แนวทางจัดการ ‘เหมืองแร่โปแตชอาเซียน’

โดย กุลระวี สุขีโมกข์
Voice TV

โครงสร้างเหมืองแร่โปแตชอาเซียน ที่อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งถือเป็นเหมืองแร่แห่งแรกที่ได้รับใบประธานบัตรจากกระทรวงอุตสาหกรรม หลังจากรอคอยอย่างยาวนานถึง 30 ปี

บริษัท เหมืองแร่โปแตชอาเซียน จำกัด (มหาชน) เลือกใช้วิธีการทำเหมืองแร่โปแตช ที่อำเภอบำเน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ เป็น ‘แบบใต้ดิน’ โดยแบ่งเป็นห้องที่มีเสาค้ำยัน หรือผสมรูปแบบขั้นบันได ขึ้นอยู่กับความหนาของชั้นแร่ เพื่อป้องกันเหตุแผ่นดินถล่ม

ส่วนการขนย้ายแร่โปแตชใต้ดินมาสู่โรงงานผลิตปุ๋ยโปแตชบนดิน จะลำเลียงผ่านปล่องอุโมงค์ในแนวเอียง ซึ่งจัดทำขึ้นในช่วงปี 2541 เช่นเดียวกับเครื่องจักรการทำเหมืองแร่ส่วนอื่นๆ ที่ต้องปรับปรุงสภาพใหม่ ก่อนนำมาใช้จริง รวมถึงสร้างอุโมงค์แนวดิ่งเพิ่มเติมอีก 1 แห่ง

สำหรับโรงงานผลิตปุ๋ยโปแตช และโครงสร้างอื่นๆ ‘บนดิน’ ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 700 ไร่ ในตำบลบ้านตาล ขณะที่ เหมืองแร่ ‘ใต้ดิน’ กินพื้นที่ทั้งสิ้น 9,708 ไร่ ในตำบลบ้านตาล ตำบลบ้านเพชร และตำบลหัวทะเล

พร้อมจัดทำท่อลำเลียงหางแร่ยาวติดต่อกันเป็นระยะทาง 7 กิโลเมตร ต่อไปยังบ่อเก็บหางแร่ ในตำบลหัวทะเล เนื่องจากเป็นพื้นที่ห่างไกลชุมชน และมีระดับความสูงของพื้นดินมากกว่าจุดอื่น ประมาณ 30 เมตร

สำหรับบ่อกักเก็บหางแร่ จะใช้พื้นที่เพียง 2,500 ไร่ กลางพื้นที่ 5,600 ไร่ เพื่อใช้พื้นที่ที่เหลือเป็น Buffer Zone กันไม่ให้กากแร่ที่ขนย้ายมากองทิ้งไว้ เกิดการรั่วไหล ซึ่งทั้งหมดจะจัดทำอย่างเต็มรูปแบบ ภายในปีนี้

โครงการนี้ เกิดขึ้นจากความร่วมมือของประเทศในกลุ่มอาเซียน ที่จะต้องนำเอาทรัพยากรธรรมชาติของแต่ละประเทศ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน จึงนำมาสู่การจัดตั้ง บริษัท เหมืองแร่โปแตชอาเซียน จำกัด (มหาชน) เมื่อปี 2534

โดยมีกระทรวงการคลังของไทย เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ร่วมกับประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และบรูไน ดารุสซาราม ซึ่งหากดำเนินการสำเร็จจริง ก็จะทำให้ประเทศร่วมหุ้น สามารถใช้ประโยชน์ปุ๋ยในราคาที่ถูกลง

แต่มีคำถามตามมาว่า ประเทศผู้ร่วมหุ้นใน 6 ประเทศ มีความจำเป็นในการใช้แม่ปุ๋ยโปแตช เพื่อการเกษตร ในปริมาณมากถึง 1.1 ล้านตันต่อปีหรือไม่ หรือเป็นการส่งสัญญาณให้จีน หันมาซื้อปุ๋ยและเข้าร่วมลงทุนโครงการนี้ในอนาคต

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.