จดหมายจากเครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขงถึง ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง ข้อกังวลต่อการศึกษาโครงการศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดนเขื่อนแม่น้ำโขง และข้อเรียกร้องต่อการปรึกษาหารือล่วงหน้าโครงการเขื่อนดอนสะโฮง

 

เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง

สำนักงานเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา

62 ม.8บ.เวียงแก้ว อ.เชียงของ จ.เชียงราย

 

 

22 สิงหาคม 2557

 

 

เรื่อง        ข้อกังวลต่อการศึกษาโครงการศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดนเขื่อนแม่น้ำโขง และข้อเรียกร้องต่อการปรึกษาหารือ

ล่วงหน้าโครงการเขื่อนดอนสะโฮง

เรียน       ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

สำเนาส่ง   อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ

 

 

นับตั้งแต่มีการฟื้นแผนสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าบนแม่น้ำโขงทางตอนล่างทั้งหมด 12 โครงการเมื่อหลายปีก่อน เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขงมีความกังวลเป็นอย่างยิ่งว่าการเดินหน้าโครงการเขื่อนเหล่านี้อย่างรวดเร็วจะก่อให้เกิดผลกระทบข้ามพรมแดนต่อชุมชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำโขงโดยไม่มีมาตรการใดๆ รองรับ จนกระทั่งเขื่อนแห่งแรกที่กั้นแม่น้ำโขงตอนล่าง คือ เขื่อนไซยะบุรี ได้ประกาศเริ่มการก่อสร้างอย่างเป็นทางการในเดือนพฤศจิกายน 2554 โดยที่ยังไม่มีการศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดน จึงทำให้ไม่มีหน่วยงานใดสามารถให้คำตอบแก่ชาวบ้านได้ว่า จะเกิดความเปลี่ยนแปลงต่อแม่น้ำโขงอย่างไรบ้างโดยเฉพาะในพื้นที่ริมแม่น้ำโขงใน 8 จังหวัดของประเทศไทย

ต่อมากรมทรัพยากรน้ำก็ได้ตกลงว่าจ้างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อจัดทำ “โครงการศึกษาผลกระทบและติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนจากโครงการพัฒนาไฟฟ้าพลังน้ำในแม่น้ำโขงสายประธาน” ในปีงบประมาณ 2557 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนจากการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงและพัฒนาระบบติดตามผลกระทบ กรอบโครงการกำหนดให้ผู้รับจ้างต้องมุ่งเน้นทำการศึกษา “โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน” อย่างไรก็ตามเครือข่ายฯ ได้ติดตามการดำเนินการโครงการนี้มาโดยตลอดและพบว่ามีปัญหาหลายประการ ดังนี้

ประการที่หนึ่ง การดำเนินการทั้งหมดนับตั้งแต่การประกาศว่าจ้างโครงการ การออกแบบศึกษา การกำหนดกรอบหลักการ วัตถุประสงค์ วิธีการศึกษาการคัดเลือกผู้รับจ้าง มิได้มีส่วนร่วมของประชาชนโดยเฉพาะชาวบ้านในพื้นที่แต่อย่างใด หากแต่เป็นเพียงการดำเนินการอย่างรวดเร็วระหว่างกรมทรัพยากรน้ำและผู้รับจ้าง

ประการที่สอง วิธีการศึกษา ส่วนหลักคือการทบทวนเอกสารข้อมูลที่มีอยู่เดิม ไม่ใช่การศึกษาใหม่อย่างครอบคลุมตามหลักวิชาการ ซึ่งเครือข่ายฯ เห็นว่าสิ่งจำเป็นที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนคือ การศึกษาข้อมูลปฐมภูมิ หรือข้อมูลพื้นฐานที่เป็นข้อเท็จจริงซึ่งเกิดในพื้นที่โดยตรง

ประการสุดท้าย การศึกษานี้ปราศจากการมีส่วนร่วมของชาวบ้านที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างทั่วถึงตามสมควรแก่สัดส่วนพื้นที่ กล่าวคือ การจัดเวที 8 ครั้งมีการเก็บข้อมูลแบบสอบถามจากแต่ละจังหวัดๆ ละ 30 ชุดทั้งที่ใน 8 จังหวัดเหล่านั้น มีหมู่บ้านและตำบลที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงเป็นจำนวนมาก เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าเป็นการเก็บข้อมูลที่ไม่คำนึงถึงพื้นที่ ความหลากหลายในการประกอบอาชีพ บริบทของพื้นที่ ฯลฯ ผู้รับจ้างจึงไม่อาจจะได้รับข้อมูลอย่างครอบคลุมและเพียงพอที่จะตอบคำถามความกังวลของประชาชนที่จักได้รับผลกระทบ

เหตุผลดังกล่าวทำให้เครือข่ายฯ เห็นว่าการศึกษานี้ไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอในการติดตามผลกระทบข้ามพรมแดนที่เกิดจากเขื่อนได้ เครือข่ายฯ จึงเรียกร้องให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยกเลิกการศึกษาชุดนี้ และเริ่มกระบวนการศึกษาใหม่ในการติดตามผลกระทบข้ามพรมแดนจากการก่อสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขง โดยให้มีกระบวนการที่โปร่งใส มีส่วนร่วมจากประชาชนในพื้นที่โดยแท้จริงนับแต่เริ่มต้นโครงการ และให้จัดทำโดยคณะนักวิชาการและสถาบันการศึกษาที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

 

นอกจากนี้ กรณีโครงการเขื่อนดอนสะโฮง แขวงจำปาสัก ทางตอนใต้ของ สปป.ลาว ซึ่งจะเป็นเขื่อนแห่งที่ 2 บนแม่น้ำโขงตอนล่าง โครงการนี้กำลังจะเข้าสู่กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า (Prior Consultation) ตามข้อตกลงแม่น้ำโขง พ.ศ.2538 ซึ่งจวบจนปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลและรายละเอียดของขั้นตอนการปรึกษาหารือดังกล่าว

เครือข่ายฯ จึงมีข้อเรียกร้องต่อกรมทรัพยากรน้ำในฐานะกองเลขาคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทยซึงมีหน้าที่ต้องจัดกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า ดังต่อไปนี้

1 จัดกระบวนการปรึกษาหารือบนฐานของสิทธิชุมชน การมีส่วนร่วมของประชาชน และการป้องกันผลกระทบ โดยเฉพาะชุมชนที่จะต้องแบกรับภาระต้นทุนและผลกระทบของโครงการในระยะยาว

2 แจ้งต่อกองเลขาคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงว่าระยะเวลาจัดกระบวนการปรึกษาหารืออาจต้องใช้เวลานานกว่า 6 เดือน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่รอบด้านในการประกอบการตัดสินใจ

3จัดให้มีเวทีการปรึกษาหารือในพื้นที่ 8 จังหวัดริมแม่น้ำโขงอย่างครอบคลุม อย่างน้อย 1 เวทีในทุกอำเภอริมแม่น้ำโขง โดยให้มีการประกาศล่วงหน้าในสถานที่ราชการส่วนกลางและท้องถิ่น สื่อวิทยุ หรือหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมได้อย่างกว้างขวาง

5 ให้มีการแปลเอกสารโครงการและข้อมูลที่เกี่ยวข้องเป็นภาษาไทย และเผยแพร่ล่วงหน้าก่อนการจัดเวทีอย่างน้อย 30 วัน เพื่อให้ประชาชนสามารถทำความเข้าใจ และเข้าร่วมแสดงความเห็นในเวทีการปรึกษาหารืออย่างมีประสิทธิภาพ

6 ผู้ลงทุนเอกชนเจ้าของโครงการ และหน่วยงานที่รับผิดชอบ ต้องส่งผู้แทนเข้าร่วมเวทีเพื่อตอบคำถามจากประชาชน

7 ปฏิบัติตามกฎหมายที่กำหนดในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด

 

ทั้งนี้ ด้วยความหวังว่าประชาชนจะสามารถมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืนและจะได้รับความร่วมมือจากท่านเป็นอย่างดี

 

 

จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฏิบัติ

ขอแสดงความนับถือ

เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง

 

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.