เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2558 ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม ได้จัดเสวนา “เราหวังอะไรกับการปฏิรูปสิ่งแวดล้อม” โดย ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.รนธ.) กล่าวว่า กรณีการปฏิรูปด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยนั้น ที่ผ่านมาไม่เคยทำได้เพราะฝ่ายการเมืองเป็นผู้จัดการกฎหมาย และมีอำนาจตัดสินใจตั้งแต่ระดับนโยบายถึงระดับปฏิบัติการ แต่มาครั้งนี้ ประเทศไทยต้องยอมรับว่า ขณะนี้การร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับสังคมอาเซียนนั้นต้องมีการเคารพสิทธิเสรีภาพ หรือสิทธิมนุษยชน ของประชาชนตั้งแต่ภาคนโยบายจนถึงภาคปฏิบัติการ
ดร.บัณฑูร กล่าวว่าเสรีภาพในที่นี้หมายถึงเสรีภาพของประชาชนทั้งภูมิภาค รวมประเทศเพื่อนบ้านด้วย เพราะการร่างรัฐธรรมนูญ ณ ขณะนี้เขียนไว้ชัดเจนว่าอยากเห็นการอยู่ร่วมกันในประชาคมอาเซียนในเรื่องสิทธิมนุษยชน ดังนั้นเรื่องการรักษาสิทธิต้องขยายสู่ชาติอื่นๆ ด้วย ยกเว้นสิทธิพลเมืองเท่านั้น ที่หมายถึง สิทธิของคนไทยเท่านั้น โดยสิทธิที่กล่าวถึงทั้งสิทธิเสรีภาพและสิทธิพลเมืองนั้น มีบางเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสิทธิประชาชนหลายมาตรา การเขียนไว้ชัดเจนในมาตรา 30 ว่า พลเมืองย่อมมีสิทธิในด้านสาธารณสุขตามที่กฎหมายบัญญัติ อาทิ มาตรา 34 พลเมืองย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องราวร้องทุกข์ และมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติราชการทางปกครองอันมีผลหรือผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของตน
ดร.บัณฑูร กล่าวว่า มาตรา 35 ชุมชนย่อมมีสิทธิปกป้อง ฟื้นฟู อนุรักษ์ สืบสาน และพัฒนาขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณี ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาอันดีงามของท้องถิ่นและของชาติ มาตรา 36 สิทธิของพลเมืองที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นธรรม และในการคุ้มครอง ส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ดำรงชีพได้อย่างปกติและต่อเนื่อง ในสิ่งแวดล้อมที่ดี
“เรื่องสิ่งแวดล้อมนั้น เป็นประเด็นใหญ่ คือ รัฐธรรมนูญเดิมเขียนแค่สิ่งแวดล้อมเฉยๆ มันก็แปลไม่ครอบคลุม แต่ถ้าสิ่งแวดล้อมดี หมายถึงคุณภาพชีวิตที่ดี และมีการดูหลายด้านที่เคารพสิทธิพลเมืองและชุมชน คือ ไม่ก่อเกิดอันตรายต่อสุขภาพ หรือส่งผลต่อคุณภาพชีวิตด้วย ซึ่งส่วนนี้สำคัญมากตัวอย่างง่ายๆ ของการคุ้มครองประชาชนและการเคารพสิทธิประชาชน เช่น กรณีที่เจ้าของโครงการต่างๆ มาเสนอโครงการในชุมชนใด แล้วมีงบประมาณไว้ศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม หรือ อีไอเอนั้นสามารถให้งบประมาณได้ แต่ต้องไม่ดำเนินการศึกษาหรือรายงานอีไอเอด้วยตนเอง ต้องให้ประชาชนและหน่วยงานของรัฐพิจารณาทำการศึกษา แล้วรายงานผลออกมา เพื่อความเป็นธรรมของทุกฝ่าย ดังนั้นผมกล้าพูดตรงนี้เลยว่า หากจะลดความขัดแย้งของประชาชนจริงๆ ในเรื่องการปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ต้องหาเครื่องมือระดับนโยบาย ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วมักใช้เรื่องการต่อสู้เชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่มาทะเลาะกันแค่ระดับโครงการ ซึ่งหากจะปฏิรูปจริงๆ ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ระดับออกกฎหมายและนโยบายด้านอื่น รัฐควรใช้มาตรการมีส่วนร่วมทางการเมือง เขียนชัดเจนว่าให้ พลเมืองมีสิทธิร่วมนโยบายสาธารณะ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง” ดร.บัณฑูร กล่าว
ด้านนายหาญณรงค์ เยาวเลิศ กรรมาธิการ(กมธ.)ปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สปช.กล่าวว่า เรื่องการเสนอกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมนั้น ขณะนี้มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่อยู่ในช่วงการเสนอและปรับปรุงประมาณ 20 กว่าฉบับ โดยกมธ.ฝ่ายปฏิรูปผลกระทบในโครงการที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม มีการหารือกันเสมอว่า ทุกแผนควรมีการศึกษาเชิงยุทธศาสตร์ก่อน และที่เป็นประเด็นสำคัญ คือเรื่องพระราชบัญญัติ (พ.รบ.)สิ่งแวดล้อม ปี 2535 หลายฝ่ายเห็นควรว่าต้องยกใหม่ทั้งฉบับแก้ไขหมด โดยเฉพาะหน้าที่ขององค์กรที่สำคัญ เช่นสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ต้องเอาคนที่มีความรู้มาจัดการและรื้อกฎหมายเรื่องการรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ)ใหม่ เพราะฉบับเดิมนั้นอนุญาตให้ผู้เสนอโครงการทำการศึกษาเอง โอกาสบิดเบือนข้อเท็จจริงสูงมาก จึงต้องรื้อส่วนนี้ แต่ปัญหาของสภาปฏิรูปขณะนี้ คือกรรมาธิการบางคณะทำงานไม่ได้ เพราะมีข้าราชการเก่าที่เป็นคู่ขัดแย้งกันอยู่ ทางสภาฯ จึงต้องเร่งจัดกลุ่มใหม่ แต่หากประเทศไทยจะปฏิรูปอย่างจริงจัง ด้านสิ่งแวดล้อมนั้น ต้องเริ่มรื้อกฎหมายทรัพยากรใหม่ทั้งหมด ทั้งเรื่องป่า ดิน ต้องไม่ให้รัฐดูแลรับผิดชอบทั้งหมด แต่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน เช่น กฎหมายอุทยาน กฎหมายกกรมป่าไม้ กฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่า เพราะที่ผ่านมาประชาชนขัดแย้งกับรัฐ เนื่องจากรัฐทำหน้าที่วางอำนาจในการออกกฎหมายทรัพยากรทั้งหมดทำให้ปัญหาไม่หมดไปจากสังคม และที่เป็นจุดด้อยมากๆ คือผู้นำแผนยุทธศาสตร์ที่มีตำแหน่งเป็นกรรมการเกี่ยวกับกฎหมายทรัพยากรส่วนมากเน้นเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งบางคนมีความรู้ไม่ตรงกับองค์กรหรือหน้าที่ของกรรมการ ทำให้ไม่เข้าใจภาพรวม
นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ผู้ประสานงานกลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา กล่าวว่าในการปฏิรูปกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมนั้น ปัญหาใหญ่คือ หลังรัฐประหาร อำนาจตัดสินใจแบบใช้กฎอัยการศึกมาดำเนินการนโยบายหลายด้านรวดเร็วเกินไป อย่างคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) นั้นสังเกตว่ามีเจ้าหน้าที่เข้ามาเป็นคนบริหารแต่กลับกลายเป็นว่ามีอำนาจเหนือประชาชน แต่อำนาจบริหารขึ้นอยู่กับการเมืองหมด ไม่มีความเป็นอิสระ จึงเป็นข้อจำกัดในการแก้กฎหมาย ตนจึงเชื่อว่าภาคประชาชนนั้นพึงพอใจกับปฏิรูปโดยไม่มีกฎอัยการศึกน่าจะทำให้เดินหน้าได้ง่ายกว่า แต่เมื่อรัฐไม่ฟัง ปัญหาหลายด้านเลยเกิด ไม่ว่าจะเป็นการเร่งรัดทำแผนแม่บททวงคืนผืนป่า พ.ร.บ.น้ำ พ.ร.บ.แร่ ทำให้เสี่ยงต่อการต่อต้านของประชาชนอย่างมาก ขณะที่ภาคประชาชนยังไม่มีโอกาสได้แสดงออกใดๆ เลยกรณีที่มีการคัดค้านนโยบายต่างๆ โดยส่วนตัวจึงมองว่าความหวังการปฏิรูปด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องยาก เพราะยังมีกฎอัยการศึกเป็นตัวฉุดอำนาจประชาชน จึงขอเสนอให้ยกเลิกแผนพัฒนาต่างๆ และยกเลิกกฎอัยการศึกแล้วมาเปิดรับข้อเสนอการปฏิรูปร่วมกับประชาชน
///////////




