาประกาศลดราคาค่าทำหนังสือเดินทางและค่าใช้จ่ายแก่แรงงานกัมพูชาที่ต้องการเดินทางมาทำงานในประเทศไทย หลังจากมีการประท้วงของสหภาพแรงงานหน้าสถานทูตไทยในกัมพูชาเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ต่อกรณีข่าวลือนโยบายการปราบปรามแรงงานข้ามชาติของคสช. พบว่า ยังไม่สามารถอำนวยความสะดวกแก่แรงงานได้มากตามเป้าหมาย เพราะมีแรงงานเดินทางกลับมาทำงานจำนวนน้อย สาเหตุเป็นเพราะแรงงานกัมพูชาไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องเอกสารและขั้นตอนการสมัครงานเข้ามารับจ้างในประเทศไทย

“ค่าหนังสือเดินทางและเอกสารอื่นๆ รัฐประกาศลดลงจากราคาทางการ 200 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแก้ปัญหานายหน้าเถื่อนทีเก็บจากแรงงานประมาณ 700-1,000 ดอลลาร์สหรัฐ  เหลือต่ำกว่า 50 ดอลลาร์ฯนั้น ในสายตานานาชาติ ดูเหมือนจะมีการช่วยเหลือแรงงานอย่างเหมาะสม แต่ในความเป็นจริแล้วมาตรการดังกล่าวกลายเป็นการผลักภาระสู่พนักงานเดินเอกสารหรือข้าราชการอย่างมาก เพราะความไม่เข้าใจหลักการและความซับซ้อนของเงื่อนไขการทำหนังสือเดินทางและใบอนุญาตทำงาน ส่งผลให้การดำเนินการล่าช้ากระทั่งในที่สุด เมื่อขั้นตอนของรัฐบาลล่าช้า พนักงานก็ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ สุดท้ายแรงงานที่ร้อนเงินและมีเวลาน้อย”แหล่งข่าว กล่าว

แหล่งข่าวคนเดิมกล่าวว่า ประกอบกับแรงงานต่างมีบ้านอยู่ไกล ก็ต้องหันไปพึ่งบริษัทเอกชนอยู่ดี ขณะนี้มีแรงงานชนบทเดินทางมายังกรุงพนมเปญเพื่อใช้บริการนายหน้าในบริษัทเอกชนจำนวนมาก หลังรัฐบาลประกาศลดราคาค่าใช้จ่าย เท่ากับผลักดันแรงงานราคาถูกสู่กลุ่มทุนอีกครั้ง ขณะที่คนจนเมื่อไม่มีเงินก็ต้องแอบลักลอบเข้าเมืองอีกครั้งเพราะ ไม่เข้าใจระบบรัฐ พนักงานข้าราชการที่รับผิดชอบก็มีบุคลากรไม่เพียงพอ ไม่มีเวลาจัดการและบริการข้อมูลแก่ประชาชน ส่วนคนขายแรงงานก็ได้แต่กลัวความผิดพลาดและอยู่อย่างเสี่ยงๆ ต่อไป

ด้านสำนักข่าวภาษากัมพูชา ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา มีการวิพากษ์การแก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาติของรัฐบาลกัมพูชาอย่างท้าทายว่า  ขณะนี้แรงงานกัมพูชาไม่สามารถใช้นโยบายลดราคาค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทางต่างประเทศได้จริง เพราะนโยบายดังกล่าวเพิ่งถูกประกาศเป็นกฎกระทรวง  ของกระทรวงแรงงานกัมพูชาไม่นาน และตามหลักการปกครองของกัมพูชาย่อมไม่สามารถปฏิบัติได้ทันที แม้ว่านายจ้างจากประเทศไทยรวมทั้งหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องจะบริการเรื่องรับลงทะเบียนในชายแดนอย่างสะดวกก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติยังไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะต้องขอความร่วมมือกับกระทรวงที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น กระทรวงต่างประเทศและกระทรวงมหาดไทย ซึ่งหากวิเคราะห์ตามสถานการณ์ คือ สำนักข่าวฯ หลายแขนงเชื่อมั่นว่านโยบายลดราคา เป็นแค่กลไกสร้างภาพลักษณ์ของกระทรวงแรงงานกัมพูชาเท่านั้น และอีก 2 กระทรวงฯ อาจไม่ร่วมมือ เพราะได้รับผลประโยชน์ไม่เต็มที่

ทั้งนี้สถานการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นยังไม่มีสำนักใดกล้าวิพากษ์ วิจารณ์รัฐบาลกัมพูชาโดยตรง โดยอดีตผู้สื่อข่าวชาวกัมพูชารายหนึ่งให้ข้อมูลว่า เหตุผลที่สื่อไม่อยากนำเสนอเรื่องราวช่องโหว่ของการประกาศกระทรวงแรงงานที่ไม่มีแผนปฏิบัติจริงนั้น เป็นเพราะสื่อหลายสำนักก็มองเรื่องดังกล่าวเป็นแค่เกมการเมืองของกระทรวงแรงงาน เนื่องจากกระทรวงต่างประเทศยังไม่มีท่าทีจะออกมาให้ข้อมูลอย่างจริงจัง ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐก็ปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ทุกสื่อแม้แต่นักวิชาการด้านสิทธิมนุษยชนเองก็ยังไม่สามารถสรุปข้อมูลได้

ด้านนายสอ (นามสมมติ) พนักงานร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ อนุเสารีย์ชัยสมรภูมิ กรุงเทพฯ ให้สัมภาษณ์ว่า หลังรัฐบาลประกาศนโยบายลดราคาหนังสือเดินทางเหลือ 4 ดอลลาร์ฯ  และรวมค่าใช้จ่ายอื่น เช่น ค่าเดินทาง คาวีซ่า ค่าอาหารนั้น รวมทั้งหมดที่แรงงานต้องจ่ายเบื้องต้น 49 ดอลลาร์ฯ แต่ตามรูปแบบการใช้แรงงานในประเทศไทย คือ เมื่อนายจ้างมารับแรงงานที่ชายแดน จะใช้วิธีระดมทุนค่าเดินทางจากแรงงานเพิ่มเติม ตามระยะทาง หากกลุ่มใดเดินทางจำนวนคนไม่มาก แต่ระยะทางไกลก็ต้องจ่ายเพิ่มไม่ต่ำกว่า 50 ดอลลาร์ เพราะความไม่กล้าใช้รถสาธารณะในประเทศไทย

“ผมเองจะหมดอายุใบอนุญาติทำงานในประเทศไทยอีกสามเดือนข้างหน้า ผมคิดว่ากลับไปครั้งนี้คต้องพักยาวจนกว่าจะมีรัฐบาลอย่างเป็นทางการแต่เหตุผลที่ไม่ยอมเดินทางกลับตามข่าวลือเพราะได้ทำสัญญาจ้างกับเจ้านายไว้ โดยตรง ไม่ผ่านนายหน้า แต่แรงงานอื่นๆ ต้องผ่าน มันจะลำบากต้องรับภาระเงินใต้โต๊ะเยอะ แต่นี่คือนายจ้างในกรุงเทพฯ เขาจะพาไปกัมพูชาไปต่อเอกสารเอง ไม่ผ่านบริษัทเอกชนอื่นๆ พอครบ4 ปีก็อนุญาตให้กลับ แล้วรับแรงงานชุดใหม่มา ใครอยากมาใหม่ ต้องรอรอบต่อไป จะเดินทางทันทีไม่ได้ ยกเว้นแรงงานเก่าที่รับจ้างมานานกว่า 10 ปี การทำแบบนี้ทำให้เราปลอดภัยจากแกงค์ค้ามนุษย์ ซึ่งแรงงานกัมพูชาไม่ค่อยรู้ว่า ในไทยมีระบบจ้างแบบนี้” นายสอ กล่าว

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.