เคราะห์ซ้ำกรรมซัดเมียบิลลี่หอบลูก 5 หนีเขื่อน เครียดกลับไปทำไร่-ผลผลิตน้อย เตรียมขึ้นศาลอีกรอบอุทธรณ์คดีเดิม

received_861497550560198

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2558 นางสาวพิณนภา พฤกษาพรรณ (มึนอ) ภริยานายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยงโป่งลึก-บางกลอย อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งถูกบังคับให้สูญหายไปตั้งแต่เดือนเมษายน 2557 เปิดเผยว่า ในเร็วๆ นี้เธอและลูกทั้ง 5 คนต้องย้ายไปอยู่ที่บ้านป่าเด็งใต้ หมู่ 6 ตำบลป่าเด็ง อำเภอแก่งกระจาน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของมารดา เนื่องจากบ้านเดิม คือ หมู่บ้านรวมใจพัฒนา หมู่ 2 ที่อยู่ในฐานะผู้อาศัยกับสามีนั้น กำลังกลายเป็นที่ที่เสี่ยงต่อการถูกเวนคืนเพื่อการสร้างเขื่อนป่าเด็ง 

 

นางสาวพิณนภากล่าวว่า แม้ตนและเพื่อนบ้านจะมั่นใจว่าเขื่อนเกิดขึ้นยาก แต่เจ้าของที่ดินก็ยังกลัวและกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงได้เจรจาให้ย้ายออกตั้งแต่ปลายปี 2557 ซึ่งขณะนี้ตนและมารดาได้เร่งซ่อมแซม พร้อมทั้งต่อเติมบ้านพักโดยเร็วเพื่อให้กว้างพอสำหรับครอบครัวใหญ่ คาดว่าจะแล้วเสร็จเร็วๆ นี้ โดยวางแผนว่าจำใจต้องจากบ้านไปทำไร่ ทำนา ในขอบเขตที่อุทยานแห่งชาติกำหนดให้ทำกิน แม้จะได้ผลผลิตน้อยก็ต้องไป เพราะตนกับลูกไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน

 

“แม่บอกทุกวันว่าไม่อยากให้เราลำบาก แต่เราปฏิเสธไม่ได้ เพราะหากเราจะไปทำงานในเมือง รับจ้างก็ยาก ยังมีลูกเล็กที่ต้องดูแล แล้วต้องไปส่งลูกคนโตอีก 4 คน ที่โรงเรียนทุกวัน แม้บ้านแม่จะไกลจากโรงเรียนมาก แต่ต้องทำ ที่นี่ไม่ใช่บ้านของเรา เขาให้ออกหรืออยู่ต่อมันสิทธิของเขา เพราะอยู่ที่ไหนที่ไม่ใช่พื้นที่ของเรา เราก็ทุกข์อยู่ดี แต่กำลังเครียดเหมือนกันว่าจะเลี้ยงลูกยังไง แม่บอกเสมอว่าปลูกอะไรไม่ขึ้น เมื่อวานมีอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนลงมาสำรวจพื้นที่เพิ่ม ทางญาติที่บางกลอยก็ส่งข่าวมาว่า เรายังมีหวังเรื่องการขยายพื้นที่ทำกิน หากเป็นจริงคงจะเป็นข่าวดีในรอบปี แต่ไม่ได้หวังสูงมาก” นางสาวพิณนภา กล่าว

 

นางสาวพิณนภา กล่าวด้วยว่า หลังจากย้ายบ้านแล้ว ตนและลูกคงทำอะไรได้ไม่มากนอกจากทำไร่ช่วยกันทำมาหากินไป แล้วรอวันเดินทางไปฟังศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยคำร้องที่เธอและทีมทนายความได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นเพชรบุรี ให้ตรวจสอบพยานหลักฐานเพิ่มเติมกรณีที่เจ้าหน้าที่อุทยานฯ อ้างว่าได้ปล่อยตัวบิลลี่แล้วหลังควบคุมไว้เพื่อสอบสวนกรณีน้ำผึ้งป่า ซึ่งหากย้ายบ้านใหม่แล้ว ตนและครอบครัวจะทำพิธีไหว้เจ้าที่และขอพรพระให้บิลลี่กลับมาบ้านเช่นเดิม ตามความเชื่อของชาวกะเหรี่ยง

 

ด้านนางสาววราภรณ์ อุทัยรังษี ทนายความสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า หลังคำตัดสินของศาลชั้นต้นจังหวัดเพชรบุรี ได้ระบุชัดแล้วว่า ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอต่อการสอบสวนอุทยานเพิ่มเติม ทางทีมทนายจึงได้ใช้กฎหมายอาญากรณีหากญาติสงสัยว่า ตัวบิลลี่ยังอยู่ในการควบคุมตัวของอุทยานฯ ให้ญาติและทีมกฎหมายยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อสอบสวนคู่กรณีเพิ่มเติม โดยคำร้องดังกล่าวนั้นศาลนัดฟังคำสั่งวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558

 

“ตามปกตินั้นการดำเนินการดังกล่าวต้องทำแบบเร่งด่วน กรณีบิลลี่ถือว่าดำเนินการช้า แต่ใช้เป็นเป็นช่องทางหนึ่งในการต่อสู้เพื่อให้ญาติได้เข้าใจสิทธิของตนเอง จากกรณีนี้ ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยยังไม่ทันสถานการณ์โลก กรณีไม่มีกฎหมายเรื่องบุคคลสูญหายโดยตรง การต่อสู้ในชั้นศาลจึงยาก” นางสาววราภรณ์กล่าว

 

นางสาววราภรณ์กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม หากศาลอุทธรณ์นั้นมีการพิจารณายืนคำสั่งของศาลชั้นต้น ความหวังเดียวของครอบครัวบิลลี่ก็คือ การรอผลคดีของฝ่ายตำรวจในทางอาญา โดยส่วนตัวยังคงมีความหวังว่าศาลอุทธรณ์จะหยิบคำสั่งศาลชั้นต้นมาดูให้ชัดกว่าเดิม เพราะช่วงการร้องเรียนในศาลชั้นต้นนั้น เจ้าหน้าที่อุทยานไม่มีการแสดงหลักฐานหรือพยานว่าปล่อยตัวไปแล้วที่ชัดเจน ซึ่งหากมีคำสั่งในการพิจารณาข้อนี้ ทางญาติก็มีความหวังมากขึ้น เพราะถือว่าศาลเปิดกระบวนการสอบสวนอุทยานฯ เพิ่มเติม

 

——

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.