image

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2557 ที่สำนักกลางคริสเตียน กรุงเทพฯ เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมภาคตะวันตก จัดงาน “ผูกข้อมือเรียกขวัญเดือนเก้า กินข้าวห่อ 100 วัน บิลลี่หายไป” อันสืบเนื่องจากการหายตัวไปของ นายพอละจี รักจงเจริญ หรือ ‘บิลลี่’ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย ได้หายตัวไปภายหลังจากถูกอดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ควบคุมตัวในข้อหามีน้ำผึ้งป่าไว้ในครอบครอง

ทั้งนี้ภายในงานได้มีชาวบ้านโป่งลึก-บางกลอย ชาวกะเหรี่ยงจากผืนป่าตะวันตก นักวิชาการ นักกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชน สื่อมวลชนเข้าร่วมงาน โดยมีการเสวนา และพิธีผูกข้อมือประจำปี กินข้าวห่อ เพื่อเรียกขวัญให้แก่ครอบครัวของบิลลี่ ตามความเชื่อของชาวกะเหรี่ยง โดยนางสุนี ไชยรส รองประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย กล่าวว่า หลายครั้งชาวบ้านซึ่งมีวิถีชีวิตอยู่กับป่ามักถูกทำให้กลายเป็นผู้บุกรุกป่า เป็นกลุ่มคนอันตราย บิลลี่จึงลุกขึ้นมาเป็นตัวแทนของชาวบ้านต่อสู้กับความไม่ชอบธรรม ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องของบิลลี่หรือใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทุกคนต้องช่วยกัน เพราะสังคมไทยยังไม่เข้าใจในปัญหาที่แท้จริง ซึ่งถือเป็นการต่อสู้กับรากเหง้าของปัญหาของพี่น้องกะเหรี่ยงที่ต้องต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมมายาวนาน สิ่งสำคัญขณะนี้ ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้ความหวังในการต่อสู้ของบิลลี่ปรากฏชัด และนำพาไปสู่ความเป็นธรรม โดยเฉพาะเรื่องที่ดินทำกินของชาวบ้านโป่งลึก-บางกลอย

“กฎหมายป่าไม้ทำให้คนมากมายถูกจับเพราะมีวิถีชีวิตอยู่กับป่า ทั้งที่ชาวบ้านได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีวิถีชีวิตอยู่กับป่ามานาน ซึ่งการอพยพคนโป่งลึก-บางกลอยเป็นเรื่องที่ผิด เมื่ออยู่มาก่อนจึงต้องมีสิทธิ การให้ชาวบ้านอพยพจึงถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน เพราะเป็นเรื่องของวิถีชีวิตที่อยู่มายาวนาน จึงควรเร่งรัดการตามหาบิลลี่ เรายังมีหวัง เร่งรัดให้แก้กฎหมายป่าไม้ที่ไม่เป็นธรรม เพื่อทำให้กรณีบิลลี่ไม่ใช่เป็นเรื่องของชาวบ้านบางกลอยหรือโป่งลึกอย่างเดียว แต่ควรเป็นตัวอย่างให้กับชาวบ้านทุกพื้นที่ที่ประสบความไม่เป็นธรรม”

image

นายสุวิทย์ เชยอุบล ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนและอุปนายกฝ่ายปฏิบัติการ สภาทนายความฯ กล่าวว่า จากกรณีการหายตัวไปของแกนนำชาวบ้านหลายกรณีพบว่า เจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้มีอิทธิพลเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากมักจะมองว่าถ้าชาวบ้านขาดแกนนำก็เหมือนแพแตก จึงเกิดความพยายามทำให้แกนนำหายไป เพื่อจะได้กระทำผิดได้สะดวกมากขึ้น ชาวบ้านที่เหลืออยู่ก็ไม่กล้าที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้หรือจะหาแกนนำใหม่ก็ไม่มีใครกล้าอาสา หลายครั้งมีผู้ไม่ประสงค์ออกนามแจ้งเบาะแสเข้ามาแต่ปรากฏว่าไม่กล้าที่จะออกมาเป็นพยาน จึงเป็นเรื่องยากที่จะหาพยานหลักฐานที่จะยืนยันต่อศาลให้เชื่อ อีกทั้งกระบวนการสืบหาหลักฐานก็เป็นเรื่องยาก เนื่องจากเจ้าหน้าที่ผู้กระทำผิดหรือผู้มีอิทธิพลส่วนใหญ่มีความเป็นมืออาชีพรู้ว่าต้องปกปิดหรือซ่อนเร้นเก็บหลักฐานให้หมดได้อย่างไร ทำให้คดีที่เชื่อว่าเป็นการบังคับให้บุคคลสูญหายส่วนใหญ่จึงไม่สามารถเอาผิดใครได้

นางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยาของนายสมชาย นีละไพจิตรทนายความที่ถูกบังคับให้หายตัวไป กล่าวว่า ถ้าหากกรณีผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ พยานหลักฐานอาจไม่มีน้ำหนักหรือถูกทำลายไปก่อน เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่ระบุให้กรณีคนสูญหายเป็นคดีอาชญากรรมร้ายแรง หนทางเดียวที่จะคุ้มครองชาวบ้านได้ คือต้องมีการแก้กฎหมาย โดยผลักดันให้มีการประกาศสัตยาบันตามที่ประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันบุคคลจากการหายสาบสูญโดยการถูกบังคับ เพื่อให้ครอบครัวเหยื่อสามารถเป็นโจทย์ยื่นฟ้อง และเป็นคดีที่ไม่มีอายุความ สำหรับกรณีของบิลลี่นั้น จากการที่ติดตามข่าวมาโดยตลอด ล่าสุดก็ถูกให้ข้อมูลว่าหนีไปอยู่กับกองกำลังเคเอ็นยู ซึ่งเรื่องแบบนี้ถูกทำให้เหยื่อถูกสังคมมองได้ว่าเป็นคนไม่ดี การแก้กฎหมายจึงน่าจะเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

ขณะที่นางพิณนภา พฤกษาพรรณ หรือ ‘มือนอ’ ภรรยาของบิลลี่ ได้เปิดใจกรณีที่ศาลจังหวัดเพชรบุรีสั่งยกคำร้องคดีที่ฟ้องไต่สวนฉุกเฉินกรณีที่บิลลี่ สามีได้หายตัวไปว่า อยากขอบคุณทุกคนที่คอยช่วยเหลือตลอดมา ส่วนตัวยังเชื่อว่าหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เป็นคนทำให้บิลลี่หายไป เพราะสามีมีความขัดแย้งอยู่เพียงเรื่องเดียวคือการเป็นตัวแทนชาวบ้านต่อสู้คดีที่เจ้าหน้าที่รัฐเผาไล่รื้อบ้านในป่าแก่งกระจาน ซึ่งอดีตหัวหน้าแก่งกระจานก็เป็นคนสุดท้ายที่อยู่กับบิลลี่ แต่เมื่อเกิดเรื่องขึ้นกลับบอกว่าไม่รู้จักบิลลี่ ทั้งที่เคยร่วมในงานสัมมนาและประชุมหลายครั้ง โดยมีหลักฐานรูปถ่าย และเคยกล่าวถึงบิลลี่ผ่านสื่อหลายครั้ง

ด้าน น.ส.วราภรณ์ อุทัยรังษี ทนายความของมือนอ กล่าวว่า ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ในคดีการหายตัวไปของบิลลี่เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมานั้น เป็นคำร้องที่ได้ยื่นต่อศาลที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมตัวเพียงอย่างเดียว ตามมาตรา 90 ในกฎหมายอาญา ซึ่งญาติได้ร้องศาลให้เรียกเจ้าหน้าที่ถูกกล่าวหามาไต่สวน แต่หลักฐานยังไม่ทำให้ศาลเชื่อว่าบิลลี่ยังอยู่ในการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ ขณะนี้กำลังเร่งรวบรวบพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อยื่นคำร้องอุทธรณ์ต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี ภายใน 30 วัน โดยในเรื่องของคดียังไม่ถือว่าสิ้นสุดตามที่เกิดกระแสข่าวว่าผู้ถูกกล่าวหาชนะคดีหรือข้อกล่าวหาทั้งหมด

ขณะที่นายเจริญ รักจงเจริญ พี่ชายบิลลี่ กล่าวว่า ชาวบ้านยังเชื่อว่าอดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานมีส่วนสำคัญที่ทำให้บิลลี่หายตัวไป เพราะเป็นคนสุดท้ายที่อยู่กับบิลลี่ และหากเขากลับมาในพื้นที่ชาวบ้านคงรู้สึกหวาดกลัว และผิดหวังที่ไม่มีความเป็นธรรม ทำไมเมื่อทำให้บิลลี่หายตัวไปแล้วไม่มีความผิด เรื่องแบบนี้ก็ไม่ได้เกิดกับชาวบ้านครั้งแรก แต่มีถึง 3 เหตุการณ์แล้ว ตั้งแต่ กรณีนายเทเบอะ ชาวบ้านป่าเด็งถูกยิงเสียชีวิตในป่าแก่งกระจาน กรณีนายทัศน์กมล โอบอ้อม หรืออาจารย์ป๊อดที่ถูกยิงเสียชีวิต จนมาถึงกรณีของบิลลี่ที่หายตัวไป
.

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.