received_878774568832496
บรรยากาศการจัดบูทต่างๆ ภายในงานเกษตรแฟร์เมื่อต้นปี 2557

ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(มก.) บางเขน หลายคนยังคงออกมาสนับสนุนข้อทักท้วงของศาสตราจารย์ระพี สาคริก อดีตอธิการบดีมก.ถึงอุดมการณ์ของมหาวิทยาลัยที่เปลี่ยนไปโดยเน้นสิ่งปลูกสร้างและสนองตอบต่อธุรกิจบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการเกษตรมากกว่าทำเพื่อประโยชน์ของเกษตรกรรายย่อยและประชาชน

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม นายเพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ นักวิชาการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล และศิษย์เก่าคณะวนศาสตร์ มก.กล่าวว่า มก.เริ่มต้นจากการยกระดับเรื่องการเกษตรให้เติบโตและมีการเปลี่ยนแปลงใหม่เพื่อเกษตรกร ทำให้ในระยะแรกของการก่อตั้งจึงมีพื้นที่ทำงานเต็มไปหมดโดยคนรุ่นแรกๆ ได้สร้างนวัตกรรมด้านการเกษตรมากมาย ทั้งด้านเทคโนโลยีในไร่นาและปรับปรุงพันธุ์พืช และไม่วิ่งตามแนวทางของฝรั่ง แต่เมื่อมาราว 20 ปีก่อน กลับปรากฏแนวทางของทุนนิยมออกอาละวาดอย่างเต็มที่ ขณะที่มก.เองก็ถูกทอดทิ้ง ทำให้บุคลากรในมหาวิทยาลัยต้องหากินกันเอง

นายเพิ่มศักดิ์กล่าวว่า เหล่าธุรกิจเอกชน ทั้งบริษัทข้ามชาติและบริษัทผูกขาดด้านการเกษตรได้เข้ามาซื้อตัวนักวิชาการเก่งๆ ในมก.ไปเป็นจำนวนมาก และทิศทางของมหาวิทยาลัยก็เริ่มเปลี่ยนเป็นการสนองตอบธุรกิจปุ๋ยเคมี ธุรกิจผูกขาด ซึ่งเกิดภาพสะท้อนชัดเจนในงานเกษตรแฟร์ ที่เกษตรกรรายย่อยแทบไม่มีส่วนร่วม และไม่เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อสนองตอบชาวบ้าน แต่กลับปล่อยให้พื้นที่ของธุรกิจผูกขาดเข้ามาใช้ประโยชน์มากมาย

“สมัยก่อนรุ่นผม ภายในมหาวิทยาลัยจะมีหอพักสำหรับลูกหลานเกษตรกรที่เข้ามาเรียนหนังสือ แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว กลายเป็นออฟฟิศเอกชนไปหมด และสุดท้ายมก.ไม่สามารถกำหนดทิศทางของตัวเองได้เลย เพราะมีบริษัทเอกชนเข้ามาแทรกแซงทุกระดับ ทั้งบริษัทปุ๋ยที่เข้ามาเป็นสปอนเซอร์และบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการเกษตรเข้ามาให้ทุนด้านการวิจัย แล้วเขาก็เอาวิจัยดีๆ ไปต่อยอดธุรกิจของตัวเอง ทุกวันนี้เลยกลายเป็นว่า มก.สนองตอบต่อธุรกิจเอกชนมากกว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ท่านอาจารย์ระพี คงทนไม่ไหว เลยออกมาทักท้วง” นายเพิ่มศักดิ์ กล่าว

ศิษย์เก่ามก.ผู้นี้ยังกล่าวด้วยว่าที่เห็นชัดเจนคือกรณีที่บริษัทเกษตรผูกขาดได้ไปฮุบพันธุ์ข้าวจากศูนย์วิจัยต่างๆ ของมหาวิทยาลัยที่มีอยู่กว่า 20 แห่ง ทำให้เกษตรกรต้องซื้อพันธุ์ข้าวในราคาแพง เช่นเดียวกับศูนย์วิจัยข้าวโพด ทั้งที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมาและที่จังหวัดเพชรบูรณ์

“เมื่อปูชนียบุคคลอย่างอาจารย์ระพีออกมาทักท้วงแล้ว ผู้บริหารมก.ควรตอบคำถามให้ได้ว่า จะรับใช้ทุนข้ามชาติต่อไปหรือจะทบทวนแนวทางกลับมารับใช้เกษตรกรที่เป็นชาวไร่ ชาวนา หรือว่าจะยอมลบชื่อของท่านอาจารย์ระพีออกจากชื่อต่างๆ ในมหาวิทยาลัยตามที่ท่านขอ สิ่งต่างๆเหล่านี้สังคมต้องช่วยกันติดตาม เพราะทุกวันนี้ทั้งผู้บริหารและบอร์ดบางส่วนต่างก็ถูกครอบงำจากผลประโยชน์ทับซ้อน” นายเพิ่มศักดิ์กล่าว

ขณะที่นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และศิษย์เก่าคณะวนศาสตร์ มก. กล่าวว่า ขณะนี้ทั้งศาสตราจารย์ระพี และอีกหลายคนออกมาเตือนสติผู้บริหารมก.เพราะห่วงใยและหวังดี เพราะมหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้รับการคาดหวังมากจากเกษตรกรและเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่ให้ความรู้ด้านนี้ ดังนั้นผู้บริหารมก.และเหล่าคณาจารย์ควรนำมาทบทวนอย่างมีสติเพื่อที่จะได้ดูแลมก.ไม่ให้เบี่ยงเบนจากอุดมการณ์เดิมที่บูรพาจารย์เคยวางไว้

“ผมคิดว่าถ้าเอาชีวิตของเกษตรกรเป็นเป้าหมายก็จะชอบธรรม แต่หากเอาวิสาหกิจข้ามชาติเป็นเป้าหมาย มก.ก็หนีไม่พ้นที่ต้องถูกประณาม ผมเสนอว่าควรมีการจัดเวทีรับฟังเสียงสะท้อนจากทุกฝ่าย ผู้บริหารมหาวิทยาลัยควรเปิดใจกว้าง สภาเกษตรกรพร้อมร่วมเป็นตัวกลางในการเชิญผู้นำเกษตรกรมาแสดงความคิดเห็น” นายประพัฒน์ กล่าว

——————

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.