dawei4

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2557 สมาคมพัฒนาทวาย ได้ออกแถลงการณ์ถีงกรณีที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทย จะเดินทางไปเยือนพม่าและมีการหารือรื้อฟื้นโครงการเศรษฐกิจทวาย ว่าสมาคมฯเรียกร้องให้รัฐบาลพม่าและรัฐบาลไทยระงับการรื้อฟื้นโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายจนกว่าปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากโครงการจะได้รับการเยียวยาแก้ไขและหลักปฎิบัติตามมาตรฐานสากลถูกนำมาใช้ นายกรัฐมนตรีไทย พลเอกประยุทธ์ จันโอชา กำลังเยือนประทศพม่าในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นการเดินทางเยือนต่างประเทศครั้งแรกหลังจากการดำรงตำแหน่งเมื่อไม่นานในปีนี้ ท่านผู้นำของทั้งสองประเทศมีกำหนดการที่จะพบปะเจรจาเพื่อรื้อพื้นโครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายขึ้นมาอีกครั้ง

โครงการทวายเริ่มขึ้นเมื่อปี 2551 โดยเป็นโครงการความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างรัฐบาลไทยกับพม่า ซึ่งมีหุ้นส่วนเท่ากันในโครงการ ในปี 2553 บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด มหาชน ได้รับสัมปทานเป็นระยะเวลา 60 ปี เพื่อพัฒนาท่าเรือน้ำลึก นิคมอุตสาหกรรม ถนนและทางรถไฟเชื่อมต่อสู่ประเทศไทย ในช่วงเวลาที่บริษัท อิตาเลียนไทยฯ พัฒนาโครงการนั้น ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การยึดที่ดิน การชดเชยให้กับประชาชนที่ต้องถูกโยกย้ายอย่างไม่เพียงพอและไม่เป็นธรรม การไม่ชดเชยให้กับความสูญเสียให้ที่ดินทำกินและป่าอันอุดมสมบูรณ์ รวมถึงผลกระทบสารพัดที่กระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอันดีของชุมชนท้องถิ่น โดยที่ไม่มีกลุ่มใดที่ออกมารับผิดชอบต่อปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขี้นเหล่านี้

ในเดือนพฤศจิกายน 2556 รัฐบาลพม่าและรัฐบาลไทยได้เข้ามาควบคุมโครงการและสิทธิในสัมปทานด้วยการเปลี่ยนแปลงจัดตั้งบริษัทใหม่ชื่อ บริษัท ทวาย เอส อี แซด ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด ในรูปของนิติบุคคลเฉพาะกิจ (เอสพีวี) โดยรัฐบาลไทยและพม่าเป็นเจ้าของภายใต้กรอบข้อตกลงใหม่ ซึ่งรัฐบาลทั้งสองมีความรับผิดชอบโดยตรงกับโครงการทวาย และผลกระทบทางลบต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการพัฒนาโครงการ

จากข้อมูลปัจจุบันเกี่ยวกับงานในอนาคตที่ต้องดำเนินการ ประมาณการณ์ว่าชาวบ้านจาก 20-36 หมู่บ้าน (ประมาณ 4,384-7,807 ครัวเรือน หรือ 22,000-43,000 คน) จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากโครงการเศรษฐกิจพิเศษทวายและโครงการที่เกี่ยว เนื่อง เช่น นิคมอุตสาหกรรม ท่าเรือ ถนนเชื่อมต่อ อ่างเก็บน้ำ และพื้นที่รองรับชาวบ้านที่ต้องถูกโยกย้ายจากที่ตั้งโครงการ

ข้อมูลที่จำกัดเกี่ยวกับโครงการ การขาดการปรึกษาหารือที่มีความหมาย จุดด่างพร้อยของกระบวนการจ่ายค่าชดเชย และการไร้ความรับผิดชอบที่ผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ ได้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลทั้งสองประเทศล้มเหลวในการจัดการกับปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ หากรัฐบาลทั้งสองต้องการที่จะรื้อฟื้นโครงการขึ้นมา ก็จะต้องเข้ามาจัดการเยียวยาแก้ไขปัญหาเหล่านี้เสียก่อ

“ชุมชนท้องถิ่นไม่ได้รับข้อมูลที่เพียงพอเกี่ยวกับโครงการ พวกเขาถูกบังคับให้ออกจากที่ดินของตนเองโดยไม่มีการชดเชยที่เพียงพอและเป็นธรรม จนบัดนี้ยังไม่มีการเยียวยาแก้ไขให้กับประชาชนที่ถูกล่วงละเมิดสิทธิในกระบวนการที่ผ่านมา ปัญหาต่าง ๆ ทั้งหมดนี้ต้องได้รับการแก้ไขก่อนที่จะเริ่มโครงการอีกครั้ง” ตัน ซิน – ผู้ประสานงานสมาคมพัฒนาทวาย กล่าว

“รัฐบาลทั้งสองประเทศควรจะเคารพในวัฒนธรรมประเพณีของชุมชนท้องถิ่น ต้องตระหนักถึงแบบแผนการใช้ที่ดิน และบทบาทของคนท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ” ซอ อเล็กซ์ จากเครือข่ายปฎิบัติการด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมกะเหรี่ยง (KESAN) กล่าว

“มันชัดเจนว่ากิจกรรมของโครงการในพื้นที่นั้นดำเนินการโดยชี้ให้เห็นว่า การจัดการโครงการนั้นมีการทุจริตอย่างร้ายแรง หากโครงการดำเนินต่อไป การลงทุนในโครงการก็จะเป็นการรักษาสถานะการดำเนินกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย รวมถึงการทุจริตคอรัปชั่น” ดร. จอ ตู นักกิจกรรมผู้ติดตามการดำเนินงานของโครงการทวาย

พวกเรา สมาคมพัฒนาทวายขอเรียกร้องกับรัฐบาลพม่าและรัฐบาลไทย ดังนี้

ก. ต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาทั้งหมดที่ได้เกิดขึ้นในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ก่อนจะเริ่มต้นในโครงการใดใ

ข. ต้องดำเนินการตามมาตรฐานสากลทางด้านสิ่งแวดล้อม และการคุ้มครองด้านสังคม

ค. ต้องเคารพในสิทธิชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม รวมถึงหลักการยินยอมที่ได้รับการบอกแจ้งล่วงหน้า และเป็นอิสระ (Free, Prior and Informed Consent)

ง. ต้องดำเนินการให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างมีความหมาย ในขั้นตอนวางแผน การดำเนินงาน และการติดตามตรวจสอบโครงการ

จ. ต้องระงับการบีบบังคับหรือข่มขู่คุกคามชุมชนท้องถิ่นในกระบวนการอพยพโยกย้ายชาวบ้านออกจากพื้นที่

ฉ. ต้องเปิดเผยข้อมูลในช่วงเวลาและรูปแบบที่เหมาะสม เช่น การทำรายงานประเมินผลการดำเนินการ (Due Diligence) ที่ทำโดยบริษัท Ernst & Young

ช. ต้องมีมาตราการจัดการกับการทุจริตคอรัปชั่นอย่างมีความหมายและมีประสิทธิภาพ

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.