leepe

เมื่อวันที่  6 ธันวาคม ดร.นฤมล อรุโณทัย  นักวิชาการจากสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย   เปิดเผยว่า ภายในกลางเดือนธันวาคมนี้ คณะนักวิจัยและเจ้าหน้าที่ของสถาบันฯ จะลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลและบันทึกประวัติ วัฒนธรรม จารีต ประเพณีของชาวบ้านที่เกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล  เพื่อนำมาสรุปเป็นเอกสารรูปเล่ม  วิเคราะห์ และสังเคราะห์ สำหรับประโยชน์ในการศึกษาเรื่องวัฒนธรรมชาติพันธุ์

 

ดร.นฤมลกล่าวว่า ปัจจุบันเกาะหลีเป๊ะมีการความรุ่งเรืองด้านท่องเที่ยวอย่างมาก โดยมีคนนอกพื้นที่เข้ามาเที่ยว พักผ่อนที่หลากหลายรูปแบบ  ดังนั้นนักมนุษย์วิทยาและสังคมวิทยา จึงมองว่าเป็นปรากฎการณ์ที่สำคัญที่ต้องเร่งรัดศึกษาไว้ เพราะกังวลว่าวัฒนธรรมอาจจะล่มสลายโดยไร้การบันทึก  โดยเฉพาะการรื้อฟื้นอัตลักษณ์  ที่แปรเปลี่ยนตามสภาพสังคม  ซึ่งอาจมีความสัมพันธ์ระหว่างการท่องเที่ยว การใช้ชีวิต และการประกอบอาชีพในปัจจุบัน

 

“ตอนนี้ชาวเล 41 ชุมชนในอันดามันที่สถาบันฯได้ศึกษา เราพบว่าหลายพื้นที่ถูกกระแสท่องเที่ยวพัดพา ไป เพราะจังหวัดขาดการจัดการท่องเที่ยวที่เอื้อต่อประโยชน์ของคนดั้งเดิม หรือคนพื้นเมือง กลายเป็นว่า เรื่องราวของพวกเขา ถูกเล่าผ่านภาพถ่าย ผ่านนิทรรศการ พิพิธภัณฑ์ และบางชุมชน ร้ายกว่านั้นคือ ชุมชนของพวกเขากลายเป็นลูกจ้าง หรือชาวบ้านธรรมดาที่ถูกล้อมรั้วไว้ ไม่ให้เป็นที่บดบังทัศนียภาพของนักท่องเที่ยว”ดร.นฤมลกล่าว

 

ดร.นฤมลกล่าวว่า กรณีหลีเป๊ะต้องค่าใช้จ่ายบนเกาะค่อนข้างสูง ตอนนี้ทราบว่า นักท่องเที่ยวมีปฏิสัมพันธ์กับชาวบ้านน้อยมาก ทุกอย่างเป็นไปเพื่อความเพลิดเพลิน น้อยคนจะรู้ว่าชาวเลคือใคร อีกทั้งการลงทุนจากภายนอกก็ส่งเสริมและสนองตอบความต้องการของคนเมืองมากกว่า การส่งเสริมให้คนเมืองเข้าใจชีวิตชาวบ้าน  ซึ่งส่วนนี้น่าห่วง เพราะที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการเสนอเรื่องการสร้างเขตวัฒนธรรมพิเศษหลายครั้ง และคุยกันหลายรอบแล้วว่าจะส่งเสริมอย่างไร ให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันและชาวบ้านบนเกาะไม่กลายเป็นส่วนเกินของทุน

 

ดร.นฤมล กล่าวด้วยว่า   การสร้างความเข้าใจเชิงโครงสร้างของสังคม ที่ถูกต้องไม่ใช่การมุ่งนำเสนอแค่ว่า  คนพื้นเมืองคือใคร มาจากที่ใด มีวัฒนธรรมอย่างไร แต่ต้องระบุให้ชัดว่า พวกเขามีความสำคัญแบบใดบ้าง ซึ่งทั้งรัฐและเอกชน บนเกาะก็ต้องจัดการ ส่งเสริมเกาะเล็ก ๆ อย่างหลีเป๊ะ  ให้มีการจัดการร่วมกัน จึงจะไม่สร้างความขัดแย้ง เหมือนดังข้อพิพาทเรื่องที่ดินที่ผ่านมาอย่างกรณีหาดราไวย์ จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นตัวอย่างการจัดการที่ไม่สำเร็จ เพราะนโยบายการท่องเที่ยว แต่ที่ชาวเลยังอยู่ได้เพราะพื้นที่กว้าง  ซึ่งเกาะหลีเป๊ะ ไม่อาจเทียบเท่า เราจึงต้องลงพื้นที่ไปศึกษาให้แน่ชัด เช่น ขณะนี้ได้ข่าวว่า การเล่นร็องเง็ง เพื่อแสดงต่อหน้านักท่องเที่ยว เป็นการส่งเสริมเชิงอวดวัฒนธรรมที่นักท่องเที่ยวไม่ได้ซึมซับและสร้างความสัมพันธ์ใดๆ เลยกับชาวบ้าน การเที่ยวลักษณะนี้ทำให้คุณค่าของคนพื้นเมืองลดลงเรื่อยๆ ดังนั้น การลงพื้นที่ศึกษาครั้งนี้เบื้องต้นจะเร่งเก็บข้อมูลพื้นฐานก่อน จากนั้นค่อยหาทางเจรจาเพื่อหาทางออกต่อไป

 

ด้านนางแส้หนา เกาะสิเร๊ะ ชาวอูรักลาโว้ย วัย 60 ปี บนเกาะหลีเป๊ะ  กล่าวว่า ชาวเลในพื้นที่ปัจจุบัน มีอาชีพรับจ้าง ทำสวน ทำความสะอาดและเป็นลูกจ้างทั่วไป ตามโรงแรมหรือที่พักของอุทยานแห่งชาติ ทั้งที่ในชีวิตจริงไม่เคยต้องการแบบนั้น โดยส่วนตัวมีความสามารถในการรำร็องเง็ง โดยมักแสดงช่วงเทศกาลลอยเรือ แต่เงินไม่พอใช้ เพราะค่าจ้างของโรงแรมบางรายเขาจะจ้างเป็นทีม ให้แสดงโชว์นักท่องเที่ยว รายได้อยู่แค่คืนละ 2,000 บาท ซึ่งมีนักแสดงร่วมกันหลายคน แต่จะทำอย่างอื่นก็ลำบาก เพราะหาปลา ปลูกพืช ก็ถูกจับกุมข้อหาบุกรุก ตนและลูกหลานจึงต้องทนรับจ้างเลี้ยงตัวเอง ซึ่งไม่รู้ชะตากรรมว่าจะถูกไล่ที่จากนายทุนเมื่อใด

//////////////////////

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.