image

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2557 นางเล็ก แก้วล้อม ชาวบ้านตำบลร่อนทอง อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ตนเป็นคนไทยพลัดถิ่นได้รับการแปลงสัญชาติ เมื่อปี 2554 ซึ่งขณะนี้มีบัตรประชาชนและมีสัญชาติไทยสมบูรณ์ทุกอย่าง โดยเมื่อขณะถือบัตรเลข 6 บุคคลผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าเชื้อสายไทยนั้น ตนอยู่ที่หมู่ 5 ตำบลร่อนทอง กับพี่สาว แต่พอได้สัญชาติไทยและถ่ายบัตรประชาชนใหม่เมื่อปี 2555 ปรากฏว่าทางอำเภอได้ระบุที่อยู่เป็น 121 หมู่ที่ 12 ซึ่งเป็นบ้านพี่เขย โดยไม่มีการแจ้งให้รับทราบและซักถามถึงที่อยู่เดิม ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นกับคนไทยพลัดถิ่นหลายราย โดยในอำเภอบางสะพานมีประมาณ 20 ราย ทำให้มีปัญหาที่ตามมาคือ เมื่อชาวบ้านประสงค์จะนำสำเนาทะเบียนบ้านไปใช้ประโยชน์ด้านอื่น เช่น สมัครงาน สมัครเรียน ใช้บริการสาธารณสุข ก็มักจะติดขัดเพราะที่อยู่เดิมในทะเบียนบ้านกับบัตรประชาชนต่างกัน 

“ชาวบ้านไทยพลัดถิ่นจำนวนมากยังเป็นพลเมืองชั้นสองซึ่งทางอำเภอละเลย เราทำทุกอย่างกว่าจะได้สัญชาติคืนมา ยังต้องมาดิ้นรนเรื่องชื่อและที่อยู่ตามทะเบียนบ้านอีก ขั้นตอนทุกอย่างซับซ้อน ที่ผ่านมาเรียกร้องกับกระทรวงมหาดไทยหลายครั้ง ก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เรากลายเป็นเหมือนคนไร้ตัวตนไปแล้ว สิทธิคนไทยหายไปกับปัญหาที่เราไม่ได้สร้างเอง” นางเล็กกล่าว

ด้านน.ส.วรรธิดา เมืองแก้ว สมาชิกเครือข่ายคนไทยพลัดถิ่นระบุว่า ตามกฎหมายลูกของกระทรวงมหาดไทยนั้น คนไทย กลุ่มคนไทยพลัดถิ่นจะถูกบรรจุชื่อให้อยู่ในทะเบียนกลาง เลขที่ คือ 0/89 ซึ่งขณะนี้มีประมาณ 10,000 ราย แต่บางรายมีถิ่นที่อยู่ถาวรเป็นของตนเอง มีประมาณ 2,000 ราย โดยกลุ่มที่มีบ้านเลขที่เป็นของตนเองนั้น มีแค่เลขที่และตัวบ้านสำหรับพักอาศัย แต่ว่าไม่มีเอกสารสำเนาทะเบียนบ้าน โดยผู้ใดต้องการจะมีชื่อปรากฏในทะเบียนบ้านก็ต้องอาศัยชื่อคนไทยที่เป็นเจ้าบ้านเพื่อรับรองการโดยกรณีนางเล็กนั้น จัดเป็นกลุ่มที่มีถิ่นที่อยู่อาศัยถาวรเป็นของตนเอง เมื่อครั้งถือบัตรเลข 6 แต่ทางอำเภอที่ทำบัตรประชาชนกลับระบุที่อยู่ใหม่ซึ่งเป็นที่อยู่ของพี่เขย โดยไม่มีการแจ้งให้เจ้าตัวรับทราบ ทำให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิพลเมืองไทยหลายด้าน เช่น การเลือกตั้งซึ่งนางเล็กและคนที่เผชิญปัญหาแบบเดียวกันจะใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ได้ เพราะที่อยู่ตามบัตรประชาชนไม่ตรงกันกับที่อยู่อาศัยจริง

ขณะที่น.ส.ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และนักกฎหมาย โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ กล่าวว่า ข้อมูลส่วนบุคคลทั้งที่ปรากฏในบัตรประจำตัว และในทะเบียนบ้าน หรือทะเบียนคนอยู่ โดยหลักแล้วจะต้องสะท้อนถึงข้อเท็จจริงของบุคคล และจะต้องสามารถถูกแก้ไขปรับปรุงให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริงของบุคคลเสมอ ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิทธิของบุคคลทุกคน ภายใต้หลักการที่ว่า บุคคลจะต้องได้รับการรับรองความเป็นบุคคลตามกฎหมาย อันเป็นสิทธิที่ได้รับรองโดยปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 6 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่ง(พลเมือง)และการเมือง ข้อ 16 รวมถึงเป็นสิทธิตามกฎหมายภายในของประเทศไทย คือ ภายใต้พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 พ.ศ.2551 ดังนั้น หากมีข้อผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริงของบุคคล ก็ต้องดำเนินการติดต่อสำนักทะเบียนเพื่อให้มีการดำเนินการแก้ไขปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันและถูกต้อง

น.ส.ดรุณีกล่าวว่า การปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่อาจมีความไม่รอบคอบอยู่ ทำให้ชาวบ้านต้องประสบปัญหา ซึ่งตนไม่ทราบว่าโดยข้อเท็จจริงลึกๆเกิดปัญหาอะไรขึ้น แต่การที่ชาวบ้านต้องเดือดร้อนก็จำเป็นต้องมีการแก้ไขด่วน อย่างไรก็ดีต่อการดำเนินการดังกล่าวเพื่อให้ชาวบ้านผู้ยื่นคำร้องขอดำเนินการสามารถติดตามความคืบหน้าของคำร้องได้อย่างต่อเนื่อง ควรจะต้องขอหลักฐานด้วยว่าเจ้าหน้าที่ได้รับคำร้องเรื่องดังกล่าวไว้แล้ว หากยังมีปัญหาว่าไม่มีการดำเนินการ หรือการดำเนินการล่าช้า ทางคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และทางโครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ ยินดีที่จะสนับสนุนให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายต่อไป

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.