2014_KohLao_Ranong_2635

10 ปี หลังจากเหตุสึนามิซัดถล่ม ความสูญเสียหรือซากปรักหักพังถูกซ่อมแซมเยียวยาจนเหลือทิ้งไว้เพียงความทรงจำ แต่ยังมีอีกบางชะตากรรมที่ต้องจ่อมจมอยู่ใต้คลื่นลมแห่งความไม่เป็นธรรมแม้เวลาจะผ่านไปเนิ่นนานเพียงไร

ห่างจากฝั่งจังหวัดระนองเพียง 20 นาทีด้วยเรือหางยาว เกาะเหลาเป็นเพียงเกาะเล็กๆ ที่ไม่ใช่หมุดหมายของนักท่องเที่ยว บนเกาะแห่งนีิ้มีผู้คนอาศัยพักพิงหลบคลื่นลมธรรมชาติและมรสุมแห่งชะตากรรม พวกเขาอยู่อย่างเงียบๆ
กว่า 30 ปีแล้วที่ชาวมอแกนเข้ามาตั้งชุมชนบนเกาะเหลา

ภายหลังคลื่นยักษ์สงบ เรือหาปลาถูกทำลาย บ้านที่ปลูกอยู่บนชายหาดเสียหาย องค์กรต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้ามาช่วยเหลือฟื้นคืนสภาพชุมชน โดยพยายามยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวบ้าน ทั้งโครงการสร้างบ้านใหม่ ขุดเจาะน้ำบาดาล วางระบบไฟฟ้าชุมชน และสุขอนามัย รวมไปถึงโอกาสทางการศึกษาแก่ชาวมอแกนรุ่นใหม่

ทว่าความจริงในปัจจุบันชะตากรรมของชาวมอแกนกว่า 200 คนบนเกาะเหลากลับไม่ต่างจากในอดีต ราวกับสึนามิเพิ่งผ่านพ้นเพียงชั่วคืน

2014_KohLao_Ranong_2699
“ชาวเล คือเหยื่อ…” คำพูดของ ‘เนาวนิตย์ แจ่มพิศ’ หญิงวัยกลางคน ชาวบ้านคนไทยเพียงครอบครัวเดียวบนเกาะเหลา และเป็นผู้ประสานงานด้านต่างๆ แก่ชาวบ้าน สะท้อนสิ่งที่อยู่ในใจถึงความเป็นไปบนเกาะตลอด 10 ปีที่ผ่านมาว่า เมื่อก่อนชาวมอแกนหากินง่ายกว่านี้ สามารถออกเรือหาปลาใช้ชีวิตอยู่รอดไปได้ แต่หลังจากสึนามิ เรือประมงใหญ่มีจำนวนมากขึ้น ทรัพยากรลดลง วิถีชีวิตเปลี่ยนไป โดยเฉพาะหลังจากองค์กรต่างๆ เข้ามาช่วยเหลือ แต่ชีวิตชาวเลกลับไม่ดีขึ้น เพราะชาวบ้่านถูกใช้เป็นเครื่องมือแสวงหาประโยชน์จากเงินทุนช่วยเหลือที่เข้ามาในพื้นที่

‘เนาวนิตย์’ ยังสะท้อนถึงกรณีเมื่อหลายปีก่อน ที่ชาวมอแกนส่วนหนึ่งถูกชักชวนให้อพยพไปอยู่ที่เกาะพยามและเกาะช้างซึ่ง หลายหน่วยงานรับปากว่าจะให้ความช่วยเหลือสร้างบ้านหลังใหม่และจัดหาเรือประมงขนาดเล็กให้ แต่ความช่วยเหลือกลับตกถึงชาวบ้านอย่างไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย หลายครอบครัวจึงต้องย้ายกลับมาอยู่ที่เกาะเหลา ซึ่งต้องอยู่กันตามยถากรรม เพราะบ้านที่สร้างให้มีเพียงเสาตั้งทิ้งไว้ให้ชาวบ้าน เมื่อถามไปถึงผู้เกี่ยวข้อง ได้รับคำตอบกลับมาว่างบประมาณหมดแล้ว

ขณะที่ ‘ลุงสิดิษ ประมงกิจ’ อายุ 66 ปี ผู้นำชุมชนชาวเลเกาะเหลา ชี้ไปที่เรือเครื่องสีเขียวลำเล็กที่จอดอยู่หน้าหาด ขนาบข้างด้วยเรือลำใหญ่กว่า 10 ลำ ซึ่งล้วนเป็นเรือของเถ้าแก่บนฝั่งระนอง แกว่า “เรือลำแค่นั้นก็ใช้หากินออกเรือหาปลาชายฝั่งได้แล้ว เพราะชาวเลไม่มีบ้านก็อยู่ได้ เรานอนในเรือ เราใช้เรือหาปลา แม้บ้านไม่จำเป็นเท่าเรือ แต่ตอนนี้เรือสักลำก็ยังไม่มี”
2014_KohLao_Ranong_2621

“หลังสึนามิทั้งคนไทยกับฝรั่งบริจาคเรือมือสองมาให้ชาวบ้าน แต่เรือที่เอามาให้มันเป็นเรือไม้ผุโทรม แต่เราไม่รู้เพราะเรือพวกนั้นทาสีใหม่สวยทุกลำ พอเอามาใช้ลงทะเลได้ไม่นานก็พังเพราะเนื้อไม้ข้างในมันผุหมดแล้ว บ้านที่เขามาสร้างให้ก็มีแต่เสาบ้าน ชาวบ้านจึงงัดเอาไม้เรือผุนำมาปิดเป็นฝาบ้านแล้วก็อยู่กันแบบนี้”

ลูกชายของลุงสิดิษต้องเสียชีวิตอย่างทุกข์ทรมานจากโรคน้ำหนีบ อันเป็นผลจากการขึ้นเรือไปรับจ้างดำน้ำจับปลิงและเป็น 1 ใน 19 คน ที่ถูกจับที่เกาะนิโคบาร์เมื่อหลายปีก่อน และมีคนหนุ่มอีกหลายรายที่ต้องจากไปด้วยโรคน้ำหนีบ ลุงสิดิษเองก็เคยรับจ้างดำปลิง แต่แกรู้สึกว่าตัวเองแก่แล้วไม่มีแรงเหมือนคนหนุ่มๆ ที่จะออกไปเสี่ยงเพื่อปากท้องของลูกเมียอีกต่อไป ขอแค่มีเรือสักลำก็พอ

การดำน้ำจับปลิงถือเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงอย่างมาก เพราะอาจเกิดอาการน้ำหนีบหรือน้ำช็อต ส่งผลต่อร่างกายให้เป็นอัมพาตหรือถึงขั้นเสียชีวิตได้ และที่ผ่านมามีชาวเลจำนวนไม่น้อยเสียชีวิตจากโรคน้ำหนีบ ด้วยความสามารถที่ชาวมอแกนดำน้ำคล่องแคล่วและอึด นายทุนจึงอาศัยโอกาสเข้ามาหากินเอาเปรียบชาวมอแกนบนเกาะเหลา ซึ่งเกือบทั้งหมดไม่มีบัตรประชาชน จึงไม่มีทางเลือกมากนักในการทำมาหากิน ชาวมอแกนส่วนใหญ่ต้องจำยอมถูกเอาเปรียบจากเถ้าแก่เจ้าของเรือผู้จ้างให้ออกไปดำปลิง
2014_KohLao_Ranong_2602

‘อานัน ประมงกิจ’ หนุ่มชาวมอแกน วัย 20 ปี บอกว่า ไม่นานนี้มีเพื่อนชาวมอแกนที่เกาะช้างออกไปดำปลิงแล้วถูกน้ำหนีบ กลับมาบ้านต้องนอนอยู่เฉยๆ เดินไม่ได้ ลำบากมาก เพราะเขามีลูกและเมียที่ต้องดูแล ตนรู้สึกกลัวเหมือนกัน

“ผมจะออกเรือไปกับเพื่อนๆ อีก 6 คน นานประมาณ 12 วัน จึงกลับเข้าฝั่ง ค่าจ้างจะได้ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับปริมาณปลิงที่จับได้ บางครั้งเราต้องดำน้ำเป็นชั่วโมง บางครั้งท่ออากาศแตก กลับมาถึงบ้านต้องนอนพักนานถึง 3-4 วันจึงจะลุกขึ้นได้ เหนื่อย หอบ ปวดขามาก แต่ต้องทน เพราะไม่มีทางเลือกไม่ดำปลิงก็ไม่มีงานทำ บัตรประชาชนก็ไม่มี จะไปทำงานบนฝั่งก็ลำบาก กลัวตำรวจจับ” อานัน กล่าว

ปัญหาสำคัญของชาวมอแกนเกาะเหลา คือเรื่องบัตรประชาชน แม้ภายหลังเหตุการณ์สึนามิ ประเด็นเรื่องสัญชาติชาวเลในอันดามันจะถูกหยิบยกขึ้นมาจัดการแก้ไข มีหลายหน่วยงานเข้ามาจัดการ แต่ที่สำหรับชาวเลชายขอบที่เกาะเหลากลับมีผู้ได้รับบัตรประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข 5 ถือเป็นผู้มีสัญชาติไทยเพียงคนเดียว ส่วนชาวมอแกนส่วนใหญ่จะถือเพียงบัตรเลข 0 คือผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน จึงแทบไม่มีสิทธิใดๆ บนแผ่นดินไทย แต่ชาวมอแกนบนเกาะสุรินทร์ ซึ่งเป็นคนที่อพยพไปจากเกาะเหลากลับได้รับบัตรประชาชนจนเกือบครบแล้ว ส่วนหนึ่งเพราะชาวมอแกนที่นี่ถูกหวาดระแวงว่าอพยพข้ามมาจากพม่า ทำให้การแก้ไขปัญหาไปไม่ถึงไหน
2014_KohLao_Ranong_2712
ขณะที่ขั้นตอนการพิสูจน์สัญชาติและข้อมูลสืบพยานได้มีการจัดทำเรียบร้อย และดำเนินการตามขั้นตอนค้างอยู่ที่ระดับอำเภอซึ่งไม่มีทีท่าว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

เราจากเกาะเหลาด้วยสภาพจิตใจอันหดหู่ มองกลับไปที่ท้ายเรือ ภาพเกาะเหลาเล็กลงตามระยะทางที่ค่อยๆ ห่างออกไป พลันคิดถึงชะตากรรมที่ได้ฟังจากปากคำของชาวบ้าน ราวกับคลื่นสึนามิเพิ่งจะผ่านพ้นเมื่อคืนวาน

เรื่อง : ชัยรัตน์ จิโรจน์มนตรี      ภาพ : ปิยศักดิ์ อู่ทรัพย์

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.