กว่า 1 เดือนแล้วที่ลูกจ้างราว 4 แสนคนในนิคมอุตสาหกรรม 5 แห่งใน จ.พระนครศรีอยุธยาคือ นิคมฯ สหรัตนนคร นิคมฯโรจนะ นิคมฯไฮเทค นิคมฯบางปะอิน เขตอุตสาหกรรมแฟคตอรี่แลนด์ และอีก 2 แห่งใน จ.ปทุมธานีคือนิคมฯ นวนคร และนิคมฯ บางกระดี ต้องพากันตกงานเนื่องจากมหาอุทกภัย โดยคนงานส่วนใหญ่ต่างอพยพแยกย้ายกันกลับถิ่นภูมิลำเนาเดิม ขณะที่คนงานจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะหลบภัยอาศัยอยู่ในย่านรอบๆโรงงาน

ขณะนี้ช่วงแห่งการช็อคในสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่กำลังผ่านพ้นไป ปริมาณน้ำในแต่ละนิคมฯ ค่อยๆ ลดลง โดยรัฐบาลได้ทุ่มเทเครื่องมือและกำลังคนมหาศาลเข้าไปกอบกู้นิคมฯ แทบทุกแห่ง แต่ดูเหมือนว่าอาการช็อคครั้งใหม่กำลังเกิดขึ้นกับเหล่าลูกจ้างอีกระรอก หนึ่ง เนื่องจากทุกคนต่างลุ้นระทึกว่าจะได้กลับมาทำงานในโรงงานอีกหรือไม่ เพราะไม่มีใครมั่นใจได้ว่าสายพานของโรงงานเดิมจะกลับมาหมุนใหม่อีกครั้งหรือ ไม่

สถานการณ์ของลูกจ้างราว 4 แสนคนนี้กำลังอยู่ในช่วงของความสับสนและเต็มไปด้วยสารพันปัญหา ลูกจ้างบางส่วนถูกเลิกจ้างโดยได้รับเงินเชยตามกฎหมาย และมีบ้างที่นายจ้างบางกิจการถือโอกาสเลิกจ้างและย้ายฐานการผลิตไปที่อื่น ขณะที่ลูกจ้างส่วนใหญ่กลับไม่ได้รับการติดต่อหรือรับทราบข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับโรงงานของตัวเอง ทำให้เกิดความหวั่นวิตกถึงอนาคตที่ไม่มีอะไรแน่นอน แต่ที่น่าห่วงใยที่สุดคือลูกจ้างในกิจการที่เป็นซับคอนแทรค ซึ่งในแต่ละโรงงานมีการใช้บริการซับคอนแทรคตั้งแต่ร้อยละ 25 ไปถึง 75 ซึ่งลูกจ้างกลุ่มนี้ต้องถูกเลิกจ้างเกือบทั้งหมด เพราะเจ้าของโรงงานส่วนใหญ่ต้องเลือกที่จะรักษาเอาพนักงานของตัวเองก่อน

ธีระกานต์ มณีศรี สาวโรงงานในนิคมฯ บางประอินและผันตัวเองมาทำหน้าที่ประสานงานในศูนย์ช่วยเหลือแรงงานเล่าว่า ขณะนี้หลายโรงงานในนิคมฯ ได้เรียกตัวคนงานมาเช็คชื่อเพื่อเตรียมพร้อมในกรณีที่โรงงานเริ่มต้นผลิตอีก ครั้ง แต่หลายโรงงานก็ได้เลิกจ้างไปเรียบร้อยแล้วซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงงานขนาดเล็ก เพราะไม่มีกำไรสะสม ทำให้ไม่สามารถแบกรับต้นทุนระหว่างรอการผลิตครั้งใหม่ได้

โรงงานหลายแห่งในนิคมฯ บางประดินเป็นโรงงานผลิตยา ซึ่งธีระกานต์บอกว่าโรงงานประเภทนี้ต้องใช้เวลาฟื้นฟูนานกว่าโรงงานประเภท อื่น เนื่องจากต้องมีกระบวนการฆ่าเชื้อและผ่านการทดสอบให้ได้มาตรฐานที่กำหนด โดยเชื่อว่าน่าจะเปิดโรงงานได้จริงๆน่าจะราวต้นปีหน้าหรืออาจนานไปถึงเดือน เมษายน

“โรงงานใหญ่ๆไม่ค่อยมีปัญหาเลิกจ้าง แต่ที่โดนแน่ๆ คือพวกซับคอนแทรคทั้งหลาย ขณะนี้ถูกเลิกจ้างไปแล้วจำนวนมาก บางแห่งก็ฉวยโอกาสนี้เลิกจ้างคนงานไปเลย” ธีระกานต์ กล่าว

ขณะที่อำนาจ บัวเสือ ลูกจ้างบริษัทผลิตรถยนต์ชื่อดังในนิคมฯโรจนะ และเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือแรงงานอีกคนหนึ่งบอกว่า ลูกจ้างร้อยละ 80 ในนิคมฯ ต่างอพยพไปอยู่บ้านเกิด ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะถูกเลิกจ้างหรือไม่ ซึ่งขณะนี้มีการเลิกจ้างไปแล้วนับพันคน แม้กระทรวงแรงงานจะมีโครงการเพื่อนช่วยเพื่อนโดยให้คนงานที่นี่ไปทำงานที่ อื่น แต่โครงการนี้กลับไม่ได้รับความสนใจจากคนงาน เพราะมีปัญหาในทางปฏิบัติเนื่องจากคนงานส่วนใหญ่มีรกรากอยู่ในนิคมฯ มานาน จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะให้ย้ายไปอยู่จังหวัดอื่น

“อย่างกรณีของผมซึ่งทำงานอยู่ในโรงงานผลิตรถยนต์ ซึ่งยี่ห้อของเรามีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับถึงคุณภาพ พอเข้าโครงการไปทำงานผลิตรถยนต์ยี่ห้ออื่น เขาแจ้งว่าให้เราลาออกจากที่เดิมแล้วย้ายไปอยู่กับเขาเลย ซึ่งผมไม่เอาด้วยเพราะยังอยากทำงานในบริษัทเดิม”

เหล่าลูกจ้างในนิคมฯ และโรงงานรอบๆในพื้นที่น้ำท่วมกำลังถูกปล่อยให้ลอยคออย่างโดดเดี่ยว เนื่องจากในส่วนของภาครัฐมุ่งเน้นไปที่การกอบกู้นิคมฯ เป็นหลัก ขณะที่สารพันปัญหาของคนงานจำนวนมหาศาลนี้กลับไมมีการยกระดับให้มีมาตรการ ใหญ่ออกมารองรับ โดยผู้บริหารประเทศคิดเพียงว่าต้องกอบภาคอุตสาหกรรมให้ได้ก่อนแล้วปัญหาของ คนงานจะคลี่คลายไปเอง แต่กลับไม่มีใครคิดถึงความมั่นคงในชีวิตของคนงานซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการ พัฒนาประเทศว่าควรมีทางออกอย่างยั่งยืนอย่างไร

ขณะเดียวกันการกอบกู้นิคมฯในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาก็มุ่งที่จะดำเนินการ กับนิคมฯ ขนาดใหญ่ ส่วนนิคมฯ ที่อยู่ห่างไกลและมีคนงานอยู่แค่กว่า 14,000 คนอย่างนิคมฯ สหรัตนนคร กลับไม่ได้รับความเหลียวแลจากรัฐบาล ซึ่งขณะนี้น้ำในนิคมฯแห่งนี้ยังสูงลิ่วโดยไม่มีหน่วยงานใดๆของภาครัฐเข้าไป แก้ไข

นายสว่าง แก้วลออ ผู้จัดการโรงงานบริษัทคูมิ(ประเทศไทย)จำกัด ซึ่งตั้งในนิคมฯ สหรัตนนคร กล่าวว่าทุกวันนี้แต่ละโรงานในนิคมแห่งนี้ต่างต้องพึ่งตัวเองเป็นหลัก เพราะไม่เคยมีหน่วยงานราชการเข้ามาช่วยเหลือ แม้แต่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเองก็ไม่มีมีการมาตั้งกองอำนวยการหน้า นิคมฯเหมือนกับที่อื่นๆ ที่ผ่านมาตนได้เดินทางไปร่วมประชุมกับทางจังหวัดและรัฐมนตรีมาหลายครั้ง ซึ่งก็มีแต่แผนในกระดาษว่าจะเริ่มต้นกู้นิคม แต่พอเอาเข้าจริงๆ กับเลื่อนอยู่เรื่อยๆ จนบัดนี้ก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้น

“ตอนนี้ทุกอย่างรวนเรไปหมด ผู้ประกอบการก็ไม่รู้ว่าจะเปิดโรงงานได้เมื่อไหร่ เราไม่ได้ขอให้น้ำแห้งหมด ขอให้ลดลงบ้างเหลือแค่เข่าก็ยังดี ไม่ใช่ปล่อยให้สูงกว่าเอวนานแบบนี้ เราจะได้เข้าไปซ่อมเครื่องจักรกันก่อน รัฐบาลอาจคิดว่าที่นี่มีโรงงานแค่ 40 กว่าแห่ง ไม่ใหญ่เหมือนที่อื่น แต่อย่าลืมว่านักลงทุนต่างชาติที่มาลงทุนอยู่ในที่นี้เขาจับตาดูอยู่ แค่มีโรงงาน 3-4 แห่งคุณก็ต้องช่วย” นายสว่างกล่าว

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาบริษัทคูมิฯซึ่งเป็นบริษัทผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ได้เริ่มเรียกคนงานบางส่วนกลับมาทำงาน โดยขนอุปกรณ์ออกมาข้างนอก และให้คนงานล้างอุปกรณ์ไปพลางๆ ก่อน ซึ่งระหว่างนี้บริษัทยังคงจ่ายให้พนักงานทุกวัน

สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ นายยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัย การพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มองว่าจะทำให้มีการว่างงานโดยสมัครใจ 1.3 แสนคน และเป็นการเลิกจ้างอีก 2.2 แสนคน ซึ่งรวมกับการว่างงานกรณีอื่นๆ รวมแล้วจะทำให้มีผู้ว่างงานไม่น้อยกว่า 6 แสนคน

“ผมคิดว่ารัฐบาลต้องมีมาตรการเร่งด่วนออกมา ทีข้าวเปลือกผมเห็นใช้เงินมหาศาลจำนำได้ ตอนนี้ก็แทบไม่เหลือข้าวเปลือกให้จำนำแล้ว ทำไมไม่จำนำคนบ้างล่ะ ลองใช้ทักษะและคุณภาพของลูกจ้างเป็นตัวค้ำประกัน ลูกจ้างที่เขาตกงานก็ให้ไปขึ้นทะเบียนตามศูนย์ในจังหวัดต่างๆ และให้ค่าจ้างล่วงหน้าเขาไปใช้ก่อนสัก 3 เดือน หากเขามีงานทำก็ให้ใช้คืน ตรงนี้ใช้เงินไม่มากเลย แม้มีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องเสี่ยง ไม่ใช่พูดแต่เรื่องการฟื้นฟูโรงงานอุตสาหกรรมกันอย่างเดียว” นายยงยุทธกล่าว และเสริมว่าการจำนำคนนี้อาจใช้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเกณฑ์ไปก่อน ซึ่งในช่วงนี้ระบบข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับตลาดแรงงานของรัฐบาลต้องทำให้ดี เพราะลูกจ้างได้กระจายตัวกลับไปอยู่บ้านในชนบท ซึ่งรัฐบาลอาจต้องประสานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อส่งผ่านข้อมูลข่าว สารไปถึงคนงาน

ท่ามกลางความสับสนอลหม่านของคนงานนับแสนคนที่ยังไม่รู้อนาคตของ ตัวเอง มีข้อเสนอแนะจากฝ่ายต่างๆ ทั้งนักวิชาการ ผู้นำแรงงาน ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไปในทำนองเดียวกันคือต้องการให้รัฐบาลยกระดับการแก้ไขปัญหา แรงงานให้เป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติ ไม่ใช่ทำเพียงแค่ให้กระทรวงแรงงานออกมาตรการก็อกๆ แก็กๆ ไร้ประสิทธิภาพไปวันๆ.

 

เผยแพร่เมื่อ Tue, 11/22/2011

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.