จากแววตาที่เปล่งประกายระยิบระยับและสีหน้ายิ้มแฉ่งแล้วมันมีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่าคำพูดใดๆ เสียอีก

 

…ซาดลาวตั้งแต่ใดมา ลาวทุกถ้วนหน้าเซิดซูสุดใจ

ฮ่วมแฮงฮ่วมจิดฮ่วมใจ สามักคีกันเป็นกำลังเดียว

เด็ดเดี่ยวพ้อมกันก้าวหน้า บูซาซูเกียดของลาว

ส่งเสิมใซ้สิดเป็นเจ้า ลาวทุกซนเผ่าสะเหมอพาบกัน

บ่ให้ฝูงจักกะพัด และพวกขายซาดเข้ามาลบกวน

ลาวทังมวนซูเอกะลาด อิดสะละพาบของซาดลาวไว้

ตัดสินใจสู้ซิงเอาไซ พาซาดก้าวไปสู่ความวัดทะนา….

 

เสียงเจื้อยแจ้วของนักเรียนประถม โรงเรียนบ้านดอนกุ่ม แขวงจำปาศักดิ์ ประเทศลาว ร้องเพลงชาติด้วยความภาคภูมิอวดผู้มาเยือนชาวไทยซึ่งข้ามฝั่งโขงมาสู่มาหา

 

พวกเขาเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของนักเรียนลาวที่จะข้ามฝั่งมาทำกิจกรรมวันเด็กสองฝั่งโขง ที่บ้านตามุย อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ในวันที่ 14 ม.ค.นี้ แต่ก่อนวันงาน 1 วัน คือวันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา คณะผู้จัดงานชาวไทย นำโดยเครือข่าย”ชุมชนคนฮักน้ำของ” เตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสมัชชาปฏิรูป และสุนี ไชยรส กรรมการปฏิรูปกฎหมาย ล่องเรือข้ามลำน้ำโขงไปเยี่ยมเยือนและมอบอุปกรณ์การเรียนการสอนเล็กๆน้อยๆแก่เด็กที่นั่น

 

 

เวลาเกือบเที่ยง คณะเดินทางตั้งหลักที่จุดจอดเรือบ้านตามุย ก่อนจะเดินเท้าระยะสั้นๆลงเรือหางยาวล่องแม่น้ำโขง ระหว่างทางก็ชื่นชมทัศนียภาพอันสวยงาม สายลมเย็นๆปะทะใบหน้า ละอองน้ำถูกพัดกระเซ็นมาโดนให้พอชื่นใจ เห็น”ผาแต้ม”แหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อของอุบลราชธานีอยู่ไกลๆขนาบข้างด้วยทิวเขาเขียวขจีของฝั่งลาว

 

ชั่วระยะเวลาเพียงน้ำเดือดก็เดินทางมาถึงที่หมายคือหมู่บ้านดอนกุ่ม พวกเราขึ้นจากเรืออย่างทุลักทุเลเพราะตลิ่งสูงชันกว่า 15 เมตรแถมเป็นพื้นทราย กว่าจะเดินขึ้นไปถึงฝั่งได้ก็เล่นเอาเหนื่อยหอบกันหลายคน

 

ความรู้สึกแรกที่กวาดสายสำรวจคร่าวๆ หมู่บ้านแห่งนี้คล้ายกับย้อนอดีตชนบทไทยยุค 15-20 ปีที่ผ่านมา บ้านแต่ละหลังปลูกห่่างๆกัน ล้อมด้วยรั้วลวดหนาม ทางเดินเป็นถนนลูกรังเล็กๆ ต้นไม้ใบหญ้ารอบตัวออกสีน้ำตาลให้ความรู้สึกความแห้งแล้งตัดกับสีเขียวขจียามมองจากเรือ

 

 

 

บ้านทุกหลังยกพื้นสูง บ้างก็สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง บ้างสร้างด้วยไม้ไผ่ มีบางหลังใช้กระดาษลูกฟูกปะเป็นผนังบ้าน ไม่มีรถยนตร์ ไม่มีมอเตอร์ไซด์ให้เห็น มีแต่วัวควายถูกปล่อยให้เล็มหญ้าอย่างสบายอารมณ์ ฝูงลูกหมูถูกปล่อยเลี้ยงวิ่งเล่นอย่างอิสระ บางตัวนอนขดอยู่ใต้ถุนบ้าน

 

ผู้มาเยือนเดินไปตามทางลูกรังไม่ถึงร้อยเมตรก็เจอโรงเรียนบ้านดอนกุ่ม โรงเรียนแห่งนี้พื้นที่กว้างขวาง แต่มีอาคารเรียนเล็กๆหลังเดียวประกอบโครงจากไม้ ผนังทำด้วยไม้ไผ่ขัดหยาบๆ แสงแดดส่องทะลุได้ สีไม้ออกสีน้ำตาลเกือบขาวแสดงให้เห็นว่าผ่านกาลเวลามานานพอสมควร หน้าอาคารมีป้ายไม้ขนาดใหญ่เขียนภาษาลาวซึ่งคนไทยอ่านไม่ออก บางคนคาดว่าเป็นป้ายชื่อโรงเรียนแต่ชาวบ้านตามุยที่เดินทางมาด้วยบอกว่าเป็นคำขวัญ แปลเป็นไทยได้ว่า “ค่าของคน อยู่ที่ผลของงาน”

 

อาคารเรียนแห่งนี้มีห้องเรียนเพียง 2 ห้องคือห้องสำหรับเด็ก ป.1-ป.3 อีกห้องสำหรับชั้น ป.4-ป.6 พื้นเป็นพื้นดินธรรมดา โต๊ะเรียนทำจากไม้เก่าๆ ทั้งห้องเรียนมีเพียงกระดานดำ นักเรียนประมาณ 20 คน ครูอีก 1 คน อุปกรณ์กีฬามีเพียงลูกฟุตบอลเก่าๆลูกเดียว นี่คือทั้งหมดของโรงเรียนแห่งนี้

 

ผู้มาเยือนสาวเท้ามาจนถึงอาคารเรียน “ครูเซียน”ครูประจำโรงเรียนดอนกุ่มพร้อมผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านบางส่วนออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม ต่างฝ่ายต่างทักทาย “สะบายดี” “สวัสดี” กันไปมา บรรยากาศเต็มไปด้วยความแน่นแฟ้นแม้จะไม่เคยพบกันมาก่อนก็ตาม

 

 

 

เมื่อโอภาปราศัยกันตามสมควรแล้ว เจ้าบ้านก็พาแขกชาวไทยเข้าไปพบเด็กๆ ซึ่งรออย่างตื่นเต้นอยู่ในห้อง นักเรียนหญิงสวมเสื้ิอสีขาวนุ่งผ้าซิ่นสีดำดูแปลกตาน่ารักน่าเอ็นดู ส่วนเด็กชายมีทั้งใส่กางเกงขายาวสีดำและกางเกงขาสั้นสีกากี มิตรภาพเกิดขึ้นง่ายดาย คณะเดินทางทักทายเด็กๆ พร้อมกับมอบอุปกรณ์การเรียนการสอนอันประกอบด้วยสมุดดินสอ กล่องใส่ดินสอ ผ้าห่ม ขนมนมเนย ลูกฟุตบอล วอลเล่ย์บอล ตระกร้อ ฯลฯ

 

สิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นของธรรมดาๆสำหรับเด็กชาวเมือง แต่สำหรับพวกเขาแล้วแม้ไม่ได้บอกกล่าวสิ่งใดนอกจากคำว่าขอบคุณและการร้องเพลง แต่จากแววตาที่เปล่งประกายระยิบระยับและสีหน้ายิ้มแฉ่งแล้วมันมีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่าคำพูดใดๆเสียอีก

 

หลังจากใช้เวลากับเด็กๆอยู่พักใหญ่ ผู้ใหญ่บ้านก็พาคณะเดินทางไปรับประทานอาหารที่บ้านซึ่งอยู่ไม่ไกลออกไปนัก ระหว่างทางพบบ้านหลังหนึ่งมีชาวบ้านทั้งชาวหญิงนั่งล้อมวงอยู่ใต้ถุน สอบถามได้ความว่าบ้านนี้มีผู้หญิงเพิ่งคลอดลูกและอยู่ระหว่างการ”อยู่ไฟ” และเป็นประเพณีปฏิบัติที่เพื่อนบ้านจะมาเฝ้าเป็นเพื่อนอยู่ไฟด้วย หญิงคนหนึ่งบอกว่ามานอนเป็นเพื่อนคุณแม่มือใหม่ได้ 5 วันแล้ว

 

ประเพณีน่ารักๆแบบนี้หายากแล้วในเมืองไทยเพราะการสาธารณสุขที่เจริญขึ้นทำให้คนหันไปทำคลอดที่โรงพยาบาลเป็นหลัก การอยู่ไฟจึงค่อยๆหายไปทีละน้อย กุศโลบายกระชับความสัมพันธ์คนในชุมชนก็เลื่อนลอยคล้อยหายตามไปด้วยเช่นกัน

 

เมื่อร่ำลาคุณแม่หมาดๆมาแล้ว คณะเดินทางก็ยกชขบวนมาบ้านผู้ใหญ่ดอนกุ่่มซึ่งมีชาวบ้านส่วนใหญ่มาเตรียมสำรับรออยู่แล้ว ประกอบไปด้วยข้าวเหนียวร้อนๆ ซุปหน่อไม่ แกงผัก และอาหารจานเด็ดคือแกงหอยทราย ลักษณะคล้ายหอยขม แต่อาศัยในทราย ก้นหอยสั้นกว่าทำให้ชาวบ้านไม่ตัดก้นแต่จะนำไปแกงทั้งตัว เวลารับประทานก็ใช้ไม้ไผ่ผ่าเป็นซีกเล็กๆจิ้มกิน

 

ผู้ใหญ่บ้านบอกว่าอาหารที่ทานกันอยู่นี้เป็นอาหารที่แต่ละบ้านนำมาสมทบกันคนละนิดละหน่อย เหลียวมองไปดูมุมเตรียมอาหารซึ่งอยู่ไม่ไกลก็เห็นแม่หญิงลาวทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ทยอยยกสำรับมากันแล้ว

 

เมื่ออาหารพร้อมก็ถึงเวลาแห่งความอร่อย ทั้งแขกทั้งเจ้าบ้านล้อมวงเปิบข้าวเหนียว จิ้มหอยทราย ตักซุปหน่อไม้กันยกใหญ่ แม่หญิงลาวไม่มาร่วมวงด้วยแต่นั่งอยู่ห่างๆปล่อยใหญ่ผู้ใหญ่บ้านและบรรดาผู้ชายทานเปิบอาหารกับแขกแทน

 

ชาวคณะคนหนึ่งบอกว่าตอนแรกเพียงคิดจะชิมดูนิดหน่อยแล้วกลับไปทานมื้อใหญ่ที่ฝั่งไทย แต่พอทานแล้วก็อร่อยจนหยุดไม่อยู่ มื้อที่คิดจะชิมเฉยๆก็กลายเป็นมื้อใหญ่ไปโดยปริยาย

 

หลายคนประสบปัญหากับการจิ้มหอยเพราะจิ้มแล้วดึงไม่ออก ผู้ใหญ่บ้านแนะนำว่าให้จิ้มแล้วค่อยๆหมุนตามวงหอย เนื้อหอยหวานๆจะหลุดออกมาทั้งตัว ขณะเดียวกันผู้ชายคนอื่นๆก็ทยอยแจกเหล้าต้มให้แขกทานกันคนละกรึ๊บสองกรึ๊บ เพิ่มรสชาติให้อาหารได้เป็นอย่างดี

 

 

 

เมื่อทานอาหารเสร็จก็ถึงเวลาร่ำลา ชาวคณะผู้มาเยือนจากแผ่นดินลาวมาพร้อมกับคำสัญญาว่าวันเด็กของไทย 14 ม.ค.นี้ เด็กๆบ้านดอนกุ่มจะมาร่วมกิจกรรมด้วยแน่นอน

 

“เราจะเจอกันอีก”ผู้ใหญ่บ้านดอนกุ่มให้สัญญา

 

ลำน้ำและเส้นชายแดนมิอาจกั้นความปรารถนาดีและความเป็นพี่น้องระหว่างกัน การมาเยือนของคนกลุ่มเล็กๆเพียงกลุ่มหนึ่งแม้ไม่ได้ทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากมายแต่ก็งดงามในความรู้สึกและกระชับสายสัมพันธ์คนสองฝั่งโขงให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นอีกไม่มากก็น้อย…

 

โพสต์ทูเดย์ 14 มกราคม 2555

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.