ชาวบ้านวอคเอาท์การประชุมร่วมทำอีไอเอสร้างถนนเชื่อมไทย-ทวาย ประกาศห้ามบ.อิตาเลียนไทยสร้างผ่านหมู่บ้าน หากไม่แก้ไขความเดือดร้อน ตั้งข้อสงสัยอ.จุฬาฯขาดความเป็นกลาง แกนนำเคเอ็นยูแนะบริษัทเจรจาใหม่ หลายหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบยันขออยู่ที่เดิม ทำหนังสือถึงเต็งเส่งแจ้งข้อเท็จจริง

บริเวณที่จะสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าป้อนโครงการ

ผู้สื่อข่าวกลุ่มหนึ่ง ได้เดินทางไปสำรวจพื้นที่และดูข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย(Dawei Development Project) เขตทวาย ประเทศพม่า ซึ่งบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเม้นต์ จำกัด (มหาชน) ได้รับสัมปทานพื้นที่ 250 ตารางกิโลเมตรจากรัฐบาลพม่าในการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก เขตเศรษฐกิจรอบท่าเรือและทำการตัดถนน ทางรถไฟ ท่อก๊าซมายังประเทศไทย โดยการตรวจสอบข้อเท็จจริงครั้งนี้เน้นไปที่ชุมชนโดยรอบโครงการที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งสัมภาษณ์นักวิชาการ และผู้เชียวชาญในเมืองทวาย

 

ทั้งนี้ระหว่างการลงพื้นที่หมู่บ้านตะบิวชอง ซึ่งได้รับผลกระทบจากการสร้างถนนเชื่อมระหว่างจ.กาญจนบุรีและทวาย เมื่อวันที่ 30 มีนาคม ที่ผ่านมา คณะผู้สื่อข่าวได้พบกับผู้แทนบริษัทอิตาเลียนไทยที่เดินทางมาพร้อมกับคณะอาจารย์จากจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยที่รับงานการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอ กำลังร่วมประชุมชาวบ้านเพื่อสอบถามข้อมูลซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งของการจัดทำอีไอเอ

 

เจ้าอาวาสวัดธรรมเลกิตซึ่งออกมาต่อต้านการย้ายชาวบ้านออกจากชุมชนบ้านกาลอนท่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศในที่ประชุมเป็นไปอย่างเคร่งเครียด โดยชาวบ้านทั้งหมดเป็นชาวกะเหรี่ยงต่างผลัดกันลุกขึ้นถามการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพวกเขา โดยมีล่ามคอยแปลภาษาท้องถิ่นเป็นภาษาไทย โดยระบุว่าการขยายถนนครั้งนี้ได้ตัดเข้าไปในพื้นที่ทำกินโดยเฉพาะสวนหมากซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของชาวบ้าน แต่ยังไม่มีการเยียวยาหรือจ่ายค่าชดเชยใดๆ ตามที่รับปากเอาไว้  นอกจากนี้ชาวบ้านยังตั้งคำถามแสดงความเคลือบแคลงสงสัยต่อการที่คณะนักวิชาการจากจุฬาฯทางมาพร้อมกับผู้แทนบริษัทอิตาเลียนไทย ทำให้ไม่แน่ใจว่าจะทำให้การจัดทำอีไอเอมีความเป็นกลางแค่ไหน และคำตอบในแบบสอบถามที่พวกเขาให้ไปนั้นจะถูกนำไปปรับแก้หรือไม่ ขณะที่ชาวบ้านบางคนบอกว่าตอนนี้มีการกว้านซื้อที่ดินกันอย่างหนัก แต่หมู่บ้านกะเหรี่ยงทั้ง 12 แห่งได้ตกลงกันแล้วว่าจะไม่ขาย

 

“เราเป็นเจ้าของบ้าน ท่านเป็นแขก แทนที่แขกจะเคารพเจ้าของบ้าน กลับมาชี้นิ้วให้เราทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ ถ้าเป็นท่านจะคิดอย่างไร ตลอดเวลาที่พวกคุณมาทำงาน เราก็ต้อนรับอย่างดี เราไปทำงานในประเทศไทยก็ยังมีตำรวจคอยควบคุมให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย พวกคุณมาที่นี่ก็กรุณาเคารพพวกเราด้วย” ชาวบ้านที่เป็นผู้หญิงชาวกะเหรี่ยงรายหนึ่ง กล่าวอย่างมีอารมณ์

 

ขณะที่นักวิชาการที่จัดทำอีไอเอชี้แจงว่า แม้จะเดินทางมาร่วมกันกับบริษัท ก็เพื่อสะดวกในเรื่องของการเดินทาง และบริษัทเองก็จะได้ตอบคำถามชาวบ้านได้ทันที และการจัดทำอีไอเอครั้งนี้ก็เพื่อชาวบ้าน ไม่ใช่เพื่อบริษัท ส่วนผู้แทนบริษัทอิตาเลียนไทยกล่าวว่าบริษัทจะเอาแต่สิ่งดีๆ มาให้ชาวบ้าน แต่ก็ยอมรับว่า ที่ผ่านมาบริษัทบกพร่องในเรื่องการดูแลชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน แต่จากนี้ไปจะเร่งจ่ายค่าชดเชยและพูดคุยกันชาวบ้าน อย่างไรก็ตามการจ่ายค่าชดเชยชาวบ้านต้องแสดงหลักฐานต่างๆ

 

ผู้เฒ่าผู้แก่บ้านมะยีนจียืนยันขอตายในหมู่บ้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คำพูดของผู้แทนบริษัทอิตาเลียนไทย ได้สร้างความไม่พอใจให้ชาวบ้านเป็นอย่างมากเพราะมองว่าบริษัทไม่มีความจริงใจเนื่องจากอ้างในลักษณะดังกล่าวมาแล้วเป็นปี ท้ายสุดกลับปล่อยให้ชาวบ้านลำบาก

 

“บริษัทไม่ทำตามสัญญาที่เคยรับปากไว้กับชาวบ้าน การประชุมวันนี้ใครอยากอยู่ต่อก็อยู่ แต่ฉันไม่ขออยู่ต่อ”นายซอโข่ ประธานคณะทำงานเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน 12 หมู่บ้าน ลุกขึ้นกล่าวเป็นคนสุดท้ายก่อนเดินออกจากห้องประชุม ซึ่งชาวบ้านทั้งหมดต่างพากันเดินออกตามด้วยเช่นกัน ทำให้การประชุมต้องยกเลิกไปโดยปริยาย

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะนักวิชาการจากจุฬาฯและผู้แทนบริษัทอิตาเลียนต่างรู้สึกมึนงง ถึงการวอคเอาท์ของชาวบ้าน และพยายามหารือกันถึงสาเหตุที่ทำให้ชาวบ้านไม่พอใจ เพราะชาวบ้านพูดเป็นภาษากะเหรี่ยงทำให้ไม่สามารถจับต้นสายปลายเหตุได้ถูก แม้จะมีล่ามคอยแปลก็ตาม อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นผู้แทนบริษัทอิตาเลียนไทยได้ส่งเจ้าหน้าที่ขับรถตามหานายซอโข่และผู้นำชุมชนกะเหรี่ยงเพื่อขอเคลียร์ แต่ไม่ได้พบ

 

หาดทรายยาวเหยียดที่จะกลายเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมี

คณะผู้สื่อข่าวได้ขอสัมภาษณ์คณะนักวิชาการจากจุฬาฯ แต่ได้รับการปฏิเสธ โดยระบุว่าให้ไปสัมภาษณ์หัวหน้าโครงการที่รับจัดทำอีไอเอครั้งนี้คือ ดร.กัลยา สุนทรวงศ์สกุล จากสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และพวกตนเป็นเพียงทีมงานศึกษา 1 ใน 4 ของการทำอีไอเอทั้งหมด โดยทุกอย่างต้องยึดตามหลักวิชาการ อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่ชาวบ้านวอคเอาท์ออกจากห้องประชุมนั้น อาจเป็นเรื่องของการสื่อสารที่มีทำให้เกิดการเข้าใจผิดและเกิดอารมณ์ไม่พอใจ

 

ผู้สื่อข่าวถามว่าชาวบ้านแสดงความสงสัยถึงความเป็นกลางเพราะคณะนักวิชาการร่วมเดินทางมาพร้อมผู้แทนบริษัทอิตาเลียนไทย นักวิชาการจากจุฬาฯ ร่วมกันชี้แจงว่า พวกตนเคยเดินทางมากันเอง แต่หลายครั้งที่ชาวบ้านตั้งคำถามกับบริษัทฯ พวกตนไม่สามารถให้ตอบที่ค้างคาใจชาวบ้านแทนบริษัทได้ ดังนั้นครั้งนี้จึงเดินทางมาพร้อมกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกตนจะไม่เป็นกลาง

 

แปลงอพยพ

ด้านนายซอโข่ กล่าวว่า บริษัทอิตาเลียนไทยไม่ได้เข้ามาดูแลชาวบ้านและผัดวันประกันพรุ่งมาโดยตลอด ทั้งๆ ที่การสร้างถนนได้ตัดผ่านสวนหมากซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของชาวบ้าน แต่ไม่เคยได้รับการเยียวยาจนกระทั่งชาวบ้านต้องประกาศปิดถนนมาแล้ว แต่บริษัทก็ไปสร้างถนนบริเวณอื่นก่อน และยังไม่มาแก้ปัญหาให้ชาวบ้าน ดังนั้นครั้งนี้ชาวบ้านก็จะไม่ยอมให้มีการตัดถนนเข้ามาในที่ดินทำกินของชาวบ้านอีก หากบริษัทฯ ยังไม่ยอมแก้ปัญหา

 

“เขาไม่ทำถนนพวกเราก็อยู่กันได้ ไม่มีปัญหา หากเขายังดื้อดึง เราจะเอาข้อเท็จจริงทั้งหมดแจ้งให้กับทางการได้รับทราบว่าพวกเราเดือดร้อนกันอย่างไร หากบริษัทยังไม่ยอมแก้ไขปัญหาก็ไม่ต้องทำโครงการต่อ เราอยู่กันมานานเป็นร้อยปี เราก็มีโครงสร้างการปกครองของเรา เขาเข้ามาใหม่ก็ควรเคารพเราด้วย ตรงไหนที่ทำแล้วเกิดผลกระทบกับชาวบ้าน เราก็ไม่ต้องการ” นายซอโข่ กล่าว

 

ชาวบ้านและการทำประมงในหมู่บ้านประมงรอบๆพื้นที่อุตสาหกรรม

ด้านนายตูแย  กรรมการบริหารสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือ เคเอ็นยู ภาคมะริด-ทวาย ซึ่งร่วมสังเกตการประชุมกล่าวว่าบริษัทอิตาเลียนไทย เคยหารือกับผู้บริหารเคเอ็นยูเกี่ยวกับการตัดถนนเชื่อมจากจ.กาญจนบุรีไปสู่ทวาย โดยเคเอ็นยูได้แนะนำไปหลายข้อ โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการฟังเสียงและให้ความเป็นธรรมกับชาวบ้าน หากชาวบ้านไม่ยอมก็อย่าไปทำ แต่บริษัทก็ไม่ปฎิบัติตามจึงเกิดปัญหาขึ้นจนกระทั่งชาวบ้านประกาศปิดถนนห้ามก่อสร้างมาแล้ว ดังนั้นหากบริษัทอิตาเลียนไทยจะเดินหน้าโครงการสร้างถนนก็ต้องมาหารือกันใหม่

 

นายตูแยกล่าวว่า พื้นที่ตัดถนนเส้นนี้เคยเป็นพื้นที่สู้รบระหว่างรัฐบาลพม่ากับเคเอ็นยูจึงไม่มีกฎหมายหรือระบบที่ชัดเจน เคเอ็นยูไม่เคยคิดว่าจะมีโครงการใหญ่ขนาดนี้เข้ามา แต่เคเอ็นยูก็ไม่เคยต่อต้านการพัฒนา เพียงแต่ต้องดูแลชาวปกาเกอญอที่เป็นชาวบ้านในเขตปกครอง อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญของพม่าระบุว่าสิ่งที่อยู่ในดิน ใต้น้ำ และในอากาศในพม่าเป็นของรัฐ แสดงว่าชาวบ้านอยู่และทำกินได้แต่ไม่ใช่เจ้าของ ขณะที่กฎหมายของเคเอ็นยูเขียนไว้ว่าประชากรที่เกิดมีสิทธิ์ครอบครองและใช้พื้นที่ของตัวเองในการสร้างอนาคต แม้แต่รัฐที่มีอำนาจสูงสุด หากจะใช้ที่ดินที่ชาวบ้านก็ต้องขออนุญาตเจ้าของก่อน

 

ชาวบ้านและการทำประมงในหมู่บ้านประมงรอบๆ พื้นที่อุตสาหกรรม

“บริษัทอิตาเลียนไทยอาจยึดถือกฎหมายของพม่าเป็นหลัก ไม่ใช่กฎหมายที่พวกเราใช้อยู่ แต่คนที่เดือดร้อนและยืนหยัดต่อสู้คือชาวบ้านที่นี่ พวกเขารู้สึกว่ามีสิทธิ์ที่จะปกป้องตัวเอง ที่ผ่านมาเคเอ็นยูเองก็พยายามอยู่อย่างสันติเห็นได้จากการยอมเจรจาหยุดยิงกับรัฐบาลพม่า ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นนี้อาจกลายเป็นหัวข้อหนึ่งที่นำไปหารือกับรัฐบาลพม่า” นายซอโข่กล่าว

 

ผู้นำเคเอ็นยูกล่าวว่าบริษัทอิตาเลียนไทยที่เข้ามาทำงานต้องเคารพวิถีดั้งเดิมของชุมชนด้วย และอย่าพยายามทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งตนเข้ามาก็ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าบริษัทได้ทำลายต้นไม้พืชเศรษฐกิจในสวนของพวกเขาตั้งแต่ปีก่อน แต่ยังไม่เยียวยาใดๆ เลย ซึ่งเรื่องนี้เคเอ็นยูก็เคยเตือนไปแล้ว แต่บริษัทยังไม่แก้ไข ดังนั้นหากจะดำเนินโครงการต่อก็ต้องมาคุยกันใหม่ และชาวบ้านต้องได้ประโยชน์จากการพัฒนาครั้งนี้ด้วย

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า เคเอ็นยูเคยได้รับประโยชน์จากบริษัทอิตาเลียนไทยด้วยหรือไม่ นายตูแยกล่าวว่า เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แม้เรารู้ดีว่าการตัดถนนครั้งนี้มีผลต่อเรื่องความมั่นคงของตัวเอง แต่ก็ยอมร่วมทั้งการเจรจากับพม่าเพราะอยากให้บ้านเมืองเป็นสุข แต่การกระทำใดๆ ที่ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนก็ต้องมาคุยและแก้ปัญหาร่วมกัน

 

พื้นที่สร้างท่าเรือน้ำลึกซึ่งกำลังเตรียมการก่อสร้าง

นอกจากการสำรวจชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างถนนแล้ว ผู้สื่อข่าวยังได้เดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริงในหมู่บ้านกาลอนท่า ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำตาเลยาผลิตไฟฟ้าที่นำมาใช้ในโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย โดยสัมภาษณ์เจ้าอาวาสวัดธรรมเลกิต ซึ่งระบุว่าขณะนี้ชาวบ้านต่างรู้สึกกังวลใจและเสียใจหากต้องย้ายออกจากพื้นที่ เนื่องจากชาวบ้านปลูกต้นไม้ซึ่งเป็นแหล่งรายได้มานาน หากย้ายไปอยู่ที่ใหม่ก็ไม่มีที่ทำกินเช่นเดิม ที่สำคัญคือขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าทางการและบริษัทจะช่วยเหลือเยียวยาอย่างไร

 

พื้นที่สร้างท่าเรือน้ำลึกซึ่งกำลังเตรียมการก่อสร้าง

“ชาวบ้านไม่ไว้วางใจว่าเขาจะจ่ายเงินชดเชยด้วยความยุติธรรมและสมเหตุสมผล เพราะนั่นคือชีวิตของพวกเขา ทุกอย่างในชีวิตจะต้องเสียไป มันไม่คุ้มค่ากันเลยที่เราจะต้องไปเริ่มต้นใหม่ ตอนนี้เจ้าหน้าที่รัฐและบริษัทอิตาเลียนไทยมาบอกให้ชาวบ้านย้ายออก แต่กลายเป็นว่านักธุรกิจต่างมากว้านซื้อที่ดินไว้หมดแล้ว”เจ้าอาวาสวัดธรรมเลกิต กล่าว และว่าชาวบ้านได้ร่วมกันทำจดหมายถึงประธานาธิบดีเต็งเส่ง เพราะไม่ต้องการย้ายออก แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีคำตอบใดๆ

 

นักวิชาการและผู้แทนบริษัทอิตาเลียนไปกำลังชี้แจงชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างถนน

นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวยังได้ลงพื้นที่หมู่บ้านมะยีนจี ซึ่งได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดยหลวงพ่ออูออบาร์ซะ เจ้าอาวาสวัดมะยีนจีกล่าวว่า ชาวบ้านที่นี่ก็ไม่มีใครอยากย้าย ขณะนี้ชาวบ้านเริ่มได้รับผลกระทบภายหลังจากมีข่าวว่าจะมีการก่อสร้างโครงการในบริเวณนี้ เนื่องจากชุมชนที่นี่อาศัยอยู่กับป่าและมีรายได้จากการหาของป่า แต่ขณะนี้มีบุคคลภายนอกเข้ามากว่านซื้อที่ดินที่เป็นป่าและไม่ยอมให้ชาวบ้านเข้าไปเก็บของป่าเหมือนเดิมทั้งๆ ที่เป็นป่าที่ชาวบ้านหากินมาหลายชั่วอายุคน

 

นางโมจี ชาวบ้านมะยีนจีกล่าวว่าถึงอย่างไรพวกตนก็จะไม่ย้ายออกไป แม้จะมีการบังคับก็จะต่อสู้ให้ถึงที่สุด ไม่ว่าบริษัทจะให้เงินเยอะแค่ไหนเนื่องจากชาวบ้านต่างมีความสุขที่มีผักมีปลากินโดยไม่ต้องซื้อ บางวันทำงานบางวันไม่ทำงานก็อยู่กันได้ ซึ่งชาวบ้านได้หารือกันแล้วและยืนยันไม่ยอมย้ายออกแน่นอน.

 

 

 

 

 

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.