ยิว1

ศาตราจารย์สุภางค์ ฉันทวานิช ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นแห่งเอเชียง สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ขณะนี้เครือข่ายภาคประชาสังคมซึ่งส่วนใหญ่ทำงานเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติ ทั้งในนามองค์กรและบุคคล อาทิ ศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นแห่งเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์สันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) มูลนิธิรักษ์ไทย มูลนิธิอารมณ์พงศ์พงัน คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย สมาคมรวมไทยในฮ่องกง (Thai Regional Alliance in Hong Kong) กลุ่มพิทักษ์สิทธิแรงงานข้ามชาติเอเชียในฮ่องกง (Asian Migrants Coordinating Body-Hong Kong) มูลนิธิผู้หญิง นายโดมเดช บุนนาค อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศอิสราเอล ศาสตราจารย์ ดร. สุภางค์ จันทวานิช และคณะนักวิจัยศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นแห่งเอเชีย ศาสตราจารย์ สุริชัย หวันแก้ว ผศ. ดร. นฤมล ทับจุมพล เป็นต้น ได้ร่วมกันรณรงค์เรียกร้องการคุ้มครองสิทธิและต่อต้านการค้าแรงงานไทยในอิสราเอล

ทั้งนี้ในวันที่ 13 มีนาคม ผู้แทนเครือข่ายต่างๆ จำนวนหนึ่งจะเดินทางเข้าพบนายนคร ศิลปอาชา ปลัดกระทรวงแรงงาน เพื่อหารือถึงแนวทางแก้ไขปัญหาแรงงานไทยที่ถูกละเมิดสิทธิด้านต่างๆ ในประเทศอิสราเอล นอกจากนี้ยังได้เตรียมออกแถลงการณ์ และจัดส่งไปยังหน่วยที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน(IOM) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ในแถลงการณ์ได้ระบุถึงสภาพปัญหาว่า ปัจจุบันมีแรงงานไทยในภาคเกษตรกรรมของอิสราเอลจำนวนประมาณ 24,000 คน ความสำเร็จของภาคเกษตรกรรมของอิสราเอลเป็นผลจากการพึ่งพาแรงงานไทยเป็นสำคัญเนื่องจากแรงงานไทยเป็นแรงงานส่วนใหญ่ในภาคเกษตร อย่างไรก็ตาม แรงงานไทยมีปัญหาเกี่ยวกับการถูกละเมิดสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานดังนี้ 1.ตามรายงานของทางการอิสราเอลระหว่างปี 2551-2556 มีแรงงานไทยเสียชีวิตจำนวน 122 คน ในจำนวนนี้ 43 คน เป็นผลจากการหยุดหายใจฉับพลัน (ไหลตาย) ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสหรัฐฯ เห็นว่า น่าจะมีสาเหตุจากทำงานหนักและที่พักไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น ฤดูหนาวไม่มีเครื่องทำความอุ่น ส่วนอีก 22 คน เสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุเนื่องจากเจ้าหน้าที่อิสราเอลไม่ได้ทำการชันสูตรพลิกศพ

2.ชั่วโมงการทำงาน ทำเกิน 186 ชั่วโมง/เดือน ค่าแรงได้ไม่ถึงค่าแรงตามที่กฎหมายกำหนดและจ่ายค่าแรงช้า สภาพการทำงานไม่เป็นไปตามหลักมาตรฐานและอาชีวอนามัย อาหารไม่พอกิน และไม่มีการประกันสุขภาพให้แรงงาน (จากงานวิจัยของนักวิชาการอิสราเอล Raijman and Kushnirovich. 2012 ดังแผนภูมิประกอบ)

แผนภูมิ การละเมิดสัญญาจ้างงานโดยนายจ้างอิสราเอล
แผนภูมิ การละเมิดสัญญาจ้างงานโดยนายจ้างอิสราเอล

3.องค์กร Human Rights Watch ได้ทำวิจัยในปี 2557 และสัมภาษณ์แรงงานไทยจำนวน 173 คน ใน 10โมชาฟ (ชุมชนเกษตร) ในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ซึ่งได้ให้ข้อมูลสอดคล้องกันในปัญหาต่าง ๆ ได้แก่ การไม่ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำและค่าล่วงเวลาตามกฎหมาย นายจ้างบังคับให้ทำงานเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด ที่พักอาศัยแออัดไม่ถูกสุขลักษณะ สภาพการทำงานเป็นอันตรายต่อสุขภาพ(พ่นยาฆ่าแมลงโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน) นายจ้างไม่เอาใจใส่เรื่องรักษาพยาบาลกรณีเจ็บป่วย การเปลี่ยนนายจ้างไม่สามารถกระทำได้แม้กฎหมายอนุญาต ส่วนปัญหาที่ได้รับการแก้ไขในระดับหนึ่งคือ ค่าบริการจัดหางานซึ่งลดลงมากหลังจากที่ทางการไทย-อิสราเอลไดทำข้อตกลงเมื่อปี 2554

4.นายจ้างอิสราเอลไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างงาน ได้แก่ ค้างจ่ายค่าจ้าง จ่ายค่าจ้างต่ำกว่าสัญญาจ้าง ไม่มีสวัสดิการตามสัญญาจ้าง ยึดพาสปอร์ตคนงาน สภาพที่อยู่อาศัยไม่เหมาะสม ไม่มีสลิป/หลักฐานการจ่ายค่าจ้าง 5.แม้อิสราเอลมีกฎหมายที่คุ้มครองแรงงานต่างด้าวอย่างกว้างขวาง แต่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมิได้บังคับกฎหมายอย่างจริงจัง อาทิ การตรวจสอบ การลงโทษนายจ้างและบริษัทจัดหางาน ทั้งนี้ ในระยะ 5 ปี ที่ผ่านมา ทางการอิสราเอลได้ลงโทษปรับ นายจ้างและบริษัทจัดหางานเพียง 15 ราย คิดเป็นจำนวนเงิน1,317,170 NIS (ประมาณ 320,000 เหรียญสหรัฐฯ) ตักเตือน 145 ราย ระงับใบอนุญาตบริษัทจัดหางาน 1 ราย

ในแถลงการณ์ยังได้ระบุข้อเสนอแนะเร่งด่วน โดยในส่วนของฝ่ายไทยคือ 1.กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน กรรมาธิการแรงงานของ สปช. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและสหภาพแรงงานไทยเร่งพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาตามความรับผิดชอบของตนโดยเร่งด่วน 2.กระทรวงการต่างประเทศแจ้งทางการอิสราเอลพิจารณาแก้ไขปัญหาแรงงานไทยเสียชีวิตในการทำงานและถูกเอารัดเอาเปรียบโดยเร่งด่วนและแจ้งผลให้รัฐบาลไทยทราบโดยเร็ว หากปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขภายในระยะเวลา อาทิ 3-6 เดือน ให้กระทรวงแรงงานระงับการจัดส่งแรงงานไปอิสราเอลจนกว่าการแก้ไขได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ปัญหาการละเมิดสิทธิแรงงานไทยในอิสราเอลเป็นปัญหาโครงสร้าง มิใช่ปัญหาเฉพาะเจ้าหน้าที่หรือนายจ้างอิสราเอลเพียงบางราย จึงจำเป็นต้องเร่งเจรจาในระดับรัฐบาลกับรัฐบาล

3. ภาคประชาสังคมยื่นประท้วงต่อสถานทูตอิสราเอลในประเทศไทย ในประเด็นแรงงานไทยถูกละเมิดสิทธิแรงงาน โดยวิธีที่จะยื่นต้องทำในนามภาคประชาสังคมร่วมมือกับภาครัฐ 4. กระทรวงแรงงานเร่งหารือกับองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) เพื่อพิจารณาทบทวนกระบวนการ ขั้นตอนต่างๆ ในด้านการจัดหางานตาม TIC กระทรวงแรงงานเรียกร้องต่อ IOM ในบทบาทการดูแลติดตามและคุ้มครองแรงงานไทย โดยการผลักดันให้รัฐบาลอิสราเอลดำเนินการคุ้มครองสิทธิแรงงานไทยตามกฎหมายอิสราเอล 5. กระทรวงสาธารณสุขไทยจัดคณะแพทย์ไปติดตามสภาพปัญหา เรียกร้องให้มีการชันสูตรศพแรงงานไทยที่เสียชีวิตทุกคน ตรวจสอบสภาพการทำงานและความปลอดภัยด้านอาชีวอนามัย โดยเฉพาะการใช้สารเคมีและชั่วโมงทำงานที่ยาวนาน ตามบันทึกช่วยจำเกี่ยวกับการส่งแรงงานไทยไปทำงานในอิสราเอล

 

ยิว2

6. ให้สถานทูตไทยในอิสราเอลส่งเสริมการจัดตั้งสมาคมแรงงานไทยในอิสราเอล เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและการช่วยเหลือคนงานได้โดยมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งอิสราเอลได้ลงนามรับรอง ILO Convention No. 87 Freedom of Association and Protection of the Right to Organise,(1948)และ ILO Convention No. 98 Right to Organise and Collective Bargaining, (1949)ตั้งแต่ พ.ศ.2500(1957)

7.รัฐบาลดำเนินมาตรการเชิงรุกด้วยการแจ้งประเทศคู่ค้าที่สำคัญของอิสราเอล เฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศนำเข้าสินค้าเกษตรจากอิสราเอล ให้เตือนอิสราเอลเร่งป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ในกลุ่มแรงงานไทย มิฉะนั้นจะเสนอให้จำกัดหรือระงับการนำเข้าสินค้าเกษตรจากอิสราเอล อาทิ สหภาพยุโรป (ฝรั่งเศส อังกฤษ สเปน เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม ออสเตรีย) สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น

8. แจ้งกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาให้ทบทวนการจัดลำดับ US TIP Report ของประเทศอิสราเอล เรื่องการละเมิดสิทธิแรงงานไทยอย่างรุนแรงจนแรงงานกลายเป็นทาส เพื่อให้พิจารณาเปลี่ยนระดับเป็น Tier 2 watchlist หรือ Tier 3 9. รัฐบาลลดความสำคัญการส่งเสริมแรงงานไร้ฝีมือไปทำงานในต่างประเทศ และร่วมกับภาคเอกชนเพิ่มการสร้างงานในประเทศและประชาสัมพันธ์ให้แรงงานทำงานในประเทศแทนการไปเสี่ยงชีวิตในต่างแดน 10.กระทรวงแรงงานกำหนดให้แรงงานทุกคนต้องเข้าเป็นสมาชิกกองทุนช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศ แม้จะเดินทางไปทำงานด้วยตนเอง เพื่อให้สามารถขอรับสิทธิประโยชน์เมื่อประสบปัญหา เช่น เมื่อถูกทอดทิ้งอยู่ต่างประเทศ สามารถขอสงเคราะห์เงินตามที่จ่ายจริงไม่เกินคนละ 30,000 บาท เป็นต้น

ในแถลงการณ์ยังระบุข้อเสนอแนะเร่งด่วนสำหรับอิสราเอลคือ 1.เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเศรษฐกิจ กระทรวงต่างประเทศ กรรมาธิการแรงงาน เร่งพิจารณาป้องกันและแก้ไขปัญหาแรงงานไทยถูกเอารัดเอาเปรียบ (การค้าทาสสมัยใหม่)และแจ้ง American Jewish Joint Distribution Committee องค์กรสิทธิมนุษยชนและสื่อมวลชนให้ผลักดันรัฐบาลป้องกันและแก้ไขปัญหานี้ 2. เร่งรัดให้มีการปรับปรุงสภาพการทำงานและการจ้างแรงงานในแรงงานไทยภาคเกษตรโดยเร่งด่วน 3. ดำเนินการดูแลเกี่ยวกับแรงงานไทยที่เสียชีวิตให้มีการตรวจสอบชันสูตรพลิกศพและการได้รับการคุ้มครองและชดเชยตามสิทธิ์ 4. ดำเนินการดูแลเกี่ยวกับสวัสดิการทางสุขภาพ ที่พักอาศัยที่ถูกหลักอาชีวอนามัยและความปลอดภัย 5. ควบคุมให้นายจ้างอิสราเอลปฏิบัติตามกฎหมายและลงโทษนายจ้างในการละเมิดสิทธิแรงงานพร้อมรายงานทางการไทย 6.รายงานต่อหน่วยงานด้านการคุ้มครองตามหลักสิทธิมนุษยชนในอิสราเอล เช่น Civil Rights Association

นอกจากนี้แถลงการณ์ยังได้เสนอแนะเร่งด่วนไปยังองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (International Organization for Migration- IOM) ดังนี้ 1. เร่งตรวจสอบการเสียชีวิตของแรงงานไทยในภาคเกษตรในอิสราเอลทั้ง 122 ราย โดยเฉพาะกลุ่มที่เสียชีวิตจากการหยุดหายใจฉับพลัน(ไหลตาย) จำนวน 43 ราย และกลุ่มที่เสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุอีก 22 ราย และจัดทำรายงานข้อเท็จจริงให้ทุกฝ่ายได้รับทราบโดยเร็ว 2. เร่งรัดให้มีการปรับปรุงสภาพการทำงานและการจ้างงานของแรงงานไทยในภาคเกษตรตามสิทธิของแรงงานย้ายถิ่น 3. ยืนยันการคุ้มครองแรงงานย้ายถิ่นที่ IOM เป็นผู้ประสานความร่วมมือและอำนวยความสะดวก ว่าแรงงานได้รับการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชน ไม่ตกเป็นทาสนายจ้างหรือเหยื่อการค้ามนุษย์

 

===============

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.