เผยธุรกิจผูกขาด-สารเคมี-จีเอ็มโอครอบงำ มก. งามหน้าใช้ ม.เกษตรออกเอกสารต้านเกษตรอินทรีย์ ศิษย์เก่าแนะฟื้นฟูอุดมการณ์-ยึดแนวบูรพาจารย์

Screenshot_2015-03-05-09-02-12_1

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาตราจารย์(ศ.)ระพี สาคริก อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(มก.)และปูชนียบุคคลผู้ร่วมวางรากฐาน มก. ขอให้ลบชื่อ ศ.ระพี ออกจากการตั้งเป็นชื่อถนน ลานกล้วยไม้และอาคารใน มก. เนื่องจากเห็นว่าปัจจุบันอุดมการณ์ของ มก.เปลี่ยนไปโดยมุ่งเน้นไปที่การก่อสร้างและธุรกิจเอกชนขนาดใหญ่มากกว่าจะทำเพื่อเกษตรกรรายย่อยและชาวบ้าน ว่าเห็นด้วยในสิ่งที่ ศ.ระพีพูด ในฐานะที่เป็นศิษย์เก่าคนหนึ่ง ตนเองก็รู้สึกห่วงใยเช่นกัน เพราะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ไม่ดี

นายวิฑูรย์กล่าวว่า ได้พยายามศึกษาว่าทำไม มก.ถึงเปลี่ยนแปลงมาถึงจุดนี้ได้และทำให้ มก.กลายเป็นฐานของธุรกิจขนาดใหญ่ได้ โดยเฉพาะ 3 กลุ่มธุรกิจคือ 1.กลุ่มสารเคมีเกษตร เช่น ปุ๋ย ยากำจัดศัตรูพืช ซึ่งมีการเคลื่อนไหวเชื่อมโยงกันระหว่างนักวิชาการใน มก.กับนักธุรกิจด้านนี้จนแยกไม่ออก ที่รับไม่ได้คือเมื่องานเกษตรแฟร์ใน มก.ครั้งที่ผ่านมา ได้มีการแจกเอกสารโจมตีเกษตรอินทรีย์อย่างชัดเจน และคนเขียนก็เป็นอาจารย์อยู่ใน มก. 2.กลุ่มธุรกิจผูกขาดด้านการเกษตรขนาดใหญ่ซึ่งส่งคนของตัวเองเข้ามามีตำแหน่งใน มก. เช่น กรณีของไร่สุวรรณ 3.กลุ่มธุรกิจที่สนับสนุนพืชจีเอ็มโอ

ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถีกล่าวว่า ในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา มก.ได้เข้าไปสัมพันธ์กับธุรกิจทั้ง 3 ประเภทจนแยกไม่ออก โดยสามารถเชื่อมโยงไปถึงคนระดับอดีตอดีตอธิการบดีและนักวิชาการของ มก.โดยบุคลากรเหล่านี้ได้ร่วมมือกับกลุ่มธุรกิจกำหนดทิศทางของมหาวิทยาลัยในตอบสนองด้านผลประโยชน์ทางธุรกิจมากกว่าเกษตรกรรายย่อยหรือประชาชน ซึ่งแตกต่างจากทิศทางสมัยที่บูรพาจารย์และ ศ.ระพีได้วางรากฐานเอาไว้

“ท่านอาจารย์ระพีส่งเสริมให้พานักศึกษาเข้าหาชาวบ้าน หรือลงสู่พื้นดิน และสร้างอาชีพใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นเหมือนกรณีที่ท่านอาจารย์ทำเรื่องกล้วยไม้จนสามารถสร้างเป็นอาชีพให้ชาวบ้านทั่วไป ไม่ใช่เป็นแค่ธุรกิจของคนมีเงิน แต่บรรยากาศใน มก.ตอนนี้กลับตรงกันข้ามเพราะใกล้ชิดอยู่กับธุรกิจเกษตรขนาดใหญ่ แถมยังพยายามผลักดันเรื่องพืชจีเอ็มโออีกต่างหาก แทนที่จะให้สติสังคม กลับคิดแต่จะผลักดันนโยบายที่ไม่ได้ประโยชน์ต่อชาวบ้าน” นายวิฑูรย์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำอย่างไรถึงจะปลุกอุดมการณ์ของ มก.กลับคืนมาได้ นายวิฑูรย์กล่าวว่า ในเบื้องต้นบุคลากรของมหาวิทยาลัยฯต้องแยกตัวเองให้ออกระหว่างบทบาททางวิชาการกับผลประโยชน์ของธุรกิจเอกชน โดยเฉพาะสมาคมปุ๋ยเคมีซึ่งมียอดนำเข้าจากต่างประเทศปีละนับแสนล้านบาท และสมาคมสารเคมี เช่น ยากำจัดศัตรูพืชที่มียอดนำเข้าปีละกว่า 2 หมื่นล้านบาท และสมาคมพืชจีเอ็มโอที่ใช้ มก.เป็นฐานและเป็นเครื่องมือกำหนดทิศทางด้านการเกษตรของประเทศได้

นายวิฑูรย์กล่าวว่า จริงๆ แล้วบทบาทของนักวิชาการใน มก.ต้องตอบสนองเกษตรกรรายย่อยหรือชาวไร่ชาวนา โดยบูรพาจารย์และศ.ระพี ได้สร้างเป็นแนวทางหรือตัวอย่างไว้ให้เห็น ขณะเดียวกันสถาบันการศึกษาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบทุนนิยมซึ่ง มก.หนักหน่อยเพราะเชื่อมโยงอยู่กับธุรกิจขนาดใหญ่โดยตรง จำเป็นต้องปรับหลักสูตรที่ล้าหลังเพื่อตอบสนองสถานการณ์อย่างเท่าทัน เช่น ครั้งหนึ่งในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 8 พูดถึงเกษตรกรยั่งยืน แต่ผ่านไปแล้ว 15 ปีจนเข้าสู่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ในมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้จัดหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อรองรับ ทำให้เรื่องนี้ไม่ประสบผลเท่าที่ควรเพราะผู้บริหารมหาวิทยาลัยยังคงเดินหน้าไปตามธุรกิจกระแสหลัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเอกสารโจมตีการทำเกษตรอินทรีย์ที่นายวิฑูรย์พูดถึง เป็นหนังสือที่แจกภายในงานเสวนาช่วงงานเกษตรแฟร์ 2558 ที่ผ่านมา โดยชื่อหนังสือว่า “ปลูกพืชอินทรีย์ไม่ดีอย่างที่คิด ปลูกพืชปลอดจากสารพิษดีกว่าไหม” เขียนโดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.อำนาจ สุวรรณฤทธิ ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตร ทั้งนี้ในบทคัดย่อของหนังสือเล่มดังกล่าวตอนหนึ่งระบุว่า เป็นการนำเสนอผลการวิจัยเปรียบเทียบผลในด้านต่างๆ ของปุ๋ยทั้ง 3 ประเภทคือปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ เมื่อใช้ประเภทเดียวกัน ใช้ 2 ประเภทร่วมกัน และใช้ 3 ประเภทร่วมกันในการผลิตพืช เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับกระแสความเชื่อหรือความคิดที่ว่า การผลิตพืชอินทรีย์เป็นการผลิตที่ดีที่สุด ทั้งในแง่ต้นทุนการผลิตพืชที่ต่ำ มีความเสี่ยงน้อยต่อการเกิดมลพิษหรือมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสูง ไม่มีมลพิษในผลผลิต ทำให้โรคและแมลงทำลายพืชน้อย และคุณภาพด้านโภชนาการของผลผลิตสูง

ในบทคัดย่อระบุว่า ผลการวิจัยให้ข้อสรุปว่ากระแสความเชื่อและความคิดดังกล่าวไม่ถูกต้อง กล่าวคือผลการวิจัยให้ข้อสรุปว่า การปลูกพืชโดยใช้ปุ๋ยทั้ง 3 ประเภทให้เหมาะสมกับดินและพืชทำให้ต้นทุนผลผลิตต่ำกว่า มีความเสี่ยงต่อการเกิดมลพิษน้อยกว่าหรือมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสูงกว่า ทำให้โรคและแมลงทำลายพืชน้อยกว่า และคุณภาพด้านโภชนาการของผลผลิตสูงกว่าเมื่อเทียบกับการปลูกพืชโดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมีในการปลูกพืชอินทรีย์ (อ่านรายละเอียดงานวิจัยชิ้นนี้ได้https://transbordernews.in.th/home/?p=7442 )

ขณะที่นายชนวน รัตนวราหะ นักวิชาการอิสระและอดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เขียนไว้ในเฟสบุค Chanuan Ratanawaraha ระบุว่ารู้สึกเสียใจและเสียดายที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ก่อตั้งมาเป็นปีที่ 72 ด้วยคณะบูรพาจารย์ที่เสียสละเพื่อให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นที่พึ่งของประชาชน โดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพทางการเกษตร ในด้านความรู้ทางการเกษตร แต่กำลังจะถูกคนที่รับจ้างสอน(ไม่อยากเรียกว่าอาจารย์)ทำลายความน่าเชื่อถือของประชาชนที่มีต่อมหาวิทยาลัยนี้ซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาทางการเกษตรแห่งแรกของประเทศ

“ผมเป็นนิสิตเก่ารุ่นที่ 17 ได้ศึกษาเรื่องเกษตรอินทรีย์มากว่า 25 ปี ได้อ่านสิ่งที่คนกลุ่มนี้นำออกสู่สาธารณะโดยไม่ทราบว่าเพื่อวัตถุประสงค์ใดแล้ว รู้สึกผิดหวังอย่างมาก” นายชนวน ระบุ

———————

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.