บ้านน้ำปุกอยู่ห่างจาก อ.ปง จ.พะเยา ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 29 กิโลเมตร ตั้งอยู่เหนือสุดของตำบล ขุนควร มีดอยผาช้างเป็นฉากหลัง ซึ่งเต็มไปด้วยป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์ มีดอยผาช้าง ผาวัว ดอยผาจิ และเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าดอยผาช้าง ซึ่งเป็นต้นน้ำสำคัญของ ลำน้ำปุกซึ่งล่อเลี้ยงผู้คนในตำบลขุนควร 

 

ฝายน้ำปุก

คนน้ำปุกรุ่นแรกอพพมาจากเมืองน่านในปี พ.ศ.2432 โดยสืบเชื้อสายมาจากคนลาวเวียงจันทร์ มีสามตระกูลหลักคือ ไชยมงคล ลาบุดดี และอินทิยา ต่อมามีคนเมืองจากถิ่นอื่นๆ เข้ามาสมทบ จนปัจจุบันมีประชากรกว่า 200 ครัวเรือน คนน้ำปุกยังนับถือศาสนาพุทธเช่นเดียวกับบรรพบุรุษ ส่วนใหญ่ยึดอาชีพเกษตรกรรม โดยจะทำนาตามแอ่งที่ราบใหญ่กลางหุบเขา ชาวบ้านพึ่งพาน้ำจากสายน้ำปุกในการทำนาและเพื่อให้มีน้ำใช้อย่างยั่งยืน คนน้ำปุกจึงจัดตั้งเขตป่าชุมชนในพื้นที่ป่าขุนควร โดยจัดให้มีการบวชป่าอย่างสม่ำเสมอ เช่น ครั้งล่าสุดเมื่อ 28 มกราคม 2553

 

เมื่อมีป่าอุดมสมบูรณ์ก็มีน้ำอุดมสมบูรณ์ อย่างไรก็ตามด้วยประชากรที่เพิ่มขึ้นและการทำนาที่มากขึ้น ฝายจึงถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการทรัพยากรน้ำให้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมและไม่ขาดแคลน การจัดการน้ำของคนน้ำปุกจึงถือเป็นการใช้ภูมิปัญญาที่สั่งมาแต่อดีต

 

ฝายน้ำปุก ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่ามีอายุประมาณ 120 ปี สืบทอดการทำฝายน้ำล้นจากรุ่นสู่รุ่น มีการเลี้ยงผีฝายด้วยความหวังว่า พื้นที่ทำนาจะได้น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ เนื้อที่ 65 หัวนา สมาชิกฝายกว่า 80 คน จะได้เห็นข้าว ข้าวโพดงอดงามเจริญใจ

 

บ้านน้ำปุก

ฝายน้ำปุกมีการจัดการโดยมีแก่เหมืองเป็นผู้ดูแลจัดการฝาย ซึ่งแก่เหมืองมาจากการคัดเลือกของผู้เฒ่าผู้แก่และหัวนาที่ใช้น้ำจากฝาย สิบฝายหรือรองแก่ฝายทำหน้าที่ประสานงานแทนแก่ฝายเมื่อแก่ฝายติดภารกิจหรือกรณีที่มีการแบ่งพื้นที่ทำกิจกรรมพร้อมกันหลายส่วนและล่ามฝายหรือตัวแทนประชาสัมพันธ์ฝาย มีหน้าที่ส่งข่าวจากแก่ฝายให้แต่หัวนาต่าง ๆ ได้รับทราบ

 

นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เนื่องจากตัวฝายตั้งอยู่ในเขตป่า การเข้าไปทำไปซ่อมฝายเท่ากับเป็นการบุกรุกพื้นที่ป่า ความให้ความร่วมมือเช่นนี้จึงเป็นภาพที่แสดงให้เห็นวิถีชีวิที่ ป่าอยู่ได้ คนอยู่ได้ และคนช่วยดูแลป่า

 

เสียงตอกหลักปักฝายเป็นภาพที่จะเห็นได้ในวันทีมีการซ่อมแซมฝายประจำปี ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนของทุกปี โดยเป็นที่รู้กันว่าใครมีที่นา1 ไร่ต้องนำไม้หลักมาอย่างน้อย 80 หลัก

 

ทุกคนจะเดินทางสู่ที่ตั้งฝายเพื่อร่วมกันตอกหลัก ชาวบ้านทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันทำงาน บ้างขนไม้ บ้างขนหิน ปักหลักปักฝายท่ามกลางการทักทายแลกเปลี่ยนสารทุกข์สุกดิบในยามที่พักเหนื่อย

 

นอกจากประโยชน์ด้านการจัดการน้ำแล้ว ฝายยังสร้างความชุ่มชื้น ความอุดมสมบูรณ์ เพราะ มีผัก มีเตา มีสาหร่ายให้กุ้งให้ปลา มีปลาตัวเล็กๆ ซ่อนอยู่ในหลีบไม้

 

ปัจจุบันมีฝายไม้ที่ใช้กับเก็บน้ำแจกจ่ายไปยังพื้นที่ทางการเกษตรหลักๆอยู่ 4  ฝาย  คือ ฝายน้ำปุก  ฝายสาระ  ฝายสาระนอกและฝายหลงปู่ผิ่ว

 

ฝายน้ำปุก ถือเป็นฝายที่สมบูรณ์ที่สุดในภาคเหนือ เพราะว่าสถานการณ์ของเหมืองฝายไม้โบราณจะถูกเหมืองฝายแบบคอนกรีตเข้ามาแทนที่เกือบหมดแล้ว แต่ที่น้ำปุกจะยังสามารถรักษาการจัดการน้ำโดยฝายแบบดั่งเดิมไว้ได้ แสดงให้เห็นความเข้มแข็งของชุมชนในเรื่องการจัดการน้ำ เพราะว่าสถานการณ์เรื่องของการจัดการน้ำจะถูกจักการโดยรัฐทั้งหมด แต่ว่าที่นี่จะเป็นพื้นที่ต้นแบบการจัดการน้ำของชุมชน เป็นเทคโนโลยีที่ชาวบ้านสามารถใช้วัสดุธรรมชาติในท้องถิ่นเข้ามาจัดการน้ำในชุมชนได้และสอดคล้องกับวิถีชีวิต เพราะน้ำปุกเป็นพื้นที่ราบลุ่มฝืนเล็กๆ การใช้การจัดการน้ำโดยชุมชนจะเห็นหัวใจสำคัญ ถ้าปีไหนชาวบ้านไม่ซ่อมแซมฝายปีนั้นทั้งปีก็จะไม่มีข้าวกิน.

 

 

เรื่อง/ภาพ โดย ชัยรัตน์ จิโรจน์มนตรี



ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.