ในขณะที่ลาวฝันอยากเป็นแบ็ตเตอรี่แห่งเอเชีย ประชาชนที่พึ่งพาการจับปลาเป็นวิถีชีวิตและแหล่งอาหารต่างหวาดกลัวที่จะแสดงความคิดเห็น

image

เมื่อฤดูมรสุมมาถึงในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม  มันได้พาเอากระแสน้ำทะลักเข้ามายังแม่น้ำโขง ชาวประมงแห่งสีพันดอน  ซึ่งมีความหมายว่า สี่พันเกาะ  มีลักษณะเป็นเกาะแก่งที่ปรากฏอยู่ในแม่น้ำในบริเวณทางตอนใต้ของประเทศลาว กำลังท้าทายความเสี่ยงขณะกำลังเดินไต่ฝ่ากระแสน้ำอันเชียวกราก  แต่ละก้าวที่เดินอาจนำไปสู่อันตรายจากหินแหลมคมเบื้องล่างได้

แต่ความกลัวก็ไม่สามารถเอาชนะ สมพอน ชาวประมงวัย 46 ปี จากดอนโขง หนึ่งในเกาะจำนวนมหาศาลในแขวงจำปาสัก ได้ เมื่อเขาและชาวประมงคนอื่นๆ มาถึงในตอนเช้ามืดเพื่อวางกับดักปลา เขาได้นำเชือกเส้นหนึ่งที่ติดอยู่กับเสาที่ปักอยู่สองฝั่งแม่น้ำมามัดตัวเองไว้  เขาไม่ได้ใส่เสื้อชูชีพ มีแต่เชือกที่เป็นมาตรการความปลอดภัยเดียวที่สมพอนมีอยู่

image

เขากล้าฝ่ากระแสน้ำอันเชี่ยวกรากไปหาคนที่อยู่บนหินกลางแม่น้ำ
เขารออยู่เงียบๆ อยู่บนนั้น และเฝ้ามองชาวประมงหนุ่มกำลังเก็บปลาที่มาติดหลี่ ซึ่งเป็นเครื่องมือหาปลาพื้นบ้านของลาวทำจากไม้ไผ่ ยื่นออกไปในแม่น้ำความยาวราว 10 เมตร

ชาวประมงหนุ่มใช้เส้นตอกร้อยปลาที่จับได้ไว้ด้วยกัน เมื่อเสร็จภารกิจแล้วเขาให้สัญญาณไปที่สมพอน

จากนั้นการทำงานเป็นทีมก็เริ่มขึ้น สมพอนโยนปลายเชือกด้านหนึ่งให้กับชาวประมงหนุ่ม ในขณะที่รีบนำปลาที่จับได้มัดไว้กับเชือกอย่างรวดเร็วแต่ปลอดภัย สมพอนดึงเชือกกลับและเดินฝ่าความเสี่ยงกลับไปที่ฝั่ง จากความพยายามทั้งหมดในครั้งนี้สามารถจับปลาหลายขนาดได้ราว 20 กก. ซึ่งถูกขายให้กับพ่อค้าคนกลางต่อ

“เคยจับปลาได้มากกว่านี้ ปริมาณปลาที่จับได้ช่วงต้นฤดูมรสุมปีนี้น้อยผิดปกติ” สมพอน กล่าว “ผมไม่รู้ว่าทำไม”

การจับปลาเป็นอุตสาหกรรมที่ทำได้ตลอดทั้งปีและเป็นวิถีชีวิตของผู้คนจำนวนมากในสีพันดอน ช่องน้ำจำนวนมหาศาลแห่งนี้เป็นเส้นทางอพยพของปลาหลากหลายสายพันธุ์ในพื้นที่ดังกล่าวมาช้านาน

แต่ทว่า ในระยะหลังๆ มานี้ ธุรกิจที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงนี้กลับให้ผลตอบแทนลดลง เช่นเดียวกับสมพอน ชาวประมงลาวในพื้นที่ทางตอนใต้ได้รายงานถึงจำนวนปลาที่ลดลงจนสังเกตได้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ในสายตาของเฮือง ชาวบ้านดอนโขง วัย 60 ปี จำนวนปลาที่ลดเป็นเพียงสัญญาณหนึ่งของระบบนิเวศน์ที่เปลี่ยนไป ปีนี้ กระแสน้ำขึ้นเร็วผิดปกติ ซึ่งขึ้นไปถึงระดับสูงสุดในเวลาเพียง 5 วัน จากปกติที่ใช้เวลา 1 เดือน

ชุมชนที่อาศัยอยู่บริเวณริมน้ำโขงในฝั่งไทยก็รู้สึกถึงผลกระทบเช่นกัน จากการที่มีน้ำท่วมมากขึ้นซึ่งได้ทำลายพืชผักที่เพาะปลูกของพวกเขาและการจับปลาได้น้อยลง สำหรับเฮือง สมพอน และอีกหลายคน ต้นเหตุของความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นอยู่ที่ต้นน้ำซึ่งไกลออกไป นั่นก็คือ การก่อสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าในประเทศจีน

แต่ก็ยังมีสิ่งที่กำลังคุกคามที่อยู่ท้ายน้ำและใกล้กับบ้านของพวกเขาซึ่งไม่กล้าพูดถึง
image

แขวงจำปาสักไม่ใช่แค่ที่ตั้งของเกาะแก่งใจซึ่งเป็นหัวใจของอุตสาหกรรมการประมงของลาวเท่านั้น แต่ยังมีโครงการก่อสร้างเขื่อนดอนสะโฮงในพื้นที่ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากชายแดนกัมพูชาเพียงไม่กี่กิโลเมตรอีกด้วย
เฮืองไม่สามารถพูดถึงการก่อสร้างดังกล่าวที่กำลังมีการเตรียมการอย่างเงียบๆ ใกล้กับบ้านของเขาและแหล่งทรัพยากรในการดำรงชีวิตของเขา อย่างเปิดเผยได้

“เราได้แค่หวังว่าจะจับปลาได้มากขึ้นในปีหน้า”


เขื่อนแห่งที่สอง

ในปี 2006 รัฐบาลลาวและบริษัท Mega First Corporation Berhad (MFCB) ของมาเลเซียได้ลงนามข้อตกลงโครงการเขื่อนดอนสะโฮง  เขื่อนแห่งที่ 2 ในบรรดาเขื่อน 9 แห่งในพื้นที่แม่โขงตอนล่าง ซึ่งเขื่อนแห่งแรกคือ โครงการเขื่อนไซยะบุรีที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกัน โดย มีการก่อสร้างในภาคเหนือของประเทศ ปัจจุบันมีการก่อสร้างไปแล้วกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อการก่อสร้างเสร็จสิ้น จะมีกำลังผลิตไฟฟ้า 1,285 เมกกะวัตต์

ทั้งนี้ก่อนที่เขื่อนไซยะบุรีจะมีการก่อสร้าง รัฐบาลลาวไม่ได้มีการเปิดเผยรายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหรือแผนการคร่าว ๆ ของโครงการต่อสาธารณะชนว่าโครงการจะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง รัฐบาลลาวได้แจ้งให้บริษัท ช การช่างของไทยให้เดินหน้าก่อสร้างโครงการก่อนที่คณะมนตรีแม่น้ำโขง (MRC) จะแสดงฉันทามติว่าควรจะดำเนินการก่อสร้างโครงการหรือไม่ ส่งผลให้โครงการดังกล่าวต้องถูกระงับไป แต่ก็ได้กลับมาดำเนินการต่อในช่วงปลายปี 2012

ปีที่แล้ว ลาวได้ส่งสัญญาณว่ามีความตั้งใจที่จะก่อสร้างเขื่อนดอนสะโฮงที่มีกำลังผลิต 260 เมกกะวัตต์ ซึ่งมีกำลังผลิตมากเป็น 2 เท่าของเขื่อนปากมูนของไทยที่ตั้งอยู่เหนือขึ้นไปบริเวณที่ลุ่มในจังหวัดอุบลราชธานี ทั้งนี้ ลาวได้ดำเนินการแจ้งเพื่อทราบตามปกติ โดยอ้างว่า เขื่อนดังกล่าวจะมีการก่อสร้างบนแม่น้ำสาขา ที่เรียกว่า ฮูสะโฮง ไม่ได้ก่อสร้างบนแม่น้ำโขงสายหลักแต่อย่างใด

ขณะที่ประเทศสมาชิก MRC ซึ่งได้แก่ เวียดนาม กัมพูชา และไทย ไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการของลาว โดยระบุว่า โครงการดังกล่าวควรผ่านกระบวนการ “ปรึกษาหารือล่วงหน้า” เนื่องจากส่งผลกระทบเป็นอย่างมาก

ฮูสะโฮง เป็นเส้นทางอพยพทวนน้ำของปลาที่สำคัญที่สุดตลอดทั้งปีซึ่งชาวบ้านในพื้นที่ต่างทราบกันดี นอกจากนี้ยังปราศจากสิ่งขวางกั้นตามธรรมชาติ ต่างจากช่องน้ำอื่นๆ บนแม่น้ำโขงที่มีหินขวางทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับของน้ำ
image

หลังได้รับแรงกดดันจากประเทศสมาชิกอื่นๆใน MRC นายวีระพง วีระวง ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานและเหมืองแร่ของลาวได้ประกาศในการประชุมคณะมนตรีแม่น้ำโขงซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพเมื่อเดือนที่แล้วว่า โครงการเขื่อนดอนสะโฮงจะเลื่อนออกไปก่อนเพื่อรอการปรึกษาต่อไป ซึ่งกัมพูชา เวียดนามและไทยก็จะเข้าร่วมในกระบวนการให้คำปรึกษานี้ด้วย

นายวีระพงยืนยันว่าโครงการก่อสร้างเขื่อนทั้งหมดที่ได้วางแผนไว้มีการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมมาแล้ว อย่างไรก็ตาม  ข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับการสร้างเขื่อนดอนสะโฮงนอกเหนือจากที่ตั้งแล้วได้รับการเผยแพร่สู่สาธารณะน้อยมาก อีกทั้งการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม แผนการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ หรือแม้กระทั่งจุดหมายปลายทางของไฟฟ้าที่จะผลิตได้ยังไม่มีใครรู้

“เราไม่ต้องการเห็นฮูสะโฮงเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือนไซยะบุรี” เพียรพร ดีเทศน์ ผู้ประสานงานรณรงค์แห่งประเทศไทย องค์กรแม่น้ำนานาชาติ กล่าว

“ความเสี่ยง(ของเขื่อนดอนสะโฮง)จะข้ามพรมแดนลาวออกไป มันจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและความมั่นคงทางอาหารทั่วทั้งภูมิภาคลุ่มน้ำโขง”

การต่อต้านจากประเทศเพื่อนบ้าน

เมื่อ 6 เดือนที่แล้ว ก่อนที่ลาวจะเข้ากระบวนการปรึกษาหารือ ได้มีการเริ่มก่อสร้างสะพานยื่นเข้าไปในบริเวณเกาะดอนสะดำทางตอนใต้ สะพานแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นเส้นทางสู่การก่อสร้างเขื่อนดอนสะโฮงที่อยู่ทางตะวันตกของเกาะ

การเปิดเผยว่าลาวได้เร่งสร้างสะพาน ในขณะที่มีการถกเถียงกันเรื่องเขื่อนไซยะบุรีอยู่นั้น ได้ก่อให้เกิดการต่อต้านระลอกใหม่จากประเทศเพื่อนบ้านลุ่มน้ำโขงทั้ง 3 ประเทศ

กัมพูชาและเวียดนามได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยกล่าวว่า เขื่อนดังกล่าวจะคุกคามวิถีชีวิตของคนกว่า 60 ล้านชีวิตลุ่มน้ำโขง  รบกวนรูปแบบการอพยพของปลาอย่างมากและยังขัดขวางตะกอนดินซึ่งละจะสร้างความเสียหายให้แก่สภาพแวดล้อมเป็นผลตามมา ทั้ง 2 ประเทศได้เรียกร้องให้มีการระงับการสร้างเขื่อนไซยะบุรีและเขื่อนดอนสะโฮง รวมทั้งโครงการอื่นๆ ไปอย่างน้อย 10 ปี

ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ชาวกัมพูชาราว 400 คนได้ทำการประท้วงการสร้างเขื่อนดอนสะโฮงขึ้นที่สะตึงเตร็ง เพราะเชื่อว่าโครงการดังกล่าวจะเป็นการคุกคามโลมาอิรวดี ซึ่งเป็นสัตว์หายากในแม่น้ำโขง

แต่ชาวบ้านที่สีพันดอนยังคงเงียบ แม้จะทราบถึงสิ่งที่เกิดในพื้นที่ก็ตาม ชาวบ้านอย่างน้อย 3 คนพูดถึงการระเบิดที่ฮูสะดำและฮูช้างเผือก ซึ่งเป็นร่องน้ำใกล้กับอูสะโฮง เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยที่ไม่มีการแจ้งล่วงหน้า
ชาวบ้านดังกล่าวเชื่อว่าการระเบิดดำเนินการเพื่อขยายความกว้างของร่องน้ำและสร้างทางสำหรับการอพยพของปลาขึ้นไปเหนือน้ำ เพื่อเป็นการ ทดแทนการสร้างเขื่อนกั้นฮูสะโฮง

Yeong Chee-meng ผู้อำนวยการบริษัท  MFCB ดอนสะโฮง กล่าวกับสำนักข่าว Vientiane Times เมื่อปีที่แล้วว่า จะมีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด โดยประเด็นที่สำคัญที่สุดของผลกระทบคือการอพยพของปลา

“เราสัญญาว่าทางอพยพของปลาจะเป็นมากกว่าการทดแทนช่องทางน้ำใหม่ที่เราจะสร้างขึ้น”

จากส่วนหนึ่งของงานวิจัยเส้นทางการอพยพของปลา บริษัทได้มีการดป้ายรหัสไว้กับปลา โดยทางบริษัทจะจ่ายเงินให้กับชาวประมงที่จับปลาที่มีป้าย และแจ้งว่าจับได้บริเวณไหน จำนวน  2 หมื่นกีบ ( 80 บาท)  นอกจากนี้ป้ายรหัสยังใช้เป็นออกรางวัลโดยรางวัลที่หนึ่งมีมูลค่าถึง 2 ล้านกีบ

อย่างไรก็ตาม ศูนย์นานาชาติเพื่อการจัดการทรัพยากรสิ่งแวดล้อมทางน้ำ(WFC) ระบุว่า จากข้อมูลที่มีอยู่แสดงให้เห็นว่า การอพยพของปลามีมากกว่า 30 ตันต่อชั่วโมงในบางพื้นที่บริเวณลุ่มน้ำโขง ซึ่งมากเกินกว่าที่จะสร้างทางปลาผ่านขึ้นมาทดแทนได้
ใกล้กับเขื่อนปากมูนของไทย แม้จะมีการสร้างทางปลาผ่านแล้ว แต่จำนวนปลาที่อยู่ทั้งสองด้านของเขื่อนก็ลดจำนวนลงระหว่าง 50 – 100 เปอร์เซ็นต์

ปิดปากเงียบ

“เรารู้ว่าอะไรดีหรือไม่ดีสำหรับเรา” สมนึก ชาวประมงวัย 33 ปี กล่าว “มันมีทั้งคนที่สนับสนุนและต่อต้านเขื่อน แต่ทั้งสองฝ่ายก็ไม่ได้ออกมาต่อสู้กัน หรือออกมาพูด เพราะพวกเขาไม่อยากเดือดร้อน”

image

ในลาวนั้นแทบจะไม่มีการประท้วง องค์กรนิรโทษกรรมสากล องค์กรเฝ้าระวังด้านสิทธิมนุษยชน รวมทั้งองค์กรเอ็นจีโออื่นๆ ได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างจริงจังถึงการหายตัวไปของนักเคลื่อนไหว การจำคุกและการทรมานร่างกายชาวบ้าน การขาดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการลงโทษประหารโดยไม่สมควรแก่เหตุ
เมื่อนักข่าว Spectrum ได้พูดคุยกับชาวลาวในแถบแม่น้ำโขงตอนล่าง ทั้งหมดต่างหลบหน้าไม่ยอมพูดเมื่อมีการพูดคุยถึงเรื่องเขื่อน
ในขณะที่นักข่าวที่ไม่เปิดเผยตัวคนอื่นๆ ที่เดินทางไปยังดอนสะดำถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจอาสาในพื้นที่สอบถามชื่อ อายุ และที่อยู่

 

เช้าวันฝนตกวันหนึ่ง ตะวันวัย 60 ปี กำลังปีนผาหินอยู่ริมฝั่งฮูสะโฮงไปยังกับดักปลา ทางเดินของเขาจนอยู่ใต้น้ำที่ขึ้นอย่างรวดเร็ว

 
ตะวันเป็นหนึ่งในผู้ที่สนับสนุนเขื่อนดอนสะโฮง เขาบอกว่าจะเลิกหาปลาถ้าการก่อสร้างเขื่อนเริ่มขึ้น

 
“ผมเคยต่อต้าน แต่ก็เปลี่ยนใจหลังจากเจ้าหน้าที่ได้เข้ามาอธิบายประโยชน์ต่างๆ ของเขื่อน พวกเขาเข้ามาที่หมู่บ้านเดือนละ 2 ครั้ง” เขากล่าว “ผมไม่คิดว่ารัฐบาลจะทิ้งเรา เขื่อนนี้สร้างเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ”

เจ้าหน้าที่รัฐได้บอกให้ชาวประมงถอนกับดักปลาออกจากแม่น้ำเพื่อให้ปลาผ่านได้อย่างสะดวก พวกเขาได้รับแจ้งว่า การก่อสร้างจะเริ่มขึ้นในอีก 2 ปีข้างหน้า รัฐบาลได้บอกให้พวกเขาว่า จะมีการจ่ายเงินและการฝึกอาชีพใหม่แก่ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อน

เจ้าหน้าที่กล่าวว่า เขื่อนดอนสะโฮงจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ทดแทนการประมงที่จะลดลง
นอกจากนี้ภาคใต้ของลาวยังจะมีไฟฟ้าเพียงพอสำหรับใช้ตลอดทั้งปีอีกด้วย ซึ่งปัจจุบัน ไฟฟ้าในสีพันดอนยังมีใช้ไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน
ไม่มีการแจ้งให้ชาวบ้านทราบถึงรายละเอียดในการประชุมที่ประเทศสมาชิก MRC กังวลเกี่ยวกับโครงการดังกล่าว
image

ทว่าคำพูดที่สวยหรูถึงอนาคตที่รุ่งเรืองไม่ได้ทำให้เปี๊ยก ชาวประมงวัย 52 แห่งดอนสะดำคล้อยตาม สิ่งที่เจ้าหน้าที่พูดกลับทำให้เขารู้สึกว่าไม่น่าเชื่อถือมากกว่า

“ผมคิดว่าการเปลี่ยนแปลงทางปลาผ่าน(ด้วยการระเบิด) มีส่วนเกี่ยวข้องกับจำนวนปลาที่จับได้ซึ่งลดลงในฤดูมรสุมปีนี้ ผมจับได้แค่ 20 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนที่เคยจับได้ปกติ” เขากล่าว “หมายความว่าเขื่อนจะส่งผลกระทบต่อปริมาณปลาที่ผมจะจับได้ในอนาคตด้วย”

เจ้าหน้าที่สัญญาว่าจะจ่ายเงิน 200 ล้านกีบสำหรับกับดักปลาของเขา  ซึ่งปีไหนที่ดีหน่อยสามารถสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวปีละราว 140 ล้านกีบ

 
“เงินชดเชยไม่นานก็ใช้หมด แต่กับดับปลาสามาระเลี้ยงครอบครัวของผมได้หลายชั่วอายุคน ผมคิดไว้ว่าจะส่งต่อกับดักปลาให้กับลูกชาย” เขากล่าว
“แต่ผมก็ต้องยอมรับทางเลือกที่รัฐบาลเสนอมา ผมก็เป็นแค่คนชั้นผู้น้อยชาวประมงคนอื่นๆ ที่ผมรู้จักก็รู้สึกอย่างนี้เหมือนกัน”

 
ในพื้นที่ลาวทางตอนใต้ ปลาและสัตว์น้ำที่ได้จากแม่น้ำโขงเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญ ข้อมูลจาก WFC ระบุว่า มีปริมาณการบริโภคอยู่ที่ 15 – 50 ต่อคนต่อปี มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของครัวเรือนในภูมิภาคนี้จะเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมประมงไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

กับดักปลาหนึ่งแห่งสามารถจับปลาได้ถึง 15 ตันต่อปี
รัก ชาวประมงวัย 25 ปี จำได้ว่า 10 ปีที่แล้วปลาที่จับได้บริเวณฮูสะโฮงมีขนาดใหญ่กว่าและมีปริมาณมากกว่าทุกวันนี้

จากการที่เคยไปทำงานก่อสร้างในประเทศไทยมาก่อน รักได้รับทราบข่าวสารเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างเขื่อนหลายแห่งที่ทำให้เขาเชื่อว่า เขื่อนบริเวณน้ำโขงตอนบนในประเทศจีนอยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เมื่อนึกถึงครั้งยังเป็นเด็ก เขายังจำปลาดุกยักษ์แม่น้ำโขงที่เข้ามาติดกับดัก มีตัวหนึ่งที่ใหญ่มาก ขนาดที่เขาขี่บนตัวปลาแล้วขาไม่แตะพื้น
image

“เราเชื่อว่าปลาขนาดใหญ่ขนาดนั้นเป็นผู้ปกปักรักษาแม่น้ำโขง เราจะปล่อยมันไปถ้าเราพบว่ามันเข้ามาติดกับดัก” รัก กล่าว “ผมไม่ได้เห็นปลาแบบนั้นมานานแล้ว ผมเดาว่าผู้ปกปักรักษาจะไม่ออกมาให้เห็นง่ายๆ เมื่อบ้านของเขากำลังเปลี่ยนไป”

อนาคตที่น่าหวาดกลัว

แผนการของรัฐบาลลาวในการเป็น “แบ็ตเตอรรี่ของเอเชีย” จะไม่หยุดอยู่แค่เขื่อนไซยยะบุรีและดอนสะโฮงเท่านั้น ยังมีโครงการโรงผลิตไฟฟ้าพลังน้ำอีก 9 แห่งสำหรับในตอนนี้

เมื่อเดือนที่แล้ว ทีมงานชาวไทยตัวแทนของบริษัท Charoen Energy and Water Asia ได้เข้าเยี่ยมชาวบ้านในพื้นที่ภูงอย แขวงจำปาสัก ซึ่งบริษัทดังกล่าวได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับรัฐบาลลาวเมื่อปี 2008 ในโครงการก่อสร้างเขื่อนในพื้นที่ลาดเสือ แต่ต่อมามีการเปลี่ยนสถานที่ก่อสร้างเป็นภูงอย
image

โครงการดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาความเป็นไปได้ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวในภูงอยก็ยังไม่เป็นที่ชัดเจนต่อสาธารณะชนเช่นเดียวกับพื้นที่โดยรอบเขื่อนดอนสะโฮง
ชาวบ้านในลาวได้รับแจ้งว่า เขื่อนภูงอยจะไม่ทำให้บ้านของพวกเขาถูกน้ำท่วม แต่พวกเขากลับถูกเสนอให้อพยพชาวบ้าน 4 หมู่บ้านใกล้กับพื้นที่ก่อสร้าง

 
เมื่อนักข่าว Spectrum และนักข่าวคนอื่น ๆ เดินทางไปในพื้นที่ใกล้กับพื้นที่สร้างเขื่อน เราถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ติดตาม โดยได้ถามถึงจุดประสงค์ของการเดินทางเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งก็เปิดเผยในที่สุดว่า เขารับผิดชอบดูแลคนไทยที่นั่งรถตู้เข้ามาในพื้นที่สร้างเขื่อนนานๆ ครั้ง
อย่างไรก็ตามชาวบ้านในภูงอยรู้สึกกลัวมากที่สุด

“ชาวบ้านในพื้นที่อย่างเรารู้จักแม่น้ำสายนี้เป็นอย่างนี้ ถ้าเขื่อนไม่ท่วมบ้านผม คุณมายิงผมให้ตายเลย” เฉลียว ชาวประมงวัย 70 ปี กล่าว “ผมอยากให้พวกเขาฟังสิ่งที่ผมพูด ไม่มีใครอยากจะพบกับการสูญเสียบ้านและวิถีชีวิตของเราหรอก”

———–

แปลจากบทความ Swept up in silence โดย  Paritta Wangkiat เซ็คชั่นสเป็คตรัม
บางกอกโพสต์ 20 กรกฎาคม 57

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.